รร.มิราเคิลฯ เขตหลักสี่/ การสัมมนา “สร้างความเข้าใจและความร่วมมือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านนโยบายประชารัฐ” วันสุดท้าย ขบวนองค์กรชุมชน 5 ภาคทั่วประเทศได้ข้อสรุปแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ระยะ 1-3 เดือน จะต้องจัดเก็บข้อมูลเบื้องต้นระดับตำบล เชื่อมโยง กำหนดทิศทาง/แนวทางการขับเคลื่อนในกลุ่มคลัสเตอร์ ส่งเสริมจัดตั้งเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน/SE ระดับตำบล เพื่อเชื่อมต่อกับบริษัทประชารัฐจังหวัด ส่วนระยะ 6-12 เดือน จัดตั้งบริษัทประชารัฐจังหวัดให้ครอบคลุมทุกจังหวัด และใช้กลไกบริษัทประชารัฐจังหวัด เป็นเครื่องมือในการประสานเชื่อมโยงภาคธุรกิจ เพื่อหนุนเสริมเศรษฐกิจฐานรากของชุมชน ด้าน ผอ.พอช.ย้ำขบวนองค์กรชุมชนจะต้องทำเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งก่อนไปเชื่อมต่อกับบริษัทประชารัฐฯ เพื่อไม่ให้ถูกกลืน

วันนี้ (9 มิถุนายน) ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น มีการสัมมนาเรื่อง “สร้างความเข้าใจและความร่วมมือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านนโยบายประชารัฐ” เป็นวันสุดท้าย โดยมีตัวแทนเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศเข้าร่วมประมาณ 400 คน ซึ่งในวันนี้ได้มีข้อสรุปแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของขบวนองค์กรชุมชนระดับจังหวัดและระดับคลัสเตอร์ทั้ง 5 ภาค ทั้งในระยะสั้นและระยะเวลา 1 ปี โดยมีข้อสรุปดังนี้

แผนการดำเนินงานระยะเวลา 1 – 3 เดือน
• จัดเก็บข้อมูลเบื้องต้นระดับตำบล (ฐานการผลิต เศรษฐกิจหลัก/รอง ศักยภาพ/ทุนที่มีอยู่ ฯลฯ)
• เชื่อมโยง กำหนดทิศทาง/แนวทางการขับเคลื่อนในกลุ่มคลัสเตอร์
• จัดทำ/ทบทวนแผนพัฒนาเศรษฐกิจระดับตำบล เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ เป้าหมายการขับเคลื่อนที่ชัดเจน
• ส่งเสริมจัดตั้งเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน/SE ระดับตำบล เพื่อเชื่อมต่อกับบริษัทประชารัฐจังหวัด
• สร้างความเข้าใจเรื่องบริษัทประชารัฐฯ แก่ขบวนฯ หน่วยงาน ภาคีระดับภาค โดยใช้บทเรียนจากจังหวัดที่จัดตั้งแล้ว
• ขยายผลการจัดตั้งบริษัทประชารัฐจังหวัด (ตามความพร้อม)
• จัดกระบวนการหนุนเสริม ติดตาม ผลการดำเนินการตามแผนงาน สรุปบทเรียนทั้งระดับภาค และชาติ
แผนการดำเนินงานระยะเวลา 6 เดือน - 1 ปี
• จัดตั้งบริษัทประชารัฐจังหวัดให้ครอบคลุมทุกจังหวัด
• ใช้กลไกบริษัทประชารัฐจังหวัด เป็นเครื่องมือในการประสานเชื่อมโยงภาคธุรกิจ เพื่อร่วมหนุนเสริมการพัฒนาระบบเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนท้องถิ่น
• เผยแพร่ สื่อสารบทเรียนรูปธรรมความสำเร็จ11
ทั้งนี้ได้มีการกล่าวถึง “แนวทางความร่วมมือและการทำงานร่วมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการสนับสนุนการขับเคลื่อนงานเศรษฐกิจฐานรากผ่านบริษัทประชารัฐรักสามัคคีจังหวัด”

