วันที่ 3 มิ.ย. 59 เวลา 14.00 น. ณ บริเวณห้องโถงชั้นล่าง อาคารรัฐสภา 1 ผู้แทนเครือข่ายสวัสดิการชุมชน นำทีมโดยนายแก้ว สังข์ชู และนางมุกดา อินต๊ะสาร ร่วมแถลงข่าว และยื่นร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมสถาบันจัดสวัสดิการชุมชนตำบล พ.ศ. .... ต่อ นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อร่วมผลักดันให้ออกพระราชสวัสดิการชุมชนต่อไป
นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กล่าวว่า การจัดสวัสดิการชุมชนถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญของขบวนองค์กรชุมชน ถือเป็นอีกก้าวหนึ่ง ที่เรียกได้ว่าเป็นก้าวสำคัญของชุมชน โดยเฉพาะขบวนองค์กรชุมชนระดับล่าง หรือระดับตำบล ที่เป็นพื้นที่ฐานรากในการที่คนในพื้นที่ดูแลกันและกัน และ ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมสถาบันจัดสวัสดิการชุมชนตำบล พ.ศ. ....นี้ เป็นพระราชบัญญัติฉบับหนึ่งที่สำคัญมาก ในการที่จะบ่มเพาะเพื่อสร้างเครือข่ายคนฐานรากให้ขึ้นมาเติบโตและดูแลตัวเองได้
“บนพื้นฐานของชุมชนนั้นมีการดูแลช่วยเหลือกันในหลากหลายมิติ ตั้งแต่เรื่องวัฒนธรรม ประเพณี การพึ่งตนเอง การดูแลสิ่งแวดล้อม การดูแลกลุ่มเป้าหมายในชุมชน ที่ผ่านมาก็พบว่า ถ้าเมื่อไหร่เขาสามารถที่จะมีสถาบันของเขาขึ้นมาเอง ดูแลกันเองได้ เครือข่ายเหล่านี้ก็จะเข้มแข็งมาก ซึ่งว่าไปแล้วก็ตรงกับนโยบายของรัฐบาล ท่านพลเอกประยุทธ จันทร์โอชา ที่ต้องการสร้างเศรษฐกิจพื้นฐานและก็สร้างชุมชนฐานรากให้เข้มแข็งขึ้น และกฏหมายฉบับนี้เป็นกฏหมายฉบับหนึ่งที่น่าจะทำให้เครือข่ายชุมชนรากหญ้าเข้มแข็งและเติบโตเร็วขึ้น ในขณะที่ สนช. เองก็ยังมีข้อจำกัด ไม่สามารถเสนอกฏหมายเกี่ยวกับการเงินหรืองบประมาณได้ แต่อย่างไรผมในฐานะ สนช. จะนำกฏหมายฉบับนี้ไปศึกษาต่อ เพื่อผลักดันในส่วนที่ สนช.หนุนเสริม และผ่านกระบวนการไปยังรัฐบาลต่อไป”
นายแก้ว สังข์ชู ผู้แทนเครือข่ายสวัสดิการชุมชน เปิดเผยว่า กองทุนสวัสดิการชุมชนเกิดจาการเชื่อมโยงของกองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศ ตั้งแต่ พ.ศ. 2546 ที่คนในชุมชนร่วมกันดูแลกันและกัน ภายใต้การให้อย่างมีคุณค่า รับอย่างมีศักดิ์ศรี โดยเริ่มจาการสมทบกองทุนจากคนในชุมชน เพื่อจัดสวัสดิการกันเอง นำสู่การสนับสนุนงบประมาณาจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการสมทบจากรัฐบาลผ่าน พอช. ปัจจุบันมีกองทุนสวัสดิการทั่วประเทศ 5,971 กองทุน สมาชิกกองทุน 5.38 ล้านคน มีเงินกองทุน 11,078 ล้านบาท เป็นเงินจากชุมชนร้อยละ 66
“กฏหมายฉบับนี้มาจากความต้องการของชุมชนมีวิวัฒนาการ และยกระดับทางความคิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เป็นการสร้างระบบฐานรากขึ้นมาเพื่อสร้างความเข้มแข็ง ทำให้ชุมชนเกิดการดูแลกันเอง ซึ่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมสถาบันการจัดสวัสดิการของชุมชนตำบล เป็นกฏหมายที่รองรับการปฏิบัติการของภาคประชาชน และเครือข่ายสวัสดิการชุมชนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เรื่องนี้จะมีการผลักดันเข้าสู่ สนช. รวมถึงกระทรวงที่เกี่ยวข้องต่อไป ถือว่าเป็นนิมิตรหมายอันดีของสังคมไทย ที่เราทำเรื่องนี้เป็นการเปิดโอกาสให้ทุกภาคเป็นหุ้นส่วนรับผิดชอบการสร้างความยั่งยืนในรูปแบบสานพลังประชารัฐ เพราะเราทำร่วมกับทั้งภาครัฐและท้องถิ่นตลอดเวลา เป็นการหนุนเสริมเพื่อให้องค์กรเกิดความเข้มแข็ง นำไปสู่การปฏิบัติการที่ทำให้คนในชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป”
รายงาน/ภาพ : สุธิดา บัวสุขเกษม





