playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

ร.ร.มิราเคิล  แกรนด์  คอนเวนชั่น/  “ฐาปน  สิริวัฒนภักดี” หัวหน้าทีมภาคเอกชนประชารัฐ  เคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากชู “บริษัทประชารัฐรักษาสามัคคีฯ” 76 จังหวัดช่วยพัฒนาธุรกิจชุมชน  ยืนยันเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมเป้าหมายสร้างรายได้และทำให้ประชาชนมีความสุข  ชวนบริษัทยักษ์ใหญ่ร่วมลงทุนทั้งซีพี  บุญรอด  กสิกรไทย รวมทั้งสื่อสิ่งพิมพ์เครือมติชนและเนชั่นฯ พร้อมผุดโครงการ “สานพลังเพื่อบ้านเกิด” คัดคนรุ่นใหม่จังหวัดละ 1 คนมาอบรมการพัฒนาธุรกิจชุมชนระยะเวลา 2 ปี  จบแล้วส่งกลับไปพัฒนาบ้านเกิด  ขณะที่บริษัทประชารัฐฯ เพชรบุรีพร้อมหนุน 8 ตำบลนำร่องพัฒนาเกษตรอินทรีย์  แปรรูปผลิตภัณฑ์จากตาล  และท่องเที่ยวชุมชน

civil_state_2_resize.JPG
                วันนี้ (8 มิถุนายน) ที่ห้องประชุมโรงแรมมิราเคิล  แกรนด์  คอนเวนชั่น  เขตหลักสี่  มีการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ  เรื่อง “สร้างความเข้าใจและความร่วมมือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านนโยบายประชารัฐ”  จัดโดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)  มีตัวแทนและผู้นำชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศเข้าร่วมสัมมนาประมาณ  400 คน  โดยมีนายฐาปน  สิริวัฒนภักดี  กรรมการผู้อำนวยการใหญ่  บริษัทไทยเบฟเวอเรจ  จำกัด (มหาชน)  ในฐานะหัวหน้าทีมภาคเอกชน  คณะทำงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ  บรรยายพิเศษเพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องการจัดตั้งบริษัทประชารัฐฯ ขึ้นมาเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากใน 76  จังหวัดทั่วประเทศ

นายสมพร  ใช้บางยาง  ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน  กล่าวเปิดการสัมมนาว่า  วันนี้เรามีนโยบายประชารัฐซึ่งเป็นนโยบายที่ชัดเจนที่เราจะสร้างและร่วมกันขับเคลื่อนทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อมาสร้างความเข้มแข็ง   เป็นการสร้างการทำงานสานต่อกับพื้นที่ระดับอื่นๆ ทั้งตำบล อำเภอ จังหวัด และประเทศ เพื่อให้เกิดการทำงานให้เกิดความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น และขบวนองค์กรชุมชนเองสามารถทำงานร่วมกับหน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหลัก  ร่วมกับกำนัน  ผู้ใหญ่บ้าน  ที่จะร่วมกันขับเคลื่อนในประเด็นดังกล่าว

                “การขับเคลื่อนงานของเราต่อไปนี้  เราจะต้องพยายามหาความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งระดับพื้นที่ และระดับชาติ  ความร่วมมือดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้งานของเราไปสู่เป้าหมายได้  ดังนั้นการชับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามนโยบายประชารัฐ เป็นอีกนโยบายหนึ่งที่เราจะไปเชื่อมต่อในการสานพลังของพวกเรา โดยเฉพาะเรื่อง “เศรษฐกิจและทุนชุมชน” เป็นการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนฐานราก  ไปสู่การพึ่งตนเอง เพื่อให้เห็นชุมชนฐานรากหรือชุมชนท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง  บนพื้นฐานการจัดการตนเองได้”  นายสมพรกล่าว

                civil_state_resize.JPG

นายฐาปน สิริวัฒนภักดี หัวหน้าทีมภาคเอกชน คณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ  กล่าวว่า  การขับเคลื่อนเศรษฐกิจประชารัฐคือการสานพลัง  5 ภาคส่วน  คือ ภาครัฐ  เอกชน  วิชาการ  ประชาสังคม  และภาคประชาชน  โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง  ประชาชนมีความสุข  และมีรายได้เพิ่ม  เป้าหมายหลักเพื่อสังคม  ไม่ใช่เพื่อกำไรสูงสุด  โดยเน้น  3 กลุ่มงาน  ได้แก่  เกษตร  แปรรูป (SME/OTOP)  และท่องเที่ยวโดยชุมชน   ใช้  5 กระบวนการจัดการเพื่อสนับสนุนชุมชน  คือ 1.การเข้าถึงปัจจัยการผลิต  2.การสร้างองค์ความรู้  3.การตลาด  4.การสื่อสารสร้างความรับรู้  และ 5.การบริหารจัดการ  โดยใช้โครงสร้างของ Social Enterprise  (SE) หรือ “วิสาหกิจเพื่อสังคม”  จัดตั้ง SE Holding ระดับประเทศ  หรือที่เรียกว่า “บริษัทประชารัฐรักสามัคคี (ประเทศไทย) จำกัด”   และจัดตั้งบริษัทประชารัฐรักสามัคคีระดับจังหวัดขึ้นมา  76 จังหวัดทั่วประเทศ  ซึ่งขณะนี้ได้จัดตั้งบริษัทประชารัฐฯ ไปแล้ว  5 จังหวัด   คือ  ภูเก็ต   เพชรบุรี  อุดรธานี  เชียงใหม่  และจังหวัดบุรีรัมย์  และจะจัดตั้งให้ครบ 76 จังหวัดภายในเดือนธันวาคม 2559  นี้

                “บริษัทประชารัฐรักสามัคคี (ประเทศไทย) จำกัด ที่จัดตั้งขึ้นนี้  จะทำงานช่วยชุมชนในเรื่องบริหารจัดการองค์ความรู้  ช่วยจัดทำแผนธุรกิจ  ส่งเสริมการพัฒนาสินค้าและรูปลักษณ์ผลิตภัณฑ์ การสร้างตราสินค้าและมาตรฐานการรับรองสินค้า ช่วยการบริหารขึ้นทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าชุมชน สร้างความต้องการและหาช่องทางการตลาด การจัดจำหน่ายและเชื่อมโยงการตลาดในระดับประเทศ รวมทั้งช่วยพัฒนาเรื่องราวของสินค้าและสถานที่ท่องเที่ยวในชุมชนให้เป็นที่น่าสนใจ”  นายฐาปนยกตัวอย่างการสนับสนุนชุมชน

                นายฐาปนในฐานะหัวหน้าทีมภาคเอกชนและมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทประชารัฐรักสามัคคี (ประเทศไทย) จำกัด  กล่าวว่า  แม้โครงสร้างของบริษัทประชารัฐฯ จะเป็นบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคม  แต่เมื่อจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจะต้องมีทุนจดทะเบียนจำนวน 100 ล้านบาท  เพื่อใช้เป็นทุนตั้งต้นในการดำเนินงาน  ซึ่งเงินทุนเหล่านี้  มีกลุ่มอุตสาหกรรมเอกชนจำนวน  24 บริษัทร่วมสนับสนุน  ขณะนี้มีการชำระเงินไปแล้วเบื้องต้น 25 ล้านบาท  ส่วนที่เหลือกำลังชวนพันธมิตรรายอื่นๆ เข้าร่วม  เช่น   บริษัทบุญรอดบริวเวอรี่  ซีพี  ธนาคารกสิกรไทย  รวมทั้งอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์  เช่น  มติชน  และเครือเนชั่นฯ 

                “การถือหุ้นเบื้องต้นเป็นหุ้นส่วนกลางมาจากบริษัทต่างๆ ก่อน 76%   ส่วนที่เหลือ 24% เป็นหน่วยงานอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่เชื่อมโยงธุรกิจช่วยเหลือชุมชน ซึ่งในอนาคตหากมีหน่วยงานอื่นๆในชุมชนเข้ามามากขึ้น หุ้นส่วนกลางที่เกิดจากเอกชนลงเงินไปก่อนก็จะลดหลั่นลงไปเรื่อยๆ  ขณะที่บอร์ดบริหารซึ่งจะมา 5 ภาคส่วนคือ ภาครัฐ  เอกชน  นักวิชาการ  ประชาสังคม  และประชาชนนั้น  แต่ละภาคส่วนจะมีสิทธิ์ออกเสียงภาคส่วนละ 20%  เท่ากัน  เพื่อสะท้อนเสียงจากทุกภาคส่วน  ดังนั้นไม่ว่าเอกชนจะใส่เงินลงมาเท่าไร  ก็มีเสียงโหวตได้แค่ 20 %  และเพื่อเป็นการยืนยันว่าเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม  รายได้ที่เกิดขึ้นจริงจะไม่มีการนำไปปันผลให้กับผู้ถือหุ้น  แต่กำไรที่เกิดขึ้นจะนำไปใช้ใน 3 ส่วนคือ  สำรอง  ขยายธุรกิจ  และสาธารณประโยชน์  โดยจะไม่มีการนำมาปันผลคืนให้กับผู้ถือหุ้นหรือที่ผู้เกี่ยวข้องโดยเด็ดขาด” นายฐาปนกล่าวและขยายความว่า  หากมีกำไรอาจแบ่งเข้าบริษัท  5-10%  แต่ไม่ควรเกิน 20% ที่เหลือส่วนใหญ่จะเป็นของชุมชน

ส่วนบริษัทประชารัฐฯ ในจังหวัดต่างๆ  จะใช้ทุนจดทะเบียน 4 ล้านบาท  เบื้องต้นชำระเงินไปแล้ว 1 ล้านบาท เป็นเงินจากภาคเอกชนที่ร่วมให้การสนับสนุน และยังเปิดรับผู้สนใจเข้าร่วมถือหุ้นไม่ว่าจะอยู่ในภาคส่วนใด โดยเฉพาะประชาชนก็สามารถเข้าร่วมถือหุ้นได้  ข้าราชการก็สามารถถือหุ้นได้  แต่ข้าราชการจะไม่สามารถเป็นกรรมการบริหารได้                                          

3civil_state__resize.JPG ทั้งนี้บริษัทประชารัฐรักสามัคคี (ประเทศไทย) จำกัด  มี “นายมีชัย วีระไวทยะ” เป็นประธานกรรมการบริษัท  ในฐานะที่มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจเพื่อสังคมมายาวนาน  และมีนางสาวต้องใจ ธนะชานันท์ อดีต Senior Advisor The Boston Consulting Group  บุตรสาวนายชวลิต ธนะชานันท์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเข้ามาบริหารบริษัทประชารัฐฯ ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ

นางสาวต้องใจ ธนะชานันท์ กรรมการผู้จัดการบริษัทประชารัฐรักษามัคคี (ประเทศไทย) จำกัด  ซึ่งมีประสบการณ์ในการเป็นที่ปรึกษาบริษัทธุรกิจเอกชนมานานกว่า 10  ปี  กล่าวว่า  หากการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากโดยใช้รูปแบบของวิสาหกิจเพื่อสังคม  หรือ Social Enterprise  (SE) ในครั้งนี้ประสบผลสำเร็จ  ประเทศไทยก็จะมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก  ทั้งนี้บริษัทประชารัฐรักษามัคคี (ประเทศไทย)  จะมีบทบาทในการสนับสนุนให้องค์ความรู้ต่างๆ  ในด้านการพัฒนาธุรกิจให้แก่บริษัทประชารัฐฯ ในจังหวัดต่างๆ  และเพื่อไปสู่เป้าหมายดังกล่าว  จึงได้จัดทำโครงการ “สานพลังเพื่อบ้านเกิด” ขึ้นมา

“โครงการนี้จะเปิดรับสมัครคนรุ่นใหม่ทั่วประเทศ  อายุตั้งแต่ 20-30 ปี  วุฒิการศึกษาตั้งแต่ระดับ ปวส.จนถึงปริญญาตรี  มีจิตอาสา  และต้องมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดนั้นๆ ไม่ต่ำกว่า 10 ปี   เพื่อคัดเลือกคนรุ่นใหม่ให้ได้จังหวัดละ 1 คน  แล้วนำมาฝึกอบรมให้ความรู้ด้านการบริหารจัดการ  การพัฒนาทักษะทางธุรกิจต่างๆ  เป็นเวลาอย่างน้อย 2 ปี  เช่น  เรียนรู้แนวทางการทำงานแบบวิสาหกิจเพื่อสังคม  เรียนรู้แนวทางการบริหารและการสื่อสารแบบผู้นำ  หลังจากนั้นจะส่งผู้ที่ผ่านการอบรมในโครงการนี้กลับไปช่วยพัฒนาธุรกิจบริษัทประชารัฐฯ ในจังหวัดของตนเอง”  นางสาวต้องใจกล่าว  และเสริมว่า  ขณะนี้มีคนรุ่นใหม่จากทั่วประเทศให้ความสนใจโครงการนี้และสมัครทางออนไลน์แล้ว 215  คน  หากผู้ใดสนใจสามารถสมัครได้ทาง   www.prsthailand.com/career  ภายในวันที่  15  มิถุนายนนี้  โดยผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะมีเงินเดือนตอบแทนประมาณ 15,000-18,000 บาท

                นายพลากร  วงค์กองแก้ว  ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ พอช.  กล่าวว่า พอช.ทำงานสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและทุนชุมชนในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศมาอย่างต่อเนื่อง  รัฐบาลจึงมอบหมายให้ พอช.มีบทบาทและหน้าที่ในการดำเนินงานสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ  โดยจะใช้พื้นที่ที่ พอช.ดำเนินการงานอยู่แล้วและขยายใหม่ในปี 2559  รวม 1,500 ตำบลทั่วประเทศ  ใช้งบประมาณรวม 550 ล้านบาท 

“ขณะนี้ พอช.กำลังสนับสนุนงบประมาณผ่านสภาองค์กรชุมชนตำบล  ตำบลละ 70,000 บาท  เริ่มดำเนินงานในภาคอีสานกลาง 6 จังหวัด  คือ  ขอนแก่น  ร้อยเอ็ด  กาฬสินธุ์  มหาสารคาม  ยโสธร  และชัยภูมิ  รวม  60 ตำบล  รวมงบประมาณทั้งสิ้น  4,200,000 บาท  แยกเป็นกลุ่มการผลิตหรือ Cluster  4 ด้าน  คือ  1.ข้าว รวม  20 ตำบล  2.เกษตรอินทรีย์ รวม 15 ตำบล  3.วิสาหกิจชุมชน  รวม 18 ตำบล   และ 4.สถาบันการเงินชุมชน  รวม  7 ตำบล   หลังจากนั้นจะขยายการดำเนินงานไปยังภูมิภาคอื่นๆ ต่อไป  ส่วนการจัดตั้งบริษัทประชารัฐฯ ขึ้นมาทั่วประเทศก็จะเป็นการช่วยหนุนเสริมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก  หากชุมชนใดหรือตำบลใดที่มีความพร้อมก็สามารถเข้าร่วมลงหุ้นในบริษัทประชารัฐฯ ได้  รวมทั้งให้บริษัทประชารัฐช่วยสนับสนุนธุรกิจชุมชนได้ ”  นายพลากรกล่าว

ดร.กรัณย์  สุทธารมณ์   ประธานกรรมการบริษัทประชารัฐรักสามัคคีเพชรบุรี  จำกัด  กล่าวว่า  ขณะนี้บริษัทฯ มีเงินทุนจดทะเบียน 1.4 ล้านบาท   และมีเงินลงทุนเบื้องต้นประมาณ  3 ล้านบาทเศษ  มาจากการลงหุ้นของภาคเอกชนประมาณ  81.5 %  ส่วนที่เหลือมาจากภาคประชาชน  ทั้งนี้บริษัทประชารัฐสามัคคีเพชรบุรีฯ จะสนับสนุนธุรกิจชุมชนใน 3 ด้าน  คือ  เกษตรอินทรีย์  การแปรรูป  และการท่องเที่ยวชุมชน  ซึ่งจากการสำรวจและจัดทำข้อมูลของสภาองค์กรชุมชนตำบลพบว่า  ในจังหวัดเพชรบุรีมีทั้งหมด  92 ตำบล  มีศักยภาพที่จะพัฒนาเรื่องเศรษฐกิจฐานรากจำนวน 29 ตำบล 

“ในขณะนี้มีตำบลที่จะเข้าร่วมพัฒนาธุรกิจกับบริษัทประชารัฐฯ จำนวน  8 ตำบล  เช่น  การส่งเสริมการผลิตผักปลอดสารพิษหรือเกษตรอินทรีย์  โดยมีตลาดรองรับแล้วคือโรงแรมและร้านอาหารรวม 4 แห่ง,  ผลิตภัณฑ์จากไม้ตาลที่จะนำมาแปรรูปเป็นสินค้าหรือเครื่องใช้ต่างๆ  รวมทั้งขนมหม้อแกงที่บริษัทประชารัฐฯ จะส่งเสริมชุมชนในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการบรรจุหีบห่อ  รวมทั้งการท่องเที่ยวชุมชนอีก 3 ตำบล  ซึ่งทั้งหมดนี้จะเริ่มดำเนินการเพื่อให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายในปีนี้”  ดร.กรัณย์กล่าว

civil_state_1_resize.JPG

สุวัฒน์ กิขุนทด และสุธิดา บัวสุขเกษม : รายงาน

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter