playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

DSC_0027_resize.JPG

ประเทศไทยมีพื้นที่ทั้งหมด  320.70 ล้านไร่ อยู่ความดูแลของกรมที่ดิน 130.74 ล้านไร่ (คิดเป็น 40.88 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมด) เป็นป่าสงวนและป่าอนุรักษ์ความดูแลของกรมป่าไม้ 144.54 ล้านไร่ ( 45.19 เปอร์เซ็นต์) ส่วนที่เหลืออยู่ในส่วนความดูแลของหน่วยงานอื่นๆ อาทิ สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร (ส.ป.ก.) 34.76  ล้านไร่ (10.87 เปอร์เซ็นต์)ที่ดินราชพัสดุ กรมธนารักษ์ 9.78 ล้านไร่ (3.06 เปอร์เซ็นต์) ซึ่งหากเอาที่ดินของกรมป่าไม้กับที่ดินราชพัสดุ กรมธนารักษ์ มารวมกันแล้วจะพบว่า สัดส่วนที่ดินเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ หรือ 154.32 ล้านไร่ อยู่ในมือภาครัฐ ขณะที่ที่ดินในความครอบครองของประชาชนมีจำนวน 165.5 ล้านไร่

จากข้อมูลตัวเลขนี้ อาจเห็นว่าประชาชนในประเทศถือครองที่ดินมากพอสมควร มากกว่าสัดส่วนป่าอนุรักษ์ ซึ่งดูเหมือนจะมีความสมเหตุสมผลและเหมาะควร แต่แท้จริงแล้ว การถือครองที่ดินและการใช้ประโยชน์ที่ดินของประเทศเรากลับมีปัญหาอย่างยิ่ง นั่นเพราะความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดินของคนไทยมีสูงมาก
DSC_0013_resize.JPG
จากข้อมูลของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม (พ.ศ. 2556) พบว่า แต่ว่าจำนวนที่ดิน 165.5 ล้านไร่ที่ประชาชนถือครองนี้ พบว่ามีเพียงประมาณ 15 ล้านคนเท่านั้น ที่สามารถถือครองที่ดินด้วยตนเอง โดยข้อมูลที่น่าสนใจคือ มี 837 ราย ที่ถือครองที่ดินเกิน 1,000 ไร่ และ ถือครองที่ดิน 500-1,000 ไร่ มี 1,561 ราย

ขณะที่ย้อนกลับมาดูทางฝั่งคนจน จากตัวของศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนแห่งชาติ (ศตช.) ในปี พ.ศ.2547 พบว่ามีคนจนและเกษตรกรรายย่อย มาขึ้นทะเบียนเพื่อขอรับความช่วยเหลือด้านที่ดินกว่า 4 ล้านคน (ใช้เกณฑ์รายได้คนจนที่ต่ำกว่า 20,000 บาทต่อปี) และยืนยันต้องการความช่วยเหลือจำนวน 2,217,546 ราย ซึ่งจำแนกเป็น ไม่มีที่ดินทำกินจำนวน 889,022 ราย, มีที่ดินทำกินแต่ไม่เพียงพอ จำนวน 517,263 ราย และมีที่ดินแต่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ 811,279 ราย

และเมื่อนำตัวเลขการถือครองที่ดินของคนรวยหรือผู้มีอิทธิพลมานับรวมกันแล้วก็เห็นความชัดเจนยิ่งขึ้นว่า จากจำนวนการถือครองที่ดินร้อยละ 90 ของ165.5 ล้านไร่นี้  อยู่ในมือคนเพียง 10 ตระกูลเท่านั้น ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ครอบครองที่ดินที่เหลืออีก 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และคนจำนวนนับล้านไม่มีที่ดินทำกิน

DSC_0188_resize.JPG

หลายปีที่ผ่านมา สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนได้สนับสนุนให้องค์กรชุมชน ชาวบ้าน ได้ฝึกจัดทำระบบสารสนเทศ GIS เป็นการจัดทำข้อมูลที่ดินโดยใช้เครื่อง GPS จับพิกัดรายแปลงเพื่อกำหนดพื้นที่ที่ดินทำกินของชาวบ้านให้ชัดเจน รวมถึงฝึกให้ผู้คนในชุมชนได้มองเห็นภาพรวมในชุมชนของตนเองให้ออกว่า ในภาคการเกษตรของแต่ละคนนั้นใครกำลังปลูกอะไรเพื่อจะได้กำหนดผังตำบลให้เหมาะสมกับวิถีเพาะปลูก ระบบน้ำ ความเป็นอยู่ และกำหนดการผลิตภาคเกษตรและเศรษฐกิจชุมชนได้

__.jpg
นายนภภู ไชยวุฒิ หัวหน้าปฏิบัติการบ้านมั่นคงและที่ดินภาคเหนือ ได้กล่าวถึงการสนับสนุนการจัดระบบสารสนเทศของชาวบ้านนี้ว่า “ปกติในการต่อสู้เรื่องสิทธิที่ดินทำกินของพี่น้องชาวบ้าน มักไม่ค่อยมีข้อมูลอะไรในมือ นอกจากคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ว่าเราอยู่ที่นี่มานาน ให้ดูพืชผลเรือกสวนไร่นาต้นไม้เก่าแก่ หรือบางทีก็ต้องออกไปเคลื่อนไหว เราเลยคิดว่า เราจะต้องทำการจัดเก็บระบบข้อมูลในการดึงพี่ดึงน้องมาช่วยกันทำข้อมูลของพวกเขาด้วยตนเอง โดยเชิญภาครัฐที่เกี่ยวข้อง อย่างป่าไม้ ท้องถิ่น สำนักงานที่ดิน มามีส่วนร่วมในระหว่างการเก็บข้อมูลร่วมกัน เพื่อให้เป็นชุดข้อมูลที่หลายฝ่ายเป็นพยานได้

ซึ่งข้อมูลที่เกิดจากการใช้เครื่องมือ GPS นี้ พี่น้องเราสามารถเรียนรู้ได้ ใช้ได้เอง ไม่ได้ยากเกินไป เมื่อพวกเขาทำ ก็จะสามารถมองเห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น มองเห็นขอบเขตที่ดินของตนเอง ของป่าไม้ ของภาครัฐ ยิ่งทำให้เข้าใจบริบทของสภาพแวดล้อมตนเองได้มากยิ่งขึ้น

ข้อดีของการจัดเก็บข้อมูล GPS ด้วยตนเอง ไม่ใช่แค่ได้ผลลัพธ์ในเรื่องของการจัดระบบข้อมูลสารสนเทศหรือ GIS รองรับที่ดินทำกินของชาวบ้านเท่านั้น แต่ยังทำให้ชาวบ้านได้ลุกขึ้นมาทำงานร่วมกัน เป็นการดึงจิตใจพี่น้องในชุมชนได้มองเห็นผังรวมของตำบลตนเอง เห็นว่าที่ดินแปลงใดเป็นของใคร ใครปลูกอะไรอยู่ ซึ่งมันจะนำไปสู่การวางแผนการพัฒนาทุกมิติได้ด้วย รวมถึง การนำไปสู่ข้อตกลงร่วมกันของคนในชุมชนว่า ตอนนี้เรามีที่ดินทำกินเท่านี้ เราจะต้องตกลง เป็นพันธะสัญญาต่อกันว่าจะต้องไม่มีการบุกรุกเพิ่ม หากวันข้างหน้า ถ้าข้อมูลที่ดินเปลี่ยนแปลงไปจากที่เราจับกันวันนี้ ใครบุกรุกเพิ่ม เราจะรู้ และมีการลงโทษตามที่เราได้มีมติ ออกแบบกฎเกณฑ์กติการ่วมกัน ซึ่งการทำข้อมูลแบบนี้จะเป็นการการันตีให้หน่วยงานต่างๆ ได้รับทราบว่า พี่น้องสามารถอยู่ร่วมกันป่าได้ เป็นความมั่นคงในอนาคตได้”

CM220358.06_resize.JPG
การจับพิกัดรายแปลงกำหนดพื้นที่ที่ดินทำกินของชาวบ้านนี้ นับได้ว่าเป็นก้าวที่สำคัญมากของแนวทางการจัดการที่ดินโดยชาวบ้าน หรือโดยชุมชน ซึ่งมีความมุ่งมั่น และความพร้อมที่จะใช้เหตุและผล ใช้ข้อมูล มาชี้แจงต่อภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกรณีที่มีปัญหาที่ดินทับซ้อน แต่ขณะเดียวกันข้อมูลบนระบบสารสนเทศนี้ ยังจะสามารถกำหนดคุณภาพชีวิตด้านอื่นๆ ได้อีกด้วย ดังที่นายนภภู ชัยวุฒิ ได้กล่าวว่าสามารถนำไปวางแผนการพัฒนาได้ทุกมิติ

ซึ่งปัจจุบันนี้ชุมชนที่ได้จัดระบบข้อมูล GIS มาดีแล้ว สามารถนำผังรวมตำบลมากำหนดแนวทางในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนได้อีก อันจะทำให้มองเห็นแนวทางการผลิตในวันข้างหน้าได้อย่างเป็นระบบและชัดเจน

DSC_0012_resize.JPG

DSC_0190_resize.JPG

 

บทความโดย :  สร้อยแก้ว คำมาลา


           






แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter