playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

รร.มิราเคิลฯ เขตหลักสี่/ การสัมมนา “สร้างความเข้าใจและความร่วมมือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านนโยบายประชารัฐ” วันสุดท้าย  ขบวนองค์กรชุมชน  5 ภาคทั่วประเทศได้ข้อสรุปแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก  ระยะ 1-3 เดือน  จะต้องจัดเก็บข้อมูลเบื้องต้นระดับตำบล  เชื่อมโยง  กำหนดทิศทาง/แนวทางการขับเคลื่อนในกลุ่มคลัสเตอร์  ส่งเสริมจัดตั้งเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน/SE ระดับตำบล เพื่อเชื่อมต่อกับบริษัทประชารัฐจังหวัด  ส่วนระยะ 6-12 เดือน  จัดตั้งบริษัทประชารัฐจังหวัดให้ครอบคลุมทุกจังหวัด  และใช้กลไกบริษัทประชารัฐจังหวัด เป็นเครื่องมือในการประสานเชื่อมโยงภาคธุรกิจ เพื่อหนุนเสริมเศรษฐกิจฐานรากของชุมชน  ด้าน ผอ.พอช.ย้ำขบวนองค์กรชุมชนจะต้องทำเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งก่อนไปเชื่อมต่อกับบริษัทประชารัฐฯ เพื่อไม่ให้ถูกกลืน

13410632_10206772709655744_966207677_o.jpg
วันนี้ (9 มิถุนายน)  ที่โรงแรมมิราเคิล  แกรนด์  คอนเวนชั่น  มีการสัมมนาเรื่อง “สร้างความเข้าใจและความร่วมมือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านนโยบายประชารัฐ” เป็นวันสุดท้าย  โดยมีตัวแทนเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศเข้าร่วมประมาณ 400 คน  ซึ่งในวันนี้ได้มีข้อสรุปแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของขบวนองค์กรชุมชนระดับจังหวัดและระดับคลัสเตอร์ทั้ง 5 ภาค  ทั้งในระยะสั้นและระยะเวลา 1 ปี  โดยมีข้อสรุปดังนี้

13410782_10206772722616068_482536223_o.jpg

แผนการดำเนินงานระยะเวลา 1 – 3 เดือน

• จัดเก็บข้อมูลเบื้องต้นระดับตำบล (ฐานการผลิต เศรษฐกิจหลัก/รอง ศักยภาพ/ทุนที่มีอยู่ ฯลฯ)

• เชื่อมโยง  กำหนดทิศทาง/แนวทางการขับเคลื่อนในกลุ่มคลัสเตอร์ 

• จัดทำ/ทบทวนแผนพัฒนาเศรษฐกิจระดับตำบล เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ เป้าหมายการขับเคลื่อนที่ชัดเจน

• ส่งเสริมจัดตั้งเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน/SE ระดับตำบล เพื่อเชื่อมต่อกับบริษัทประชารัฐจังหวัด

• สร้างความเข้าใจเรื่องบริษัทประชารัฐฯ แก่ขบวนฯ หน่วยงาน ภาคีระดับภาค โดยใช้บทเรียนจากจังหวัดที่จัดตั้งแล้ว

• ขยายผลการจัดตั้งบริษัทประชารัฐจังหวัด (ตามความพร้อม)

• จัดกระบวนการหนุนเสริม ติดตาม ผลการดำเนินการตามแผนงาน สรุปบทเรียนทั้งระดับภาค และชาติ



แผนการดำเนินงานระยะเวลา 6 เดือน - 1 ปี

• จัดตั้งบริษัทประชารัฐจังหวัดให้ครอบคลุมทุกจังหวัด

• ใช้กลไกบริษัทประชารัฐจังหวัด เป็นเครื่องมือในการประสานเชื่อมโยงภาคธุรกิจ เพื่อร่วมหนุนเสริมการพัฒนาระบบเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนท้องถิ่น

•  เผยแพร่ สื่อสารบทเรียนรูปธรรมความสำเร็จ11



          ทั้งนี้ได้มีการกล่าวถึง “แนวทางความร่วมมือและการทำงานร่วมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการสนับสนุนการขับเคลื่อนงานเศรษฐกิจฐานรากผ่านบริษัทประชารัฐรักสามัคคีจังหวัด”

13396901_10206772710535766_602517077_o.jpg
นายพลากร  วงค์กองแก้ว ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กล่าวว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใน  ซึ่งองค์ประกอบสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก และเครื่องมือ  Mou1-3   ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อน   ในขณะที่เรามีพื้นที่เศรษฐกิจและทุน 1,500  ตำบล เป็นการสร้างฐานเพื่อเชื่อมโยงกับนโยบายประชารัฐ  และหากขบวนองค์กรชุมชนไม่เข้มแข็ง   และมุ่งหน้าไปอย่างโดดเดี่ยวไม่พอ ซึ่งภาคธุรกิจเขามีเงินมีเครื่องมือ   ส่วนภาครัฐก็มีระบบ OTOP  หากเราไปในเชิงเดี่ยวก็จะหายเลย หากข้างล่างชัดแล้วก็ไปต่อกับเขา  เอาตะขอของเราไปเกี่ยวกับเขา   ไม่ใช่เข้าไปอยู่ในบริษัทและไม่มีขบวนรองรับก็จะถูกกลืนหายไป ในปัจจุบันไทยเบฟฯมีงบ 100 ล้านบาท ทำระบบ CSR (ธุรกิจเพื่อสังคม) เพื่อสนับสนุนการตั้งบริษัทประชารัฐรักสามัคคี ที่มีระบบการสนับสนุนการจัดตั้งบริษัทประชารัฐระดับจังหวัดๆ ละ 1 ล้านบาท

          “สำหรับขบวนองค์กรชุมชน ที่เราจะชวนกันจัดในวันนี้อยากให้ขบวนองค์กรชุมชนนั้นตั้งหลักให้ได้   เราต้องชัดเจนว่าเราทำ “เศรษฐกิจฐานราก” เป็นขบวนองค์กรชุมชน เป็นกลุ่มและเดินหน้าให้ได้  และนโยบายของ พอช. ปี 2560 ตอนนี้ต้องแปรญัตติกับกรรมาธิการ ในวงเงิน 30-40 ล้านบาทในการสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เพียงแต่พวกเราพร้อมกันหรือไม่  ท่านรองนายกฯ สมคิด ก็มีความเป็นห่วงใยต่อขบวนองค์กรชุมชนที่มีแนวคิดที่ให้ขบวนองค์กรชุมชนรวมพลังขับเคลื่อนไปพร้อมกัน”  นายพลากรกล่าว

          ผู้อำนวยการ พอช.ย้ำด้วยว่า  หลังจากที่คุยกันในวันนี้แล้ว   ขบวนองค์กรชุมชนแต่ละจังหวัดจะต้องกลับไปคุยกันต่อที่จังหวัด  และอย่าลืมว่าตอนนี้มีสภาพัฒนาการเมือง รุ่นที่ 3 และมี พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนตำบล พ.ศ. 2551 เป็นเครื่องมือสำคัญในการเป็นกลไกกลาง และเชื่อมโยงกับ 5 ภาคีมาร่วมกัน   ถือเป็นการยกระดับขบวนองค์กรชุมชนอีกระดับหนึ่ง   เช่น  ภาควิชาการ  หรือสถาบันการศึกษาในจังหวัดก็ต้องหนุนเสริมขบวนองค์กรชุมชนให้ได้เช่นกัน

นายสุรินทร์  กิจนิตชีว์   ผู้นำขบวนองค์กรชุมชนภาคกลาง กล่าวว่า เมื่อเราบอกว่าเราจะกลับไปทำความเข้าใจระดับพื้นที่ระดับจังหวัดและเครือข่ายของเรานับเป็นเรื่องที่ดี   แต่คำถามคือประเด็นไหนที่เราจะไปทำความเข้าใจที่ชัดเจน   เราจะกลับไปพูดแค่เรื่องการตั้งบริษัทเท่านั้นหรือ สำหรับตนมีข้อคิดเห็นใน 3 ส่วนคือ ประเด็นแรก เราต้องมีความเข้าใจกับเรื่องเศรษฐกิจฐานราก / บริษัทประชารัฐรักสามัคคี และคำว่า “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” เหล่านี้เราจะทำความเข้าใจกับขบวนข้างล่างอย่างไรเพื่อให้เกิดการบูรณาการ   ข้อสังเกตคือ เศรษฐกิจฐานรากกับบริษัทประชารัฐรักสามัคคีต่างกันตรงไหน  ซึ่งบริษัทมีการบริหารจัดการ  มีการทำงานร่วมกับ 5 ภาคี  และเศรษฐกิจฐานรากเป็นประเด็นและเป็นหัวใจสำคัญที่เราทำ และหากเราทำดีแล้วจะเกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ประเด็นที่สอง คำว่า “ตลาดชุมชน” ที่ไปตั้งร่วมกับ 5 ภาคีหลัก  ตลาดชุมชนจะเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดกำไรอย่างเดียวเท่านั้นหรือไม่ หรือมันจะต้องนึกถึงอะไรได้อีกบ้าง พอพูดถึงตลาดเราต้องนึกถึงกำไรสูงสุด และตลาดดังกล่าวเป็นตลาดของชุมชนหรือไม่   หากใช่  จะต้องเป็นตลาดของชุมชน  โดยชุมชน  นั่นคือขบวนองค์กรชุมชนต้องมีตัวตน  มีศักดิ์ศรี   นั่นคือจะต้องมีการจัดความสัมพันธ์เพื่อให้เกิดตัวตนของขบวนองค์กรชุมชน          ประการสุดท้าย หากตั้งบริษัทประชารัฐ  เป้าหมายหรือยุทธศาสตร์เกี่ยวกับนโยบายดังกล่าวนั้น จะเป็นอย่างไร ซึ่งองค์กรชุมชนเรามียุทธศาสตร์คือ “ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง” และหากเราทำแล้วจะต้องไม่แตกแยก เราต้องสามัคคีกัน

13388805_10206772722696070_1087191743_o.jpg
นางฑิฆัมพร  กองสอน  อนุกรรมการยุทธศาสตร์เศรษฐกิจฐานราก กล่าวว่า สิ่งที่ต้องตระหนักและดำเนินการต่อ คือ การสร้างความเข้าใจและการรวมตัวกันของพี่น้องทุกภาคส่วน ทั้งชุมชน ประชาสังคม เอกชน รัฐ และภาคประชาชน ให้มีความเข้าใจตรงกันในการสร้างเศรษฐกิจฐานรากเป็นหลักภายใต้นโยบายประชารัฐได้อย่างไร ต้องร่วมกันคิด ร่วมกันทำ เนื่องจากแท้จริงแล้ว  ทั้งพื้นที่ระดับตำบลและจังหวัดในหลายพื้นที่เป็นพื้นที่ต้นแบบของการจัดการตนเอง ซึ่งมีการบูรณาการการทำงาน   ประเด็นงานและคนทำงานกันอยู่แล้ว  นอกจากนั้นบางจังหวัดยังสามารถดึงภาคีการค้ามาร่วมพูดคุยทำงานกันได้   โดยใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นพื้นที่กลางในการพูดคุยเพื่อวางแผนการทำงาน    แต่อย่างไรก็ตาม ในขณะเดียวกันก็มีอีกหลายจังหวัดที่ยังเดินไปในแนวทางนี้ไม่ได้จึงต้องสร้างพลังในการขับเคลื่อนโดยอาจใช้บริษัทประชารัฐฯเป็นเครื่องมือในการรวมพี่รวมน้องได้อีกทางหนึ่ง

          “แม้ว่าที่ผ่านมาชุมชนมีความไม่ไว้วางใจต่อแนวนโยบายประชารัฐ   หน่วยงาน  หรือบริษัทเอกชน  แต่หลังจากได้มาร่วมเวทีทำความเข้าใจแล้ว ก็ทำให้มีความคิดใหม่ร่วมกันว่า ควรเอาความไม่วางใจเอาไว้ก่อน และมุ่งเป้าไปยังเป้าหมายที่สำคัญเดียวกันคือ เรื่องปากท้องของพี่น้องคนในชุมชน และพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้มีความมั่นคง โดยนำบริษัทประชารัฐฯมาเป็นเครื่องมือ  ดังนั้นภาคชุมชนจึงต้องกลับไปทำความเข้าใจเรื่องดังกล่าวในพื้นที่ต่อด้วย”  นางฑิฆัมพรกล่าว

นายอภิชาติ  โตดิลกเวชช์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า  การพัฒนาด้านเศรษฐกิจฐานรากเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานตามแนวทางนโยบายประชารัฐ   ทั้งนี้ชุมชนท้องถิ่นมีจุดแข็งอยู่มาก ทั้งต้นทุนทางทรัพยากรและสำนึกรักบ้านเกิดของคนในท้องถิ่น  และปัจจุบันนี้  การทำงานพัฒนาของหน่วยงานราชการไม่ได้เป็นไปตามคำร้องขอของชุมชนอีกต่อไปแล้ว  แต่เป็นการทำงานที่เกิดจากการประสานความร่วมมือกันระหว่างรัฐ เอกชนและชุมชน 

“จากนโยบายประชารัฐที่นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์   จันทร์โอชา เห็นว่า เศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐเป็นทางออกของปัญหาของความยากจนของคนในประเทศได้ ซึ่งในส่วนของคณะทำงานด้านชุมชน  จะต้องนำข้อมูลที่ได้เก็บรวบรวมมาวิเคราะห์เป้าหมายและกำหนดตัวชี้วัด  ทั้งในระดับหมู่บ้าน   ชุมชน ตำบล และจังหวัด ในการทำงานเพื่อการพัฒนาด้านการเกษตร  การแปรรูป (OTOP/SME) และการท่องเที่ยวชุมชน  โดยมีบริษัทประชารัฐฯเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงาน   แต่จุดสำคัญ คือ ชุมชนต้องเป็นตัวตั้งและเป็นหลักที่สำคัญ ซึ่งเป็นหลักคิดที่สำคัญของการทำงานภายใต้นโยบายดังกล่าว”  นายอภิชาติกล่าว

13383834_10206772722736071_291512873_o.jpg

นางสาวต้องใจ  ธนะชานันท์ กรรมการผู้จัดการบริษัทประชารัฐรักสามัคคี (ประเทศไทย) จำกัด  กล่าวว่า บริษัทประชารัฐฯ ประเทศไทย มีเป้าหมายสำคัญในการสนับสนุนชุมชนในหลายด้าน คือ ประการแรก การเติมเต็มองค์ความรู้เรื่องการผลิต  การผลิตด้านเกษตร การบริหารจัดการด้านการค้า โดยการจัดหลักสูตรอบรม การพัฒนาคนรุ่นใหม่ และพัฒนาคนทำงานเดิมให้มาทำงานร่วมกัน ประการที่สอง พัฒนาการเชื่อมโยงด้านการตลาดและเงินทุน  และ ประการที่สาม การผลักดันปัญหาด้านเศรษฐกิจของชุมชนสู่การแก้ไขในเชิงนโยบาย   นอกจากนั้นบริษัทประชารัฐฯ ยังมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้เกิดรายได้กับชุมชนท้องถิ่น ที่สามารถสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนได้อีกด้วย โดยการสร้างระบบความร่วมมือของ 5 ภาคส่วน

13383870_10206772722296060_1273316604_o.jpg

ด้านนายสมชาติ  ภาระสุวรรณ รองผู้อำนวยการ พอช. กล่าวเพิ่มเติมว่า  อยากจะย้ำความเป็นขบวนตั้งแต่ระดับฐานราก แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ระดับที่ 1 พื้นที่ตำบล ถือเป็นพื้นที่ปฏิบัติการที่สำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มหรือองค์กรต่างๆ ที่เป็นฐานสำคัญ หากทำให้ลึกต้องทำให้ลึกลงไปสู่ระดับครอบครัว และองค์ประกอบที่มีส่วนสำคัญ  คือ ภาคี 5 ภาคส่วน   แต่ประชารัฐจะสำเร็จหรือไม่นั้นจะต้องดูที่ความจริงใจที่มีให้กัน โดยยึดพื้นที่องค์กรชุมชนเป็นหลัก ซึ่งสิ่งที่จะต้องดำเนินการในพื้นที่ คือ ข้อมูล มีแผนงาน มีกลไกการขับเคลื่อน เช่น สภาองค์กรชุมชนตำบล หรือกลไก/กิจกรรมอื่นๆ ที่ขับเคลื่อนอยู่ในพื้นที่ และมีระบบการบริหารจัดการ ซึ่งขบวนองค์กรชุมชนต้องกกลับไปคุยกันต่อ

ระดับที่ 2 เครือข่าย/คลัสเตอร์ โดยมีการเชื่อมโยงประเด็นต่างๆ เช่น เกษตร , การแปรรูป , ท่องเที่ยวโดยชุมชน หรืออื่นๆ ซึ่งในแต่ละประเด็นเองก็มีรายละเอียดย่อย อาทิ  ข้อมูลประเด็นต่างๆ , รูปแบบการเชื่อมโยง เช่น เครือข่าย/วิสาหกิจชุมชน/สหกรณ์/คลัสเตอร์ ซึ่งเราสามารถทำได้หลายรูปแบบ  ตามบริบทของพื้นที่ ไม่ได้บอกว่าจะต้องเป็นแบบใดแบบหนึ่ง  และสิ่งสำคัญคือไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายหรือคลัสเตอร์จะต้องมีการบริหารจัดการร่วมกัน

ระดับที่ 3 ระดับจังหวัด ถือเป็นโครงสร้างที่เราขับเคลื่อนงาน ซึ่งเราจะต้องมีการผนึกพลัง 5 ภาคี ภาครัฐ/ภาคเอกชน/ราชการ/ภาคประชาสังคม/ภาคประชาชน และผสานกับประเด็นงานพัฒนาที่เราขับเคลื่อนในพื้นที่ เป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยง ไม่ว่าจะเป็น สวัสดิการชุมชน , บ้านมั่นคง/ที่ดินทำกิน , เศรษฐกิจและทุนชุมชน เป็นต้น โดยใช้เวทีกลางระดับจังหวัด เพื่อกำหนดเป้าหมาย และกำหนดภาพรวมทั้งจังหวัด โดยมีข้อมูลทุกตำบลของจังหวัด ซึ่งขบวนชุมชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก  จะต้องมีภาพรวม  มีการประสานความร่วมมือ มีการติดตามหนุนเสริม และการสร้างการเรียนรู้ ประโยชน์ที่ทำคือ เรามีพลังมากขึ้น เป็นการเชื่อมโยงของพี่น้องขบวนองค์กรชุมชน เพื่อนำไปประสานกับนโยบายภาครัฐต่างๆ ที่โยงลงมาสู่พื้นที่ และในระดับจังหวัดเองนโยบายประชารัฐที่ลงไปขับเคลื่อนในรูปแบบประชารัฐรักสามัคคีนั้น มีกลไกที่เกี่ยวโยงในพื้นที่ คือ  คณะกรรมการบริษัท , กรรมการผู้จัดการ , ชุมชนถือหุ้น เป็นต้น

          “การที่จะเกิดบริษัทประชารัฐ หลังจากที่เกิดแล้ว 5 จังหวัด เราจะต้องดูว่าการจัดตั้งโดยประธานบริษัท เราจะมีส่วนในการจัดตั้งอย่างไร หรือแม้แต่เป็นกรรมการผู้จัดการ ที่มีการให้ส่งชื่อภาคประชาชนเข้าไป เราต้องพูดคุยกันอย่างเร่งด่วนว่า  การที่จะส่งรายชื่อของพี่น้องเราอย่างน้อย 1-2 จังหวัด และอย่างน้อยเข้าไปมีส่วนร่วมในบริษัท ซึ่งบริษัทจะเดินได้หรือไม่ได้นั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับการถือหุ้นของชุมชน ซึ่งเราเข้าไปไม่ใช่เป็นรายบุคคล  เราจะต้องเข้าไปเป็นกลุ่มจากระดับล่าง และโยงเป็นเครือข่าย/คลัสเตอร์”  นายสมชาติกล่าว  และย้ำว่า  ภาพรวมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากจะต้องมีการเชื่อมอย่างเป็นระบบ มีเป้าหมาย ในการขับเคลื่อน พลังชุมชนจึงจะเป็นพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของบ้านเราได้

นายฐาปน สิริวัฒนภักดี หัวหน้าทีมภาคเอกชน  คณะทำงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก  กล่าวถึงประเด็นความต่อเนื่องในการดำเนินงานจากการตั้งรูปแบบบริษัทฯ และเป็นการทำงานร่วมกันของ 5 ภาคส่วนว่า ภาคชุมชนต้องเป็นหลักที่สำคัญ   ต้องมีความพร้อม  แข็งแรง   มีใจพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างความร่วมมือในการทำงานกับหลายภาคส่วน  นอกจากนั้นหน่วยงานหลายภาคส่วน ทั้งกรมพัฒนาชุมชน สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ   ต่างก็มีข้อมูลแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาชุมชนที่สำคัญ  ดังนั้นชุมชนสามารถศึกษาเพื่อนำมาใช้ในการวางแผนการทำงานของชุมชน/ท้องถิ่นได้  และยังสามารถสะท้อนข้อเสนอและข้อคิดเห็นต่อแนวทาง/แผนพัฒนาเหล่านั้นได้

“การทำงานครั้งนี้เป็นการเริ่มต้นการทำงานที่สำคัญ ในรูปแบบของบริษัทจำกัด จึงต้องอาศัยความร่วมมือที่สำคัญของ 5 ภาคส่วน ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับเงื่อนไขปัจจัยของแต่ละพื้นที่ด้วย  และบริษัทประชารัฐจะมีบทบาทหลักในการเชื่อมโยงผู้ผลิต  กลุ่มทุน  ผู้บริโภคและระบบการตลาดเข้าด้วยกัน  ส่วนการเสนอรายชื่อผู้แทนภาคประชาชน (ที่มีความเข้าใจและสามารถสื่อสาร/อธิบายงานที่ภาคชุมชนทำได้) อย่างน้อย 2 คน  เข้าร่วมในบริษัทประชารัฐจังหวัดนั้น  ชุมชนสามารถส่งรายชื่อมายังสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนได้  เพื่อดำเนินการประสานงานต่อไปยังกรมพัฒนาชุมชนต่อไป”  นายฐาปนกล่าวในตอนท้าย

13388934_10206772730016253_880000179_o.jpg
                                     
บทความโดย : สุวัฒน์ กิขุนทด และสุธิดา บัวสุขเกษม


แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter