ระยอง/ พอช.ร่วมกับสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสจัดอบรม “นักสื่อสารจัดการความรู้ชุมชน” เพื่อเตรียมความพร้อมแกนนำตำบลเศรษฐกิจและทุนชุมชน 50 ตำบลถ่ายทอดเรื่องราวของชุมชนออกเผยแพร่ในเดือนสิงหาคมนี้ ด้าน ผอ.พอช.ระบุปีหน้าจะขับเคลื่อนเรื่องเศรษฐกิจฐานรากเพิ่มจาก 1,500 ตำบลเป็น 2,500 ตำบล พร้อมทั้งแนะให้นักสื่อสารชุมชนจับประเด็นปัญหาในท้องถิ่นออกมาเผยแพร่ต่อสื่อสาธารณะ
ระหว่างวันที่ 20-22 มิถุนายนนี้ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) สำนักเครือข่ายสื่อพลเมือง สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ได้จัดอบรมหลักสูตร “นักสื่อสารจัดการความรู้ชุมชน” ช่วงที่ 3 ตามโครงการพัฒนาคุณภาพ 50 ตำบลเรียนรู้เศรษฐกิจและทุนชุมชน ที่อมรพันธ์รีสอร์ท อ.แกลง จ.ระยอง เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของแกนนำตำบลเศรษฐกิจและทุนชุมชนในการนำผลงานการพัฒนาเศรษฐกิจและทุนชุมชนของแต่ละตำบลออกมาเผยแพร่ผ่านสื่อสาธารณะ
การอบรมครั้งนี้มีตัวแทนชุมชนตำบลต่างๆ ทั่วประเทศจำนวน 38 ตำบล รวม 80 คน เข้าร่วมในการอบรม โดยมีสาระสำคัญคือ การนำเสนอเรื่องเล่าจากชุมชนผ่านงานเขียนเชิงสารคดี และการเล่าเรื่องผ่านคลิปวีดิโอ หลังจากที่ตัวแทนเหล่านี้ได้ผ่านการฝึกอบรมมาแล้วก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ตัวแทนแต่ละตำบลจะมีเวลาในการนำเสนอผลงานทั้ง 2 รูปแบบ ตำบลละ 10 นาที
“การนำเสนอคลิป VDO. ของพี่น้อง ไม่จำเป็นต้องให้ได้ความสมบูรณ์ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ ขอให้มีเรื่องราวที่น่าสนใจ หรือมีประเด็นเด่นๆ เพราะหากสถานีโทรทัศน์จะนำไปออกอากาศ ทางสถานีก็จะช่วยเพิ่มเติมให้งานของพี่น้องมีความสมบูรณ์มากขึ้น เช่น ช่วยเพิ่มภาพที่สถานีมีอยู่แล้ว แต่ทั้งนี้พี่น้องจะต้องพยายามนำเสนอเรื่องราวของชุมชนออกมาเรื่อยๆ เพื่อเพิ่มทักษะในการผลิต และพัฒนาผลงานให้ดีขึ้น” นายโกวิทให้คำแนะนำ
นายวีระ นิจไตรรัตน์ วิทยากรจากมูลนิธิสัมมาชีพ กล่าวว่า จากภาพรวมการนำเสนอผลงานเขียนในครั้งนี้ส่วนใหญ่มีข้อมูลเยอะ แต่การนำเสนอยังไม่มีแกนเรื่องหรือยังไม่มีประเด็นเด่น ไม่สามารถสื่อสารเรื่องราวดีๆ ของชุมชนออกมาได้ และไม่จำเป็นต้องนำทุกเรื่องที่มีอยู่ในชุมชนมานำเสนอ แต่ให้หยิบเอาประเด็นเด่นๆ เพียงเรื่องเดียวมานำเสนอ เช่น เรื่องการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร สินค้าชุมชน กลุ่มสวัสดิการชุมชน ฯลฯ แต่การนำเสนอดังกล่าวก็จะต้องเขียนให้คนอ่านเห็นรูปธรรมด้วย เช่น หากจะเขียนถึงเรื่องความเข้มแข็งของชุมชนก็จะต้องบอกด้วยว่า ชุมชนเข้มแข็งอย่างไร คณะกรรมการบริหารอย่างไร หรือหากจะเขียนประเด็นเศรษฐกิจก็จะต้องบอกด้วยว่า กลุ่มอาชีพสามารถสร้างรายได้หรือช่วยเหลือชาวบ้านได้อย่างไร
“การมาอบรมของชาวบ้านในครั้งนี้ ไม่สามารถจะหาได้จากในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว พี่น้องจะต้องกลับไปเขียนเพื่อพัฒนาทักษะเพิ่มให้มากขึ้น ฝึกเขียนให้บ่อยๆ นำมาอ่านและช่วยกันวิจารณ์ ซึ่งผมก็เชื่อมั่นในพลังของพี่น้องว่าสามารถจะพัฒนางานเขียนให้ดีขึ้นมาได้ เพราะพี่น้องมีข้อมูลอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องเลือกประเด็นที่จะนำมาเสนอให้น่าสนใจ” นายวีระยกตัวอย่าง
นายบุญทวน หมายมั่น อายุ 50 ปี ผู้เข้าอบรมจาก ต.กึ้ดช้าง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ตนเข้ารับการอบรมเรื่องการจัดการความรู้ชุมชนเป็นครั้งที่ 2 โดยครั้งแรกจัดขึ้นที่จังหวัดนครนายก หลังจากนั้นได้นำความรู้ที่ได้มาผลิตเป็นคลิป VDO. โดยใช้เรื่องราวที่เด่นๆ ของตำบลแม่แตงซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวมาผลิตคลิป VDO. เรื่อง “คนกึ้ดช้าง” ความยาว 3.30 นาที ใช้เวลาผลิตนานประมาณ 15 วัน และนำมาเสนอในเวทีการอบรมครั้งนี้ ซึ่งจากคำวิจารณ์ของวิทยากรทำให้ตนและทีมงานได้รับรู้ข้อบกพร่อง และจะนำไปปรับปรุงแก้ไขเรื่องการลงเสียงบรรยายของคนเดินเรื่องใหม่เพื่อให้คลิป VDO. มีความสมบูรณ์มากขึ้น
“ชาวบ้านยังไม่มีประสบการณ์และทักษะในการผลิตคลิป VDO. และที่ผ่านมาพวกเราก็ผ่านการอบรมด้านทฤษฎีไม่กี่ชั่วโมง แต่การนำงานมาเสนอและได้รับคำวิจารณ์ในวันนี้ทำให้ผมมีความเข้าใจและชัดเจนในเรื่องประเด็นที่จะนำมาเสนอมากขึ้น ซึ่งเมื่อนำคลิป VDO.กลับไปแก้ไขแล้ว ผมก็จะเอาผลงานไปเข้าประกวดแผนงานธุรกิจท่องเที่ยวชุมชนที่ธนาคารออมสินจัดกำลังจัดขึ้น นอกจากนี้ก็จะนำผลงานมาเปิดให้นักท่องเที่ยวหรือคนที่มาศึกษาดูงานในตำบลได้ชม รวมทั้งจะเอาไปโหลดลงUTUBE เพื่อเป็นประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของชุมชนด้วย” นายบุญทวนพูดถึงประโยชน์ที่ได้รับจากการอบรมครั้งนี้
นางนิเด๊าะ อิแตแล อายุ 58 ปี อาชีพรับจ้าง อยู่ที่ ต.บาโงยซิแน อ.ยะหา จ.ยะลา บอกว่า ไม่เคยอบรมเรื่องงานเขียนและการผลิตคลิป VDO. มาก่อน แต่ได้รับความรู้เมื่อมาอบรมกับ พอช.ในครั้งแรก หลังจากนั้นจึงกลับไปผลิต ใช้เวลาประมาณ 2 เดือน แล้วนำไปให้คณะกรรมการขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดยะลาช่วยกันดูและให้คำวิจารณ์ จากนั้นจึงนำไปปรับปรุงแก้ไข แล้วมานำเสนอในการอบรมครั้งนี้
“เดิมเราคิดว่าเราผลิตงานออกมาดีแล้ว แต่เมื่อได้รับคำวิจารณ์และคำแนะนำจากวิทยากร รวมทั้งเห็นผลงานที่หลากหลายของตำบลอื่นๆ เราก็จะเอากลับไปปรับปรุงงานเขียนและคลิป VDO.ให้ดีขึ้น เช่น เพิ่มรายละเอียดเนื้อหาให้สมบูรณ์ขึ้น” นางนิเด๊าะกล่าว
“หากทำโครงการเหล่านี้สำเร็จ รัฐบาลก็จะมองมาที่ชาวบ้านว่าทำได้อย่างไร ซึ่งตอนนี้ชาวบ้านในต่างจังหวัดต่างก็มีความกระตือรือร้นที่จะพัฒนาเรื่องเศรษฐกิจฐานราก เช่น เรื่องการท่องเที่ยวชุมชน เกษตรอินทรีย์ โดย พอช.ก็จะสนับสนุนตามคลัสเตอร์หรือกลุ่มการผลิต เพื่อช่วยให้เครือข่ายชุมชนเข็มแข็ง ซึ่งชุมชนต่างๆ เหล่านี้ทั่วทุกภาค ล้วนมีต้นทุนที่มหาศาล รัฐบาลจึงต้องหันมามองที่เศรษฐกิจชุมชน เพราะโลกเปลี่ยนไป เราต้องหันมาพึ่งตนเอง พึ่งเศรษฐกิจภายใน ไม่ใช่เน้นการส่งออกหรือมุ่งเป็นประเทศอุตสาหกรรม เพราะหากเรามีปัญหากับต่างประเทศ เช่น อียูก็จะห้ามส่งออกกุ้ง ดังนั้นเราจึงต้องพึ่งเศรษฐกิจภายในเป็นหลัก” ผอ.พอช.กล่าว
นอกจากนี้ ผอ.พอช.ยังกล่าวถึงบทบาทของนักสื่อสารชุมชนว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังมีนโยบายจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษตามชายแดนทั่วประเทศ ซึ่งเขตอุตสาหกรรมแบบนี้จะสร้างผลกระทบให้แก่ชุมชน เช่น เรื่องแหล่งน้ำ แหล่งเพาะพันธุ์ปลาจะสูญหายไป ดังนั้นนักสื่อสารชุมชนจะต้องจับเอาประเด็นเหล่านี้มาสื่อสารต่อสาธารณะว่าชาวบ้านจะได้รับผลกระทบอย่างไร หรือได้รับความเดือดร้อนจากนโยบายรัฐอย่างไร โดยที่เราไม่ได้คัดค้านเขตเศรษฐกิจพิเศษ แต่เราจะทำอย่างไรเพื่อดึงเขตเศรษฐกิจพิเศษมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจฐานรากของชาวบ้าน เช่น การงดเว้นภาษีเศรษฐกิจฐานรากของชาวบ้านเหมือนกับเขตเศรษฐกิจพิเศษ
ในช่วงสุดท้ายของการสัมมนาที่ประชุมได้ข้อตกลงในการจัดเตรียมงานในช่วงที่ 4 “ช่วงปล่อยของ” ซึ่งจะจัดประมาณเดือนสิงหาคม 2559 นี้ เพื่อนำเสนอผลงานที่ผ่านการแก้ไขปรับปรุงมาจัดทำเป็นชุดความรู้ “โครงการพัฒนาคุณภาพ 50 ตำบลเรียนรู้เศรษฐกิจและทุนชุมชน” โดยอาจจัดทำในรูปแบบการรวบรวมผลงานเขียนของนักสื่อสารชุมชนผลิตออกมาเป็นหนังสือเล่ม และการนำคลิปวีดิโอมาผลิตเป็นแผ่น DVD. เพื่อเผยแพร่ออกสู่สาธารณะต่อไป
**************
โดย สำนักสื่อสารการพัฒนา





