
กระบี่/ วันที่ 13-15 มิถุนายน 2559 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน สำนักงานภาคใต้ จัดเวทีสัมมนาเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพผู้นำคลัสเตอร์ท่องเที่ยว ณ ห้องประชุมเจ้าฟ้า โรงแรมบุญสยาม อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ โดยมี 16 ตำบล จากจังหวัดภาคใต้ที่ทำเรื่องการท่องเที่ยวชุมชนเข้าร่วม เพื่อทำความเข้าใจเป้าหมาย ทิศทาง การดำเนินงานคลัสเตอร์ท่องเที่ยวชุมชน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เติมเต็มจากพื้นที่ต่างๆ และสร้างภาคีความร่วมมือ

นายอัมพร แก้วหนู ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช. กล่าวว่า ในพื้นที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่ดินจะถูกนักธุรกิจกว้านซื้อ พื้นที่ชายหาดเปลี่ยนเป็นที่ดินส่วนบุคคล บางแห่งคนในท้องถิ่นเองแทบจะหาทางลงไปเล่นน้ำชายหาดแทบไม่ได้ สำหรับเรื่องการท่องเที่ยวชุมชน ในมหาวิทยาลัยยังไม่มีหลักสูตรการเรียนการสอน พื้นที่ที่เริ่มต้นต้องเป็นการเรียนรู้จากสิ่งที่เพื่อนทำ คนที่เคยทำแล้วก็ยกระดับการบริหารจัดการ เพราะเรื่องการท่องเที่ยวชุมชนเป้าหมายก็เพื่อทำให้ชุมชนเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งต่างจากการท่องเที่ยวในรูปแบบอื่นๆ
พอช.นอกจากการทำงานด้านสวัสดิการชุมชน สภาองค์กรชุมชนตำบล การแก้ปัญหาที่ดิน หรือโครงการบ้านมั่นคงแล้ว ในปัจจุบันล่าสุดมีการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจฐานราก ที่ต่อเนื่องมาจากในอดีต ในปีนี้ภาคใต้มีการส่งเสริมตำบลให้มีแผนการพัฒนาเศรษฐกิจ 200 ตำบล เพราะที่ผ่านมามีคนอื่นวางแผนให้มาตลอด คนในตำบลต้องวางแผนเองว่าจะเพิ่มรายได้ จะลดรายจ่าย มีเงินออมเพิ่มขึ้นจะทำได้ด้วยวิธีไหน วิเคราะห์ทุนตำบล รายได้หลักมาจากไหน จะแก้ปัญหาอย่างไร ซึ่งการท่องเที่ยวชุมชนก็เป็นทางออกด้านหนึ่งเช่นเดียวกัน

เรื่องแผนการท่องเที่ยวชุมชนของภาคใต้ 16 ตำบล ในการจัดเวทีครั้งนี้ เป็นการเริ่มต้นการเชื่อมโยงคลัสเตอร์ของภาคใต้ ต่อไปจะมีการขยับในเรื่องคลัสเตอร์อื่นๆ อย่างประมง ผลไม้ ฯลฯ เพราะการทำเรื่องเศรษฐกิจฐานราก การทำตลาด ทำคนเดียวจะไปยาก ต้องมีการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายร่วมกันทำ อนาคตเราจะขายสินค้าชุมชน เราจะเลือกไปท่องเที่ยวชุมชนที่ไหน ไปดูเรื่องผลไม้ ประมง การกรีดยาง การทำข้าวในประเทศนี้มีกี่แห่ง เราต้องช่วยกันให้ประชาชนรู้จักซึ่งกันและกัน นายอัมพร กล่าว
กำนันเชิด สิงค์คำป้อง ประธานชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลปลาบ่า อ.ภูเรือ จ.เลย ย้ำถึงหัวใจของการท่องเที่ยวชุมชนคือ ชุมชนต้องเป็นเจ้าของ ตามบริบท ตามอัตลักษณ์ของชุมชนนั้นๆ และที่สำคัญการท่องเที่ยวชุมชนนั้นคือการแบ่งปัน ดูแลกันฉันท์น้องพี่ ส่วนที่ปลาบ่าเริ่มต้นจากการค้นหาศักยภาพ ข้อดี จุดเด่นในชุมชนทั้งของดี ทรัพยากร มีการร่วมใจกันคืนป่า ปลูกป่า ฟื้นคืนสิ่งแวดล้อม บริหารจัดการร่วมคิดร่วมทำ ชุมชนเป็นเจ้าของ ป่าเกิดจนเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตให้ชาวบ้าน และมีหน่วยงาน องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) เข้ามาหนุนเสริมกระบวนการ
และได้ฝากปัจจัย 9 ประการ เป็นเครื่องมือช่วยคิดช่วยวางแผนการพัฒนาการท่องเที่ยวในชุมชนที่ต้องคำนึงถึง ได้แก่ 1) เพื่อนร่วมทาง 2) สร้างกิจกรรม 3) นำเสนอสิ่งที่มี 4) ทำให้ดี 5) ทำให้เด่น ทำให้ดัง 6) สานและผูกสัมพันธ์ 7) หากันให้เจอ 8) เขาและเธอคือใครที่ใจตรงกัน และ 9) ฉันให้เธอไป เธอก็ให้ฉันกลับคืน
นายนนท์ มีล่าม ชาวบ้านเกาะกลาง หมู่ 1 เล่าให้ฟังว่า หลังจากที่ทุนใหญ่ลงมาเล่นตลาดเรือนำส่งนักท่องเที่ยวอ่าวพระนาง-อ่าวไร่เลย์ เมืองกระบี่ เมื่อราวปี 2545 ทำให้อาชีพเรือข้ามฝากของคนบ้านเกาะกลาง ที่ขยายตัวสู่ธุรกิจนำเที่ยวกลายเป็นขาลง จนต้องหลีกไปพาเที่ยวชมป่าชายเลน เขาขนาบน้ำ กระชังปลา วิถีชุมชน ในละแวกไม่ไกลจากตัวเมืองนัก และจากการเปลี่ยนสนามเล่น ใช่ว่าคนเรือหัวโทงแห่งเกาะกลางจะถดถอย แต่กลายเป็นสร้างกระแสการท่องเที่ยวชุมชน การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ให้ค่อยๆ เติบโต จนสามารถสร้างรายได้กลายเป็นเสาหลักอีกต้นที่ค้ำครอบครัว ชุมชนให้ฝ่ากระแสจนติดลมบน ณ ปัจจุบัน

หลังจากนโยบายการยกเลิกสัมปทานป่าชายเลนเมื่อปี 39 จนอายุสัมปทานจบทั้งหมดในปี 46 ป่าชายเลนที่คลองประสงค์ฟื้นตัวจนอุดมสมบูรณ์ในปัจจุบัน เมื่อก่อน 4 เตาเผาไม้โกงกางทำเป็นถ่านอยู่ในละแวกนี้ ไม้เล็กไม้น้อยเหี้ยน ยังดีที่รัฐยุคสมัยนั้นยังพอมีวิสัยทัศน์ กล้าสั่งยกเลิก ไม่งั้นการท่องเที่ยวที่นี่จะมีทรัพยากรอะไรที่สามารถสร้างรายได้ให้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ปู ปลา กุ้ง หอย ก็มีกิน ทั้งยังเก็บผลจากการท่องเที่ยวไปอีกทาง
นายประวัติ คลองรั้ว ประธานกลุ่มชาวนาตำบลคลองประสงค์ ยืนยันว่า หากไม่มีการทำเรื่องท่องเที่ยว ข้าวสังหยดของคนทำนาบนเกาะคงไม่มีราคาถึงกิโลละ 100 - 120 บาท อย่างปัจจุบัน การท่องเที่ยวสร้างตลาดให้ผู้บริโภคเดินทางมาซื้อถึงหน้าบ้าน โดยที่เขาไม่ต้องไปไหน อีกทั้งยังได้ให้เขาเรียนรู้วิถีการทำนาของคนที่นี่ไปด้วย
นายสัน เพช็รแขก เรือหัวโทงรับจ้าง บ้านเกาะกลาง นำชื่อหลานมาตั้งชื่อเรือว่า “อัศนาวี” ไว้บริการข้ามฝากเข้าเมือง และบริการล่องเรือเที่ยวชมแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ พูดยืนยันว่าการท่องเที่ยวชุมชน ทำให้คนชุมชนมีอาชีพที่ดีขึ้น ไม่ต้องไปหางานทำต่างบ้านต่างเมือง หากินในชุมชนคนถ้าไม่ขี้เกียจก็หากินสบายเลย ความเป็นอยู่ในชุมชนก็เป็นชุมชนที่สงบไม่มีเรื่องวุ่นวายอะไรมากมายแตกต่างจากชุมชนอื่นทั่วไป
นายสมนึก เกาะกลาง ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลคลองประสงค์ เล่าให้ฟังว่า บ้านผมมีบริบทที่แปลก คนเลี้ยงสัตว์ปล่อย คนปลูกผักต้องล้อมรั้ว แต่ก็สามารถอยู่กันได้จนกลายเป็นเรื่องที่น่าสนใจ บทบาทสภาองค์กรชุมชนที่จัดการทุกๆ เรื่อง รวมทั้งเรื่องการท่องเที่ยว จะใช้ขบวนการ ไม่เน้นคนเพราะคนเปลี่ยนแปลงได้ตลอด แต่จะยึดขบวนการคิด การประชุมหารือ ขบวนการแบบหาข้อตกลง ดูกระแสกลุ่มคนที่มีอยู่ต้องการอะไร ที่เขาต้องการคืออยู่รอด อยู่ให้เป็นเรา และมีความสุข หากทำงานแบบมีหัวนั้นไปไม่รอด อย่างการลงขันสร้างศูนย์เรียนรู้ชุมชนไม่มีการสนับสนุนจากหน่วยงานใดๆ ไม่มีนายหัวแต่ใช้การลงขันร่วมกันทำ 1 ปี เสร็จมาจากการบริจาคของคนในชุมชน

ในการจัดการการท่องเที่ยว เรือ รถ หรือเขาขนาบน้ำ ที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองกระบี่ ที่หน่วยงานจะดึงไปบริหารจัดการ แต่ก็ต่อสู้จากการวางเป้าหมาย ที่ให้ชาวบ้านคิด จนท้ายสุดชาวบ้านสามารถเป็นคนบริหารจัดการ จากลงขันถือหุ้นโดยชาวบ้าน ที่ยึดตามเป้าหมายร่วมของคนคลองประสงค์ ที่สร้างกติกาในฐานะชาวบ้าน ต้องเคารพชาวบ้านปรึกษาหารือกันก่อน ชาวบ้านต้องอยู่ได้
ทั้งนี้ได้มีการแบ่งกลุ่มลงศึกษาดูงานการท่องเที่ยวชุมชนในพื้นที่ตำบลคลองประสงค์ อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ ในเรื่องการบริหารจัดการ การสร้างการมีส่วนร่วม มัคคุเทศก์และการจัดโปรแกรมท่องเที่ยว รวมทั้งเรื่องการจัดการบ้านพักโฮมสเตย์ เพื่อเป็นบทเรียน แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนตำบลคลองประสงค์ และการฟังประสบการณ์จากภาคธุรกิจในจังหวัดภูเก็ต บทเรียนขององค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ และประสบการณ์ของตำบลปลาบ่า อำเภอภูเรือ จังหวัดเลยในการจัดการการท่องเที่ยวชุมชนในการนำไปปรับใช้กับพื้นที่ของตนเองต่อไป




รุ่งโรจน์ เพชระบูรณิน : รายงาน