นายพลากร วงค์กองแก้ว ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กล่าวว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใน ซึ่งองค์ประกอบสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก และเครื่องมือ Mou1-3 ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อน ในขณะที่เรามีพื้นที่เศรษฐกิจและทุน 1,500 ตำบล เป็นการสร้างฐานเพื่อเชื่อมโยงกับนโยบายประชารัฐ และหากขบวนองค์กรชุมชนไม่เข้มแข็ง และมุ่งหน้าไปอย่างโดดเดี่ยวไม่พอ ซึ่งภาคธุรกิจเขามีเงินมีเครื่องมือ ส่วนภาครัฐก็มีระบบ OTOP หากเราไปในเชิงเดี่ยวก็จะหายเลย หากข้างล่างชัดแล้วก็ไปต่อกับเขา เอาตะขอของเราไปเกี่ยวกับเขา ไม่ใช่เข้าไปอยู่ในบริษัทและไม่มีขบวนรองรับก็จะถูกกลืนหายไป ในปัจจุบันไทยเบฟฯมีงบ 100 ล้านบาท ทำระบบ CSR (ธุรกิจเพื่อสังคม) เพื่อสนับสนุนการตั้งบริษัทประชารัฐรักสามัคคี ที่มีระบบการสนับสนุนการจัดตั้งบริษัทประชารัฐระดับจังหวัดๆ ละ 1 ล้านบาท
“สำหรับขบวนองค์กรชุมชน ที่เราจะชวนกันจัดในวันนี้อยากให้ขบวนองค์กรชุมชนนั้นตั้งหลักให้ได้ เราต้องชัดเจนว่าเราทำ “เศรษฐกิจฐานราก” เป็นขบวนองค์กรชุมชน เป็นกลุ่มและเดินหน้าให้ได้ และนโยบายของ พอช. ปี 2560 ตอนนี้ต้องแปรญัตติกับกรรมาธิการ ในวงเงิน 30-40 ล้านบาทในการสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เพียงแต่พวกเราพร้อมกันหรือไม่ ท่านรองนายกฯ สมคิด ก็มีความเป็นห่วงใยต่อขบวนองค์กรชุมชนที่มีแนวคิดที่ให้ขบวนองค์กรชุมชนรวมพลังขับเคลื่อนไปพร้อมกัน” นายพลากรกล่าว
ผู้อำนวยการ พอช.ย้ำด้วยว่า หลังจากที่คุยกันในวันนี้แล้ว ขบวนองค์กรชุมชนแต่ละจังหวัดจะต้องกลับไปคุยกันต่อที่จังหวัด และอย่าลืมว่าตอนนี้มีสภาพัฒนาการเมือง รุ่นที่ 3 และมี พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนตำบล พ.ศ. 2551 เป็นเครื่องมือสำคัญในการเป็นกลไกกลาง และเชื่อมโยงกับ 5 ภาคีมาร่วมกัน ถือเป็นการยกระดับขบวนองค์กรชุมชนอีกระดับหนึ่ง เช่น ภาควิชาการ หรือสถาบันการศึกษาในจังหวัดก็ต้องหนุนเสริมขบวนองค์กรชุมชนให้ได้เช่นกัน
นายสุรินทร์ กิจนิตชีว์ ผู้นำขบวนองค์กรชุมชนภาคกลาง กล่าวว่า เมื่อเราบอกว่าเราจะกลับไปทำความเข้าใจระดับพื้นที่ระดับจังหวัดและเครือข่ายของเรานับเป็นเรื่องที่ดี แต่คำถามคือประเด็นไหนที่เราจะไปทำความเข้าใจที่ชัดเจน เราจะกลับไปพูดแค่เรื่องการตั้งบริษัทเท่านั้นหรือ สำหรับตนมีข้อคิดเห็นใน 3 ส่วนคือ ประเด็นแรก เราต้องมีความเข้าใจกับเรื่องเศรษฐกิจฐานราก / บริษัทประชารัฐรักสามัคคี และคำว่า “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” เหล่านี้เราจะทำความเข้าใจกับขบวนข้างล่างอย่างไรเพื่อให้เกิดการบูรณาการ ข้อสังเกตคือ เศรษฐกิจฐานรากกับบริษัทประชารัฐรักสามัคคีต่างกันตรงไหน ซึ่งบริษัทมีการบริหารจัดการ มีการทำงานร่วมกับ 5 ภาคี และเศรษฐกิจฐานรากเป็นประเด็นและเป็นหัวใจสำคัญที่เราทำ และหากเราทำดีแล้วจะเกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ประเด็นที่สอง คำว่า “ตลาดชุมชน” ที่ไปตั้งร่วมกับ 5 ภาคีหลัก ตลาดชุมชนจะเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดกำไรอย่างเดียวเท่านั้นหรือไม่ หรือมันจะต้องนึกถึงอะไรได้อีกบ้าง พอพูดถึงตลาดเราต้องนึกถึงกำไรสูงสุด และตลาดดังกล่าวเป็นตลาดของชุมชนหรือไม่ หากใช่ จะต้องเป็นตลาดของชุมชน โดยชุมชน นั่นคือขบวนองค์กรชุมชนต้องมีตัวตน มีศักดิ์ศรี นั่นคือจะต้องมีการจัดความสัมพันธ์เพื่อให้เกิดตัวตนของขบวนองค์กรชุมชน ประการสุดท้าย หากตั้งบริษัทประชารัฐ เป้าหมายหรือยุทธศาสตร์เกี่ยวกับนโยบายดังกล่าวนั้น จะเป็นอย่างไร ซึ่งองค์กรชุมชนเรามียุทธศาสตร์คือ “ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง” และหากเราทำแล้วจะต้องไม่แตกแยก เราต้องสามัคคีกัน

นางฑิฆัมพร กองสอน อนุกรรมการยุทธศาสตร์เศรษฐกิจฐานราก กล่าวว่า สิ่งที่ต้องตระหนักและดำเนินการต่อ คือ การสร้างความเข้าใจและการรวมตัวกันของพี่น้องทุกภาคส่วน ทั้งชุมชน ประชาสังคม เอกชน รัฐ และภาคประชาชน ให้มีความเข้าใจตรงกันในการสร้างเศรษฐกิจฐานรากเป็นหลักภายใต้นโยบายประชารัฐได้อย่างไร ต้องร่วมกันคิด ร่วมกันทำ เนื่องจากแท้จริงแล้ว ทั้งพื้นที่ระดับตำบลและจังหวัดในหลายพื้นที่เป็นพื้นที่ต้นแบบของการจัดการตนเอง ซึ่งมีการบูรณาการการทำงาน ประเด็นงานและคนทำงานกันอยู่แล้ว นอกจากนั้นบางจังหวัดยังสามารถดึงภาคีการค้ามาร่วมพูดคุยทำงานกันได้ โดยใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นพื้นที่กลางในการพูดคุยเพื่อวางแผนการทำงาน แต่อย่างไรก็ตาม ในขณะเดียวกันก็มีอีกหลายจังหวัดที่ยังเดินไปในแนวทางนี้ไม่ได้จึงต้องสร้างพลังในการขับเคลื่อนโดยอาจใช้บริษัทประชารัฐฯเป็นเครื่องมือในการรวมพี่รวมน้องได้อีกทางหนึ่ง
“แม้ว่าที่ผ่านมาชุมชนมีความไม่ไว้วางใจต่อแนวนโยบายประชารัฐ หน่วยงาน หรือบริษัทเอกชน แต่หลังจากได้มาร่วมเวทีทำความเข้าใจแล้ว ก็ทำให้มีความคิดใหม่ร่วมกันว่า ควรเอาความไม่วางใจเอาไว้ก่อน และมุ่งเป้าไปยังเป้าหมายที่สำคัญเดียวกันคือ เรื่องปากท้องของพี่น้องคนในชุมชน และพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้มีความมั่นคง โดยนำบริษัทประชารัฐฯมาเป็นเครื่องมือ ดังนั้นภาคชุมชนจึงต้องกลับไปทำความเข้าใจเรื่องดังกล่าวในพื้นที่ต่อด้วย” นางฑิฆัมพรกล่าว
นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า การพัฒนาด้านเศรษฐกิจฐานรากเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานตามแนวทางนโยบายประชารัฐ ทั้งนี้ชุมชนท้องถิ่นมีจุดแข็งอยู่มาก ทั้งต้นทุนทางทรัพยากรและสำนึกรักบ้านเกิดของคนในท้องถิ่น และปัจจุบันนี้ การทำงานพัฒนาของหน่วยงานราชการไม่ได้เป็นไปตามคำร้องขอของชุมชนอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นการทำงานที่เกิดจากการประสานความร่วมมือกันระหว่างรัฐ เอกชนและชุมชน
“จากนโยบายประชารัฐที่นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เห็นว่า เศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐเป็นทางออกของปัญหาของความยากจนของคนในประเทศได้ ซึ่งในส่วนของคณะทำงานด้านชุมชน จะต้องนำข้อมูลที่ได้เก็บรวบรวมมาวิเคราะห์เป้าหมายและกำหนดตัวชี้วัด ทั้งในระดับหมู่บ้าน ชุมชน ตำบล และจังหวัด ในการทำงานเพื่อการพัฒนาด้านการเกษตร การแปรรูป (OTOP/SME) และการท่องเที่ยวชุมชน โดยมีบริษัทประชารัฐฯเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงาน แต่จุดสำคัญ คือ ชุมชนต้องเป็นตัวตั้งและเป็นหลักที่สำคัญ ซึ่งเป็นหลักคิดที่สำคัญของการทำงานภายใต้นโยบายดังกล่าว” นายอภิชาติกล่าว

นางสาวต้องใจ ธนะชานันท์ กรรมการผู้จัดการบริษัทประชารัฐรักสามัคคี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทประชารัฐฯ ประเทศไทย มีเป้าหมายสำคัญในการสนับสนุนชุมชนในหลายด้าน คือ ประการแรก การเติมเต็มองค์ความรู้เรื่องการผลิต การผลิตด้านเกษตร การบริหารจัดการด้านการค้า โดยการจัดหลักสูตรอบรม การพัฒนาคนรุ่นใหม่ และพัฒนาคนทำงานเดิมให้มาทำงานร่วมกัน ประการที่สอง พัฒนาการเชื่อมโยงด้านการตลาดและเงินทุน และ ประการที่สาม การผลักดันปัญหาด้านเศรษฐกิจของชุมชนสู่การแก้ไขในเชิงนโยบาย นอกจากนั้นบริษัทประชารัฐฯ ยังมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้เกิดรายได้กับชุมชนท้องถิ่น ที่สามารถสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนได้อีกด้วย โดยการสร้างระบบความร่วมมือของ 5 ภาคส่วน

ด้านนายสมชาติ ภาระสุวรรณ รองผู้อำนวยการ พอช. กล่าวเพิ่มเติมว่า อยากจะย้ำความเป็นขบวนตั้งแต่ระดับฐานราก แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ระดับที่ 1 พื้นที่ตำบล ถือเป็นพื้นที่ปฏิบัติการที่สำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มหรือองค์กรต่างๆ ที่เป็นฐานสำคัญ หากทำให้ลึกต้องทำให้ลึกลงไปสู่ระดับครอบครัว และองค์ประกอบที่มีส่วนสำคัญ คือ ภาคี 5 ภาคส่วน แต่ประชารัฐจะสำเร็จหรือไม่นั้นจะต้องดูที่ความจริงใจที่มีให้กัน โดยยึดพื้นที่องค์กรชุมชนเป็นหลัก ซึ่งสิ่งที่จะต้องดำเนินการในพื้นที่ คือ ข้อมูล มีแผนงาน มีกลไกการขับเคลื่อน เช่น สภาองค์กรชุมชนตำบล หรือกลไก/กิจกรรมอื่นๆ ที่ขับเคลื่อนอยู่ในพื้นที่ และมีระบบการบริหารจัดการ ซึ่งขบวนองค์กรชุมชนต้องกกลับไปคุยกันต่อ
ระดับที่ 2 เครือข่าย/คลัสเตอร์ โดยมีการเชื่อมโยงประเด็นต่างๆ เช่น เกษตร , การแปรรูป , ท่องเที่ยวโดยชุมชน หรืออื่นๆ ซึ่งในแต่ละประเด็นเองก็มีรายละเอียดย่อย อาทิ ข้อมูลประเด็นต่างๆ , รูปแบบการเชื่อมโยง เช่น เครือข่าย/วิสาหกิจชุมชน/สหกรณ์/คลัสเตอร์ ซึ่งเราสามารถทำได้หลายรูปแบบ ตามบริบทของพื้นที่ ไม่ได้บอกว่าจะต้องเป็นแบบใดแบบหนึ่ง และสิ่งสำคัญคือไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายหรือคลัสเตอร์จะต้องมีการบริหารจัดการร่วมกัน
ระดับที่ 3 ระดับจังหวัด ถือเป็นโครงสร้างที่เราขับเคลื่อนงาน ซึ่งเราจะต้องมีการผนึกพลัง 5 ภาคี ภาครัฐ/ภาคเอกชน/ราชการ/ภาคประชาสังคม/ภาคประชาชน และผสานกับประเด็นงานพัฒนาที่เราขับเคลื่อนในพื้นที่ เป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยง ไม่ว่าจะเป็น สวัสดิการชุมชน , บ้านมั่นคง/ที่ดินทำกิน , เศรษฐกิจและทุนชุมชน เป็นต้น โดยใช้เวทีกลางระดับจังหวัด เพื่อกำหนดเป้าหมาย และกำหนดภาพรวมทั้งจังหวัด โดยมีข้อมูลทุกตำบลของจังหวัด ซึ่งขบวนชุมชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก จะต้องมีภาพรวม มีการประสานความร่วมมือ มีการติดตามหนุนเสริม และการสร้างการเรียนรู้ ประโยชน์ที่ทำคือ เรามีพลังมากขึ้น เป็นการเชื่อมโยงของพี่น้องขบวนองค์กรชุมชน เพื่อนำไปประสานกับนโยบายภาครัฐต่างๆ ที่โยงลงมาสู่พื้นที่ และในระดับจังหวัดเองนโยบายประชารัฐที่ลงไปขับเคลื่อนในรูปแบบประชารัฐรักสามัคคีนั้น มีกลไกที่เกี่ยวโยงในพื้นที่ คือ คณะกรรมการบริษัท , กรรมการผู้จัดการ , ชุมชนถือหุ้น เป็นต้น
“การที่จะเกิดบริษัทประชารัฐ หลังจากที่เกิดแล้ว 5 จังหวัด เราจะต้องดูว่าการจัดตั้งโดยประธานบริษัท เราจะมีส่วนในการจัดตั้งอย่างไร หรือแม้แต่เป็นกรรมการผู้จัดการ ที่มีการให้ส่งชื่อภาคประชาชนเข้าไป เราต้องพูดคุยกันอย่างเร่งด่วนว่า การที่จะส่งรายชื่อของพี่น้องเราอย่างน้อย 1-2 จังหวัด และอย่างน้อยเข้าไปมีส่วนร่วมในบริษัท ซึ่งบริษัทจะเดินได้หรือไม่ได้นั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับการถือหุ้นของชุมชน ซึ่งเราเข้าไปไม่ใช่เป็นรายบุคคล เราจะต้องเข้าไปเป็นกลุ่มจากระดับล่าง และโยงเป็นเครือข่าย/คลัสเตอร์” นายสมชาติกล่าว และย้ำว่า ภาพรวมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากจะต้องมีการเชื่อมอย่างเป็นระบบ มีเป้าหมาย ในการขับเคลื่อน พลังชุมชนจึงจะเป็นพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของบ้านเราได้
นายฐาปน สิริวัฒนภักดี หัวหน้าทีมภาคเอกชน คณะทำงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก กล่าวถึงประเด็นความต่อเนื่องในการดำเนินงานจากการตั้งรูปแบบบริษัทฯ และเป็นการทำงานร่วมกันของ 5 ภาคส่วนว่า ภาคชุมชนต้องเป็นหลักที่สำคัญ ต้องมีความพร้อม แข็งแรง มีใจพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างความร่วมมือในการทำงานกับหลายภาคส่วน นอกจากนั้นหน่วยงานหลายภาคส่วน ทั้งกรมพัฒนาชุมชน สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ต่างก็มีข้อมูลแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาชุมชนที่สำคัญ ดังนั้นชุมชนสามารถศึกษาเพื่อนำมาใช้ในการวางแผนการทำงานของชุมชน/ท้องถิ่นได้ และยังสามารถสะท้อนข้อเสนอและข้อคิดเห็นต่อแนวทาง/แผนพัฒนาเหล่านั้นได้
“การทำงานครั้งนี้เป็นการเริ่มต้นการทำงานที่สำคัญ ในรูปแบบของบริษัทจำกัด จึงต้องอาศัยความร่วมมือที่สำคัญของ 5 ภาคส่วน ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับเงื่อนไขปัจจัยของแต่ละพื้นที่ด้วย และบริษัทประชารัฐจะมีบทบาทหลักในการเชื่อมโยงผู้ผลิต กลุ่มทุน ผู้บริโภคและระบบการตลาดเข้าด้วยกัน ส่วนการเสนอรายชื่อผู้แทนภาคประชาชน (ที่มีความเข้าใจและสามารถสื่อสาร/อธิบายงานที่ภาคชุมชนทำได้) อย่างน้อย 2 คน เข้าร่วมในบริษัทประชารัฐจังหวัดนั้น ชุมชนสามารถส่งรายชื่อมายังสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนได้ เพื่อดำเนินการประสานงานต่อไปยังกรมพัฒนาชุมชนต่อไป” นายฐาปนกล่าวในตอนท้าย
บทความโดย : สุวัฒน์ กิขุนทด และสุธิดา บัวสุขเกษม





