playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

IMG_9440_resize.JPG

ระหว่างวันที่ ๑๖ – ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๙ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(พอช.) ร่วมกับ นักวิชาการ ตัวแทนขบวนองค์กรชุมชนพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ และภาคีพัฒนา จัดเวทีสัมมนาบทเรียน “กำหนดแนวทางความร่วมมือขับเคลื่อนและยกร่างแผนแม่บทการพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษอย่างมีส่วนร่วมและยั่งยืน” ณ ห้องประชุมไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม พอช. เพื่อสรุปบทเรียนและวางแนวทางความร่วมมือขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิเศษอย่างมีส่วนร่วมและยั่งยืนในพื้นที่

IMG_9468_resize.JPG

    นายพลากร วงค์กองแก้ว ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กล่าวถึงเศรษฐกิจพิเศษอุปสรรคหรือโอกาสต่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากว่า เศรษฐกิจพิเศษและเศรษฐกิจฐานราก ถือเป็น ๒ องคาพยพ เป็นการเชื่อมโยงเศรษฐกิจฐานรากที่มีอยู่ในพื้นที่ ๗ ฐานสำคัญ เช่น เกษตรท้องถิ่น ประมงพื้นบ้าน วัฒนธรรม/ชาติพันธุ์ ท่องเที่ยวชุมชน ทรัพยกรธรรมชาติ ที่มีการเชื่อมโยงหรือประสานพลังภาคีในพื้นที่ อาทิ กองทุนหมู่บ้าน สภาเกษตรกร กองทุนฟื้นฟู ภาคีพัฒนา ซึ่งจะต้องมีการเชื่อมโยงกันให้ได้ระหว่าง ๒ ระบบดังกล่าว จะต้องสร้างการเชื่อมโยงที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนให้มากที่สุด เช่น การผสานพลังที่เกิดขึ้นในจังหวัดน่าน ที่มีการเชื่อมโยงระหว่างงานพัฒนาในพื้นที่ กับความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในพื้นที่และภาคธุรกิจ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐด้วย และระบบเศรษฐกิจฐานราก เป็นการกระจายอำนาจอย่างหนึ่งของขบวนองค์กรชุมชนในประเทศไทย ที่มีการผสานพลังกับภาคธุรกิจ ที่มีการเศรษฐกิจภูมินิเวศวัฒนธรรม , นวัตกรรมทางอาหาร (เกษตรอินทรีย์ /พื้นที่ทางอาหาร /สมุนไพร) , ตลาดท้องถิ่น , การท่องเที่ยวชุมชน , การเงิน และทุนชุมชน ซึ่งจะต้องมีการเชื่อมโยงระดับจังหวัดให้ได้ และสามารถผลักดันสู่ระดับประเทศต่อไป

          "อุปสรรคนั้นมีไว้ให้เราร่วมกันคิดและแก้ไขปัญหา ซึ่งขบวนองค์กรชุมชนเองจะต้องช่วงชิงโอกาสการลงทุน และช่วงชิงรูปธรรมบางตัวเพื่อขยายผลออกไป น่าจะเป็นประโยชน์กับภาคประชาชน เราจะเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย ขึ้นอยู่กับขบวนองค์กรชุมชนของเรา ที่จะต้องค้นหาโอกาสสำคัญที่สร้างความเข็มแข็งให้ขบวนการที่เราทำอยู่ในพื้นที่" ผอ.พอช.กล่าวย้ำ

          ผศ.ดร.สักรินทร์  แซ่ภู่ นักวิชาการกล่าวถึงผลการศึกษาสถานภาพทางความรู้ลดความเหลื่อมล้ำคนจนเมือง ประเภทเมืองเศรษฐกิจพิเศษว่า ในงานวิจัยที่เกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำคนจนเมืองพบว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษมีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องน้อยมาก มีเพียง ๒๘-๓๐ เล่มเท่านั้น การพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในประเทศไทยที่ผ่านมา มี ๔ กรอบคิดใหญ่ ประกอบด้วย ๑) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ADB เช่น รถไฟ ถนน สนามบิน ๒) แนวคิดการพัฒนาแบบภูมิภาค เกิดการเคลื่อนตัวของแรงงานและทรัพยากรให้เคลื่อนที่ได้ง่ายขึ้น ไม่ได้มีเฉพาะอาเซียน มันเกิดขึ้นในแอฟฟริกาใต้ อเมริกา ๓) แนวคิดลัทธิทุนเสรีใหม่ ซึ่งทุนก็ต้องเปลี่ยนร่างแปรรูป จึงต้องสร้างแรงจูงใจให้ทุนนั้นเข้ามา การเอื้ออำนวยด้านกฎหมายและแรงจูงใจ และ ๔) แนวคิดเมืองชายแดนและเมืองอุตสาหกรรม เช่น ความมั่นคงชายแดน การดีดตัวของราคาที่ดิน การเปลี่ยนรูปของวิถีการผลิต เช่น การผลิตแบบระบบฟาร์มมิ่ง(Farming) การขับเคลื่อนโดยขาของเศรษฐกิจแต่ลำพัง มักมองข้ามวิถีวัฒนธรรม และมิติทางสังคมที่ยังไม่คลี่คลาย เช่น การรองรับแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ที่ยังไม่สามารถนำมาสู่ทางออกแห่งสิทธิในอนาคตได้ สิ่งที่จะต้องศึกษาคือ ๑) การนิยามความจน เมื่อก่อนเราจะนิยามด้านรายได้ และสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรม ถือเป็นผู้มีรายได้น้อย และที่ผ่านมายังไม่มีการนิยามเรื่องคนจน กระทั่งมีบ้านมั่นคง พ.ศ. ๒๕๔๗ จึงมีการนิยามหรือกำหนดคำสำคัญเข้าไป และเรื่องเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ เมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว เราไม่สามารถทำได้ เช่น คนจนที่ไม่มีบัตรประชาชน หรือคนที่อยู่ในสลัม/ชุมชนแออัด ด้วยเงื่อนไขของงบประมาณ เมื่อเปิดเป็นพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษนั้น ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบหรือทำ รวมถึงแรงงานข้ามชาติ ๗๐% ซึ่งจะต้องเกิดเรื่องดังกล่าวอย่างแน่นอน ๒) ภาพจำลองของภาพอนาคตร่วมกัน ซึ่งสิ่งที่ผังเมืองทำ เขาจะต้องวางภาพจำลองเมืองในอนาคตนั้นจะเป็นอย่างไร แต่ภาพที่เกิดขึ้นนั้นเป็นภาพแห่งความคาดหวังของนโยบาย ซึ่งจะไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ภาคประชาชนนั้นต้องการ ๓) การค้นหาข้อจำกัดในเชิงกฎหมายหรือการบริหารจัดการพื้นที่ และ ๔) อะไรคือความเหลื่อมล้ำ ซึ่งเป็นคำที่เป็นนามธรรม

          “มิติความเหลื่อมล้ำมีอยู่หลายเรื่องและหลายมิติ มีหลายคณะที่ได้ศึกษา แต่ผู้วิจัยได้แบ่งความเหลื่อมล้ำออกเป็น ๔ กรอบ คือ ๑) ทรัพยากรธรรมชาติ ๒) ทรัพยากรเศรษฐกิจ ๓) ทรัพยากรสังคม และ ๔) ทรัพยากรการเมือง และแต่ละกรอบของความเหลื่อมล้ำนั้นมีความเข้มข้นที่แตกต่างกัน ในช่วงที่ผ่านมาได้มีการแลกเปลี่ยนประเด็นการพัฒนาเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษที่จะต้องมีการขับเคลื่อนต่อบางประการ อาทิ กระบวนการปรับตัวของเกษตรกรรมในเขตเศรษฐกิจพิเศษ เศรษฐกิจฐานรากหรือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งต้องมีฐานที่ดิน ทรัพยากร ชาติพันธุ์ วัฒนธรรม ความเชื่อ องค์กร ทุนหรือกองทุน ที่ต้องปรับตัวกับเขตเศรษฐกิจพิเศษ  การสร้าง Action ผังเมือง ของชุมชนท้องถิ่นในการขับเคลื่อนการจัดการพื้นที่ของชุมชนท้องถิ่น รวมถึงการวิจัยชาวบ้านว่าอะไรหายไปจากการพัฒนา บนฐานการจัดการทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า ตอบโจทย์สิทธิชุมชน เป็นต้น”

IMG_9485_resize.JPG

          ในเวทีดังกล่าวมีการแสดงข้อคิดเห็นของภาคียุทธศาสตร์ต่อการสร้างความร่วมมือขับเคลื่อนและยกร่างแผนแม่บทการพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย ๑) นายภาคภูมิ  วิธานติรวัฒน์ สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ๒) นางกรรณิการ์  บรรเทิงจิตร รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ๓) อ.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ นักวิชาการ วิทยาลัยโพธิวิชชาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตแม่สอด

          นายภาคภูมิ  วิธานติรวัฒน์ สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ระบุถึงการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่า เราเข้าใจไปในแนวทางเดียวกันคือ เขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นคำสั่งจากนโยบายข้างบน คำสั่งดังกล่าวคนในพื้นที่ก็ต้องยันไว้ให้ได้ เนื่องจากการพัฒนาประเทศต้องมีส่วนร่วมจากประชาชน หากขาดการมีส่วนร่วมจะทำลายพี่น้องประชานหรือทรัพยากรธรรมชาติอย่างไรบ้าง หากจะพลิกให้เรื่องนี้ให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ต้องแบ่งเป็น ๒ ช่วง คือ ช่วงแรก ในปี ๒๕๖๐ ภาคประชาชนต้องยืนยันความเป็นพื้นที่ไว้ให้ได้ อาจจะมียุทธศาสตร์พื้นที่ หรือยุทธศาสตร์ภาคประชาชน เราต้องมามองว่ามันคืออะไร ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลต้องการเป็นอีกแบบหนึ่ง และภาคประชาชนในพื้นที่นั้นต้องการอีกแบบหนึ่ง เราจะต้องยืนยันแนวทางการพัฒนาให้ได้ จังหวะที่สอง ในขณะที่หากมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น อาจจะมีการเปลี่ยนรัฐบาล และนโยบายก็อาจจะเปลี่ยนไป เราจะวางแนวทางอย่างไร

          “ที่สำคัญที่สุดคือ พื้นที่ต้องแข็งแรง เพื่อยืนยันการขับเคลื่อนในพื้นที่ เพราะหากมันหลุดแล้วก็ไม่สามารถหยุดให้อยู่ได้ ตอนนี้สถานการณ์ภาคประชาชนนั้นดีขึ้น สามารถยันอยู่ แต่เราต้องยันจุดนี้ไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงการเมืองให้ได้ เราจะพลิกปัญหาให้เป็นโอกาสได้อย่างไร ให้เป็นแนวทางการพัฒนานโดยประชาชนเอง และสิ่งที่สำคัญคือเราต้องมีเพื่อน เชื่อมโยงกับเรื่องทรัพยากรธรรมชาติดินน้ำป่า และเศรษฐกิจที่ดีจะต้องเป็นเศรษฐกิจที่โตช้าๆ คนท้องถิ่นมีเวลาเรียนรู้เช่นกัน”

          นางกรรณิการ์  บรรเทิงจิตร รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) กล่าวถึงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ และการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพชุมชนว่า สิ่งที่เห็นในวันนี้เห็นความเปลี่ยนแปลงของขบวนที่จะใช้งานวิชาการมาต่อสู้ และยังเห็นความกระตือรือร้นของภาคประชาชน และมีความร่วมมือกับหลายฝ่าย วันนี้เราเน้นหนักในเรื่องของการใช้ความรู้ และ สช. เองมีเครื่องมือการประเมินผลกระทบทางด้านสุขภาพ (HIA) โดยเฉพาะการประเมินเชิงนโยบาย หรือเครื่องมือการประเมินผลกระทบทางด้านสุขภาพโดยชุมชน (CHIA) เป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน   กระบวนการทำ HIA และ CHIA มีกระบวนการสำคัญคือ ๑) การทำศักยภาพของชุมชน มีการสำรวจในเชิงนิเวศวัฒนธรรมประวัติศาสตร์ และทุนในพื้นที่ออกมา ๒) การวางภาพฝัน หรือมองว่าบ้านเราหรือชุมชนเราในอนาคตเป็นอย่างไร เพื่อวางทิศทางของบ้านเรา ๓) ค้นหาทีมงานและเชื่อมโยงกับนโบยบายทั้งในพื้นที่และชาติ ที่เราเรียกว่า “ตัวจี๊ด” จะต้องมีการเชื่อมโยงกับนโยบายในท้องถิ่น อาจจะเป็นกลไก ๒ ระดับ คือ กลไกระดับพื้นที่ และกลไกระดับชาติ ซึ่งกลไกระดับพื้นที่เองจะต้องมีข้อต่อไปยังกลไกระดับชาติให้ได้ ถือเป็นหน้าที่ของภาคียุทธศาสตร์ที่เราจะต้องมีการคุยเพื่อวางแนวทางการเชื่อมต่อกับนโยบายข้างบน ๔) ภาคียุทธศาสตร์ ปัจจุบันมีหลายหน่วยงานที่เป็นภาคีการพัฒนา และภาคียุทธศาสตร์จะต้องจับมือกัน เพื่อหนุนเสริมขบวนภาคประชาชนในพื้นที่

          “ซึ่งงานวิจัยอาจจะตอบโจทย์ได้บ้างแต่ไม่หมด แต่เครื่องมือดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการก่อให้เกิดกระบวนการ มีเทคนิคในทางสากล และสามารถนำไปสู่การพัฒนานโยบายสาธารณะเชิงสุขภาพ ในรูปแบบนโยบายหรือโครงการก็ได้ ฉะนั้นการก้าวข้ามมิติการทำงานของตนเอง เป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องทำงานร่วมกัน เราจะต้องมา Mapping เครือข่าย เพื่อมาหนุนเสริมในพื้นที่  สช. เองยินดีที่จะหนุนเสริมเพื่อให้เกิดพลังกันอย่างจริงจัง ซึ่งกลไกดังกล่าวข้างต้นจะต้องเกิด และต้องมีฝ่ายเลขาที่เข้มแข็งและเกาะกลุ่มกันในเรื่องนี้ต่อไป”

          อ.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ นักวิชาการ วิทยาลัยโพธิวิชชาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ นำเสนอถึงเศรษฐกิจสร้างสรรค์กับภูมินิเวศวัฒนธรรมว่า พอเราพูดถึงเศรษฐกิจสร้างสรรค์กับเศรษฐกิจนิเวศวัฒนธรรม มันเป็นความรู้ที่มีอยู่ เป็นสิ่งที่เราเป็น สิ่งที่เราถนัด คนที่กำหนดยุทธศาสตร์พื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ เราจะต้องรู้ คนในพื้นที่ หรือในท้องถิ่นนั้นถนัดอะไร มิเช่นนั้นแล้วคนในพื้นที่จะได้รับผลกระทบ และนำมาสู่ความขัดแย้งก็เป็นได้

          “ถ้าจะให้นิยามเศรษฐกิจฐานรากที่ผสานเป็นสร้างสรรค์กับภูมินิเวศวัฒนธรรมต้องมีองค์ประกอบ ๓ อย่างคือ ความเชื่อ/วัฒนธรรม/ภูมิปัญญา ระบบนิเวศ และระบบเศรษฐกิจ เป็นสิ่งที่คนในชุมชนรู้ ทั้งสามอย่างไม่ควรแยกส่วนจากกัน”

IMG_9497_resize.JPG

          นายนิวัตน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ จ.เชียงราย กล่าวว่า ยุทธศาสตร์เป็นเรื่องใหญ่มาก ปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะเรื่องยุทธศาสตร์เราจะโทษรัฐบาลอย่างเดียวก็ไม่ได้ จริงๆ ชาวบ้านเราก็ไม่สู้ จะพัฒนาบ้านเมืองตนเองเห็นทุกอย่างแต่ไม่ได้ทำเอง ดังนั้นยุทธศาสตร์เป็นหัวใจของพื้นที่ ยุทธวิธีเป็นเครื่องมือ การที่พี่น้องประชาชนไม่สามารถกำหนดยุทธศาสตร์ได้ ก็ไม่มีหวังที่จะเป็นการพัฒนายั่งยืนได้ กลไกการเชื่อมประชารัฐ ประชาชนก็ยังไม่เข้าใจ จะเกิดขึ้นก็ไม่เป็นไรแต่ประชาชนจะได้อะไรนั่นสำคัญกว่า ประชารัฐที่เกิดขึ้นมองเห็นท้องถิ่นอย่างไร เช่น เรื่องการเกษตรยังมองไม่เห็นว่า จะลงไปช่วยข้างล่างอย่างไร เพราะมีหลายกลุ่ม ไม่ได้มีแต่เรื่องการผลิตอย่างไร เพราะจะต้องดูทุกเรื่อง วัฒนธรรมการผลิต หรือแม้กระทั่งเรื่องทุนท้องถิ่น พยายามที่จะศึกษาประชารัฐของท้องถิ่น ในเรื่องการเกษตรมีการทำมานานแล้ว ตัวอย่างเช่น ข้าว ข้าวไม่มีคุณภาพแล้ว เพราะพ่อค้านำข้าวหลายๆ พันธุ์มาผสมปนเปกันหมด พ่อค้าต้องมาปรับตัวเป็นเกษตรอินทรีย์แทน

“องค์ประกอบในการจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ คือ ชุมชน ท้องถิ่น ท้องที่ ต้องเข้ามาร่วมกัน ถ้านโยบายประชารัฐไม่ได้มีส่วนร่วมจากสามส่วนนี้ อาจจะไปไม่ถึงในสิ่งการพัฒนายั่งยืนได้ และที่ขาดไม่ได้คือการจัดการองค์ความรู้ท้องถิ่น และยกระดับเป็นองค์ความรู้สากล เพื่อให้รัฐมองเห็นว่าการพัฒนายุทธศาสตร์พื้นที่เป็นเรื่องสำคัญ ทำให้ยุทธศาสตร์ของพื้นที่ เป็นยุทธศาสตร์ท้องถิ่นสากล”

          ทั้งนี้จากการสรุปบทเรียนขบวนองค์กรชุมชนและภาคียุทธศาสตร์ได้มีการวางแนวทางความร่วมมือในการทำงานการขับเคลื่อนในระดับพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ คือ ทุกจังหวัดไม่ได้มีความคิดที่ปฏิเสธนโยบายที่เข้ามาในพื้นที่ แต่ขบวนองค์กรชุมชนหรือภาคประชาชนจะเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอย่างไร แล้วเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษ ยังคงมีทั้งปัญหาและยังไม่มีปัยญา จากการสรุปบทเรียนภาพรวมสถานการร์ปัญหาทำให้ระดับพื้นที่เห็นว่า จะต้องใช้แนวทางในการศึกษาวิจัยเป็นเครื่องมือหนึ่งในการขับเคลื่อน สามารถอธิบายทั้งในพื้นที่และสาธารณะได้ โดยผสานความร่วมมือจากหน่วยงานในระดับพื้นที่ เพื่อนำไปสนับสนุนการพัฒนา

IMG_9474_resize.JPG

IMG_9456_resize.JPG

IMG_9459_resize.JPG

รายงานโดย : สุธิดา บัวสุขเกษม / เสาวลักษณ์ ปรปักษ์พ่าย

ภาพ : สุธิดา บัวสุขเกษม


          

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter