playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

83199.jpg

เป็นเวลาหลายสิบปีมาแล้วที่ประเทศไทย มีทิศทางเกี่ยวกับจัดการผลผลิตทางด้านเกษตรกรรมที่ดูเหมือนจะทำเพียงเพื่อการค้ากำไรในระบบการแข่งขัน มากกว่าที่จะกล่าวถึงความยั่งยืนของพี่น้องเกษตรกรทั้งในด้านการตลาดภายในชุมชน ที่จะทำให้คนยืนได้โดยไม่พึ่งพานโยบายรัฐ หรือแม้แต่ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ทั้งในด้านสภาพพื้นที่ที่เสื่อมโทรมลงจากปุ๋ยยา ผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากสารตกค้าง หรือแม้แต่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบทางตรงจากสารเคมีที่สะสมรายวัน นั่นเป็นผลมาจากการขาดการวางแผนที่เป็นระบบมากกว่าแค่การผลิตและขายไป รัฐเองก็ต้องชี้เป้าให้ชัดว่า ประเทศไทยจะเป็นประเทศเกษตรกรรม ประเทศอุตสาหกรรม หรือ ประเทศเกษตรอุตสาหกรรม นี่เป็นคำถามที่พี่น้อง ตำบลเชี่ยวเหลียง อำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง กำลังคิด และตั้งคำถามกัน.....

 “บุญจักร สงคราม” กำนันตำบลเชี่ยวเหลียง และประธานสภาองค์กรชุมชนตำบล    เชี่ยวเหลียง พร้อมด้วยคณะกรรมการสภาฯ ประกอบด้วย สุริโย ยอดสังวาล คณิต พรหมบุตร และเครือวัลย์  สงคราม เล่าให้ฟังว่า ตำบลเชี่ยวเหลียง อยู่ทางทิศใต้ของตัวจังหวัด มีระยะทางห่างจากตัวอำเภอประมาณ 15 กิโลเมตร  การเดินทางไปมาของชาวบ้านในสมัยก่อนใช้ “คลองกะเปอร์” เป็นเส้นทางสัญจรหลัก ตามคำบอกเล่า คลองดังกล่าวมีความลึก และน้ำเชี่ยวกราก ประกอบกับพื้นที่บริเวณนั้นมีผักพื้นบ้านชนิดหนึ่ง คือ “ผักเหลียง” จำนวนมาก จึงเป็นที่มาของชื่อ “เชี่ยวเหลียง”  มาจนถึงปัจจุบัน   มีประวัติความเป็นมา ตั้งแต่ประมาณ 200 ปีก่อน จากหลักฐานการตั้ง “วัดเชี่ยวเหลียง”  ประชาชนประกอบอาชีพเกษตรกรรม หัวไร่ปลายนา ล่าสัตว์ ตามวิถีทั่วไป จนมาถึงช่วงประมาณ พ.ศ. 2515 เกิดนโยบายอนุญาตให้มีการสัมปทานเหมืองแร่ ตามนโยบายรัฐบาลในพื้นที่บริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันตก ชาวบ้านเข้าไปมีส่วนร่วมขุดเหมืองดูดทราย ในฐานะ “ลูกจ้างเอกชน” และ “ร่อนแร่” กันเองตามวิถีทั่วไป   ต่อมาช่วงปี พ.ศ. 2519 มีการตัดถนนจากตัวอำเภอเข้าไปยังตำบลบ้านนา เป็นผลทำให้ชาวบ้านเริ่มขยับขยายหาที่ทำกินเพิ่มเติม  ผนวกกับในปี พ.ศ. 2525   เป็นต้นมา รัฐได้อนุญาตให้เอกชนเข้าไปทำสัมปทานป่าไม้ในพื้นที่ ชาวบ้านได้อาศัยพื้นที่ว่างเปล่าอันเป็นผลจากการตัดโค่นต้นไม้ เข้าไปจับจองที่ดินทำกิน ทำไร่เลื่อนลอย  ปลูกและเก็บเกี่ยวข้าวไร่เพื่อบริโภคกันเอง เรื่อยไปจนประมาณ พ.ศ. 2537

83265.jpg

            วิถีการทำเกษตรกรรมเริ่มมีมิติที่เปลี่ยนไป ในช่วง พ.ศ. 2540 รัฐบาลได้มีการรับรองสิทธิในที่ดินทำกินกับเกษตรกรบางราย เริ่มมีการส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจเพื่อใช้ในระบบการแข่งขันมากขึ้น  มีพี่น้องจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้ามาในพื้นที่ อาทิ อุบลราชธานี ศรีษะเกษ เป็นต้น  “สุริโย ยอดสังวาล” รองประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลเชี่ยวเหลียง หนึ่งในพี่น้องชาวอิสาน ที่เข้ามาทำมาหากินในพื้นที่ เล่าว่า พี่น้องชาวอิสานเริ่มเข้ามาในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน  ตามนโยบายส่งเสริมการปลูกกาแฟ และพืชอื่นๆ อาทิ ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ซึ่งถือว่าในช่วงเวลาดังกล่าวพืชเหล่านี้สร้าง ”เถ้าแก่”  รับซื้อผลผลิตได้มากมาย และแน่นอนว่ารูปแบบวิถีชีวิตการปลูกพืชเชิงเดี่ยว และการปลูกต้นผลเพื่อค้ากำไร ก็ต้องใช้สารเคมีมากเป็นทวีคูณตามไปด้วยเช่นกัน

            จนกระทั่งในพื้นที่ ได้มีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลเชียวเหลียง ภายใต้พระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 โดยเมื่อ พ.ศ. 2557 สภาฯ และพี่น้องประชาชนในตำบลได้ร่วมกันวิเคราะห์พื้นที่ และตั้งธงคำถามใน 2 -3 ประเด็น คือ “ปาล์มและยางที่ปลูกกันอยู่อะไรคุ้มค่ากว่ากัน ถ้าผลผลิตที่ออกมาพี่น้องในตำบลจะบริหารจัดการกันเองได้หรือไม่ จะสร้างปลอดภัยกับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของพี่น้องได้อย่างไร ?”

            เมื่อสภาฯ สามารถตกผลึกแนวความคิดดังกล่าวได้แล้ว จึงได้ทำข้อเสนอเพื่อขอรับงบประมาณสนับสนุนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ภายใต้โครงการ “เศรษฐกิจและทุนชุมชน”

81997.jpg

ในครั้งแรกที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนเข้ามา สภาฯ ได้ดำเนินการออกสำรวจข้อมูลไปยังทุกภาคส่วนในตำบล พร้อม ๆ กับการทำความเข้าใจในกระบวนการของสภาฯ และพบนัยสำคัญประการหนึ่ง คือ การทำเกษตรกรรมในระยะสิบปีให้หลัง พี่น้องเกษตรกรประสบปัญหาผลผลิตที่มีจำนวนน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งเป็นผลมาจากระบบการแข่งขัน และกลไกราคาตลาด พี่น้องมีความต้องการผลผลิตครั้งละมากๆ จำเป็นที่ต้องใช้สารเคมีจำนวนมากไปด้วยเช่นกัน รวมไปถึงสุขภาพของพี่น้องเองก็ดูจะไม่ค่อยดีนัก  ค่าใช้จ่ายที่หมดไปกับปุ๋ยยาก็สูงตามไปด้วย  และแม้พี่น้องเชี่ยวเหลียงจะปลูกยางพาราเป็นอาชีพหลัก แต่เมื่อสำรวจข้อมูลแล้ว ปาล์มน้ำมันกลับสร้างรายได้ต่อปีที่มากว่า เมื่อเปรียบเทียบโดยประมาณ กับราคาระดับกลางโดยเฉลี่ยในพื้นที่ 10 ไร่ ยางพาราให้มูลค่าอยู่ที่ประมาณ 10,000 บาท ส่วนปาล์มน้ำมันให้มูลค่าได้สูงถึง 30,000 บาทต่อเดือน (ขึ้นอยู่กับราคาตลาด และสภาพต้นผล) ทั้งนี้อาจมีปัจจัยมาจากสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ที่ใน 1 ปี                        คนเชี่ยวเหลียงจะสามารถกรีดยางพาราได้แค่ประมาณ 60 วัน เนื่องจากเป็นพื้นที่พาดผ่านของลมมรสุม มีฝนตกตลอดทั้งปี เมื่อเทียบกับปาล์มน้ำมันที่สามารถเก็บผลผลิตได้ในทุก ๆ 15 วัน ผนวกไปกับการปลูกพืชชนิดอื่น ๆ ในร่องสวน เพื่อรอเก็บผลผลิตไปด้วย อาทิ   ผักเหลียง ข่า และตะไคร้ นับเป็นการบริหารจัดการเชิงพื้นที่แบบบูรณาการที่มีความน่าสนใจ



           เมื่อนำข้อมูลดังกล่าวไปนำเสนอให้พี่น้องในตำบลได้รับทราบแล้ว ก็มีความเห็นพ้องต้องกัน ที่คนในตำบลน่าจะมีการบริหารจัดการทรัพยากรของตนเอง อย่างเป็นระบบ เบื้องต้นคือการสร้างความเชื่อมั่นให้กลุ่มเกษตรกรรายย่อยเห็นรูปธรรม โดยการปรับปรุงตลาดกลางสินค้าเกษตรที่รกร้างว่างเปล่า ให้กลายเป็นลานเทปาล์ม และตลาดสินค้าเกษตรพื้นบ้านปลอดสารเคมีของชุมชน ควบคู่ไปกับการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการกลุ่มเกษตรกรสวนปาล์มน้ำมัน ได้มีการไปศึกษาดูงานยังสถานที่ต่าง ๆ เพื่อนำรูปแบบ วิธีการมาปรับใช้  เช่น การดูงานกลุ่มสหกรณ์สวนปาล์มน้ำมัน ที่จังหวัดกระบี่ และจังหวัดสุราษฎร์ธานี  เป็นต้น ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการยกร่างระเบียบ  เบื้องต้นจะมีการระดมทุนจากกลุ่มต่าง ๆ รวม 4 หมู่บ้าน และกลุ่มจากตำบลบ้านนา รวมแล้วประมาณ 120 ราย เข้ามาเป็นสมาชิก โดยจะให้ผลประโยชน์กับเกษตรกรมากกว่าแค่การขายกับลานเทปาล์มในปัจจุบัน อาทิ การให้ปันผลช่วงสิ้นปี การให้ราคาที่เป็นธรรม โดยคาดว่าจะเปิดรับสมัครสมาชิกในอัตรารายละ 5 หุ้น หุ้นละ 100 บาท แต่ไม่เกิน 2,000 หุ้น ผลกำไรที่ได้จะแบ่งสรรปันส่วนตามเงื่อนไขที่กำหนด ยกตัวอย่างเช่น การจัดสรรรายได้ที่เกิดขึ้น ร้อยละ 100 ต่อปี แบ่งไปสำหรับการลงทุนใหม่ ร้อยละ 25 แบ่งคืนสมาชิก ร้อยละ 50 ออมทรัพย์ ร้อยละ 5 ค่าตอบแทนคณะกรรมการ ร้อยละ 10   รวมทั้งการจัดสวัสดิการสังคม และสาธารณประโยชน์ต่างๆของตำบล อีกร้อยละ 10และที่สำคัญคือการนำผลกำไรมาลดต้นทุนการผลิตจากสารเคมี เปลี่ยนเป็นการทำปุ๋ยหมักใช้เองภายในตำบล และการส่งขายไปยังพื้นที่ใกล้เคียงในอนาคต


            สำหรับในประเด็นการปรับปรุงลานเทปาล์มชุมชน สุริโย กล่าวว่า ขณะนี้ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาล จำนวน 1,060,000 บาท ตามโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ตำบลละ 5 ล้านบาท ซึ่งจะดำเนินการใน 2 ลักษณะ คือ การปรับปรุงสภาพพื้นที่ และการซ่อมบำรุงเครื่องชั่งให้มีมาตรฐาน คาดว่า เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ จะมีการดำเนินงานตั้งคณะกรรมการบริหารกลุ่มลานเทปาล์มตามที่ได้มีการยกร่างระเบียบกองทุน คาดว่าจะได้รับความเชื่อมั่นจากเกษตรกรในพื้นที่เป็นอย่างดี เพราะขณะนี้ก็มีผู้สนใจเข้ามาสอบถามกันเป็นจำนวนมาก เหตุผลหนึ่งที่เกษตรกรมีความสนใจมาก เพราะพวกเขาสามารถสร้างโอกาสในการลดต้นทุนการขนส่งที่ต้องนำผลผลิตของตำบลไปขายข้างนอก มาเป็นการเก็บออม และบริหารจัดการเพื่อคนในตำบลนั่นเอง

            ทั้งนี้สภาองค์กรชุมชนตำบลเชี่ยวเหลียง ยังมีกิจกรรมอื่นเพิ่มเติม เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่าการปลูกพืชหลายชนิด แทนการปลูกพืชเพียงชนิดเดียวตามการส่งเสริมของรัฐที่ผ่านมา จะสามารถสร้างผลกำไรได้มากกว่า อาทิ การส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชแซมปาล์มน้ำมัน และยางพารา เช่น ผักเหลียง ข่าและตะไคร้ เกษตรกรรายหนึ่งยกตัวอย่างให้เห็นว่า ระหว่างรอให้ต้นปาล์มน้ำมันเจริญเติบโต เราสามารถปลูกตะไคร้ส่งขายไปยังจังหวัดภูเก็ต ได้ในสัดส่วน 100 ต้น              ต่อ 1 มัด ในราคามัดละ 25 บาท ซึ่งสามารถสร้างรายได้เสริมได้สูงถึงปีละ 40,000 บาท เลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีโครงการพัฒนาอาชีพเกษตรกรในการทำปุ๋ยหมักเพื่อลดต้นทุน ของสำนักงานเกษตรอำเภอที่เข้ามา โดยใช้วัตถุดิบที่มีในตำบล เช่น ทะลายปาล์มบด ทางปาล์มบด มูลวัวที่เกษตรกรเลี้ยงทั่วไป ผสมกับแม่ปุ๋ย เพื่อลดต้นทุนปุ๋ยยาของชาวบ้านที่ต้องออกไปซื้อจากภายนอกเฉลี่ยในพื้นที่              10 ไร่ ซึ่งต้องใส่ปุ๋ย 3 – 4 ครั้ง ต่อปี ค่าใช้จ่ายบวกค่าแรงสูงถึง 25,000 บาท ต่อครั้ง  เสมือนเป็นการสานพลังในระดับชุมชนตามนโยบาย “ประชารัฐ” ของรัฐบาลก็ว่าได้

            วงสนทนา กล่าวว่า องค์ความรู้ และแนวความคิดดังกล่าว เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนในตำบล โดยเฉพาะเกษตรกรได้รับรู้ในข้อมูลเชิงประจักษ์ เพื่อประกอบการตัดสินใจที่จะลงทุนในการทำเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน มากกว่าที่จะเชื่อมั่นในนโยบายเพียงด้านเดียว ซึ่งในบางครั้งอาจดูไม่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ รวมทั้งการมีชุดประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ โดยนำสิ่งทีหาได้ในพื้นที่มาปรับใช้เพื่อลดต้นทุนการผลิต และการตระหนักถึงการสร้างความปลอดภัยทั้งในพื้นที่ตนเอง และพื้นที่ข้างเคียง ที่มักเห็นข่าวการปนเปื้อนสารเคมีในระบบเกษตร ที่ไหลลงตามแม่น้ำลำคลอง เกิดเป็นปัญหาครอบคลุมหลายสิบตำบล นับเป็นภัยร้ายที่ซึมซับมากกว่าแค่ความเสื่อมโทรมในสภาพพื้นที่ แต่กลับส่งผลกับคนในและนอกตำบลในระยะยาว

            นี่เป็นเพียงกรณีศึกษาด้านหนึ่งของตำบล ที่พี่น้องประชาชนสามารถจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ในตำบลได้อย่างเป็นระบบ ภายใต้การสำรวจข้อมูลและประเมินความเป็นไปได้ รวมทั้งไม่อาศัยการพึ่งพารัฐเพียงด้านเดียว แต่สามารถนำข้อมูลไปสู่การจัดการ เพื่อทดแทนรายได้หลักลดระบบพึ่งพาการผลิตจากภายนอก ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรมีราคาสูง เป็นผลระยะยาวในการเกิดภาระหนี้สินที่ไม่สามารถชำระคืนได้ นำไปสู่การสูญเสียที่ดินทำกินในอนาคต หลักคิดของตำบลจึงนำไปสู่การบริหารจัดการทรัพยากรใน 3 ปัจจัย คือ คุณภาพผลผลิต  คุณภาพชีวิตของเกษตรกรและผู้บริโภคในระดับครัวเรือน ชุมชน ออกไปสู่ภายนอก และสิ่งแวดล้อมที่ดี ซึ่งสอดคล้องกับหลักคิดในวิสัยทัศน์ของประเทศ ปี พ.ศ. 2558 - 2563 คือ “มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” และร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ที่จะใช้กันในปี พ.ศ.2560  ในแนวทางการพัฒนาด้านเกษตรกรรมสู่ความเป็นเลิศด้านอาหาร โดยให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างภาคเกษตร และเร่งพัฒนาและขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจัง ซึ่งนั่นหมายถึง ระบบการผลิตที่ปลอดภัยตั้งแต่ระดับสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ จนไปถึงมือผู้บริโภค และความยั่งยืนในวิถีชีวิต และวิธีการผลิตของเกษตร ประการหนึ่งด้วยเช่นกัน

            อย่างที่ผู้เขียนกล่าวไว้ข้างต้น แม้ประชาชนจะสามารถจัดการระบบข้อมูลตำบล ไปสู่การจัดการเชิงนโยบายได้ก็ตาม แต่ในปัจจุบันความผันผวนเชิงนโยบายรายวันก็ยังมีให้เห็นอยู่ การที่จะทำให้ประชาชนเข้มแข็ง ก็ควรส่งเสริมให้รู้จักการจัดการตนเองตั้งแต่ระดับฐานรากด้วยเช่นกัน การส่งเสริมให้เกษตรกรรู้เท่าทันกลไกราคา กลไกตลาด รวมทั้งองค์ความรู้ต่างๆในการเพิ่มมูลค่าผลผลิต และการทำเกษตรแบบผสมผสาน ก็น่าจะเป็นโจทย์ที่รัฐควรจะรับฟังเกษตรกรให้มากกว่าที่เป็นอยู่ และไม่ฟังความเฉพาะบุคลากรแถวหน้าในการให้ข้อมูลที่ไม่สะท้อนข้อเท็จจริงในแต่ละบริบทที่ต่างกันของชุมชน ยังไม่นับรวมถึงปัญหาความไม่มั่นคงในที่ดินทำกิน ที่พี่น้องประสบอยู่เกินครึ่งตำบล ซึ่งข้อมูลระบุว่าพี่น้องตำบลเชี่ยวเหลียงมีสิทธิในที่ดินทำกินอย่างถูกต้องและมั่นคงเพียง              ร้อยละ 14 เท่านั้น และก็น่าจะสะท้อนได้เช่นกันว่า ถ้าชาวบ้านคิดจะรวมตัวกันเอง คิดจะจัดการพืชผลอย่างเป็นระบบ พวกเขาคงไม่ได้เป็นนายทุนรุกที่ดินเพื่อทำลายทรัพยากรแต่ประการใด แต่เป็นการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติร่วมกันในฐานะอาสินของคนทั้งตำบลมากกว่า...

รัชตะ มารัตน์ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน : รายงาน

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter