playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

                                                                                                                                           บทความโดย สร้อยแก้ว คำมาลา

10556922_561972617304070_2239587298831659011_o.jpg

หลังความสูญเสียของนักพัฒนาเอกชนอาวุโส และผู้นำคนสำคัญของขบวนองค์กรชุมชนภาคเหนือ คุณสวิง ตันอุด ที่ได้ล่วงลับไปเมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๕๙ คำถามสำคัญของผู้คนมากมายที่ได้ร่วมงาน ทั้งผู้ใกล้ชิด เกี่ยวข้อง และผู้ที่อยู่ห่างๆ แต่ติดตามการทำงานของคุณสวิง ตันอุด มาตลอด ต่างคล้ายกันว่า เมื่อสิ้นคุณสวิงแล้ว จากนี้ไปเรื่องของการกระจายอำนาจจะดำเนินต่อไปอย่างไร จะจบลงด้วยหรือไม่ ยิ่งในสถานการณ์การเมืองที่ไม่ปกติ ความคิดเรื่องการปฏิรูปจะเป็นจริงได้แค่ไหน ดังที่ใครๆ เชื่อกันว่า “การปฏิรูปเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มีการกระจายอำนาจ”

12495921_561969820637683_3395417622611720889_o.jpg
ย้อนเส้นทางการเริ่มต้นแนวทางการกระจายอำนาจที่เครือข่ายจังหวัดจัดการตนเองทั่วประเทศได้ริเริ่มผลักดัน และเห็นภาพการขับเคลื่อนอย่างชัดเจนที่สุดตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ เป็นต้นมา คงต้องเริ่มกันตั้งแต่ รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ที่เปิดทางการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ดัง มาตรา ๒๘๓ ระบุว่า ท้องถิ่นใดมีลักษณะที่จะปกครองตนเองได้ ย่อมมีสิทธิ์ที่จะได้รับการจัดตั้งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ

แต่สิบกว่าปีที่ผ่านไปหลังมีรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ เส้นทางการการกระจายอำนาจให้ประชาชนก็ยังไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเท่าใดนัก จนมาถึงรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ซึ่งได้มีการระบุมอบอำนาจให้กับท้องถิ่น  โดยในมาตราที่ ๗๘ วงเล็บ ๓ ระบุว่า กระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพึ่งตนเองและตัดสินใจในกิจการ

12829188_561966490638016_2675282290979174317_o.jpg
จึงทำให้ภาคประชาชนเห็นช่องทางที่จะผลักดันแนวทางการกระจายอำนาจสู่ประชาชนได้อย่างจริงจังมากขึ้น โดยเฉพาะในปี  ๒๕๕๔ คณะกรรมการปฏิรูปในยุคแรก ได้มีการผลักดันนโยบาย “ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน” ซึ่งก็คือการกระจายอำนาจนั่นเอง จึงทำให้มีการขับเคลื่อนของภาคประชาชน ภาคประชาสังคม นักวิชาการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นักพัฒนาเอกชน รวมถึงหน่วยงานของรัฐที่มีบทบาทหน้าที่ในการสนับสนุนชุมชนในพื้นที่ เช่น สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ สภาพัฒนาการเมือง สถาบันพระปกเกล้า ฯลฯ พร้อมใจกันรณรงค์แนวคิดเรื่องจังหวัดจัดการตนเอง โดยคุณสวิง ตันอุด นับเป็นโต้โผคนสำคัญในการขับเคลื่อนครั้งนี้ ซึ่งได้เดินทางอภิปราย ให้ความรู้เรื่องการกระจายอำนาจให้กับชุมชนที่สนใจทั่วประเทศมาตลอด ๕ ปีที่ผ่านมา

การประเดิมมิติการกระจายอำนาจจากภาคประชาชนสะท้อนภาพที่ชัดเจนต่อสาธารณะครั้งแรก เมื่อ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕ ซึ่งเจ็ดจังหวัดจากทุกภูมิภาคได้ประกาศเจตนารมณ์และแสดงความพร้อมที่จะจัดการตนเอง ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดขอนแก่น จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดยะลา-ปัตตานี จังหวัดภูเก็ต และกรุงเทพฯ

ซึ่งแม้ว่ากรุงเทพจะมีการเลือกตั้งผู้ว่าโดยตรงอยู่แล้ว แต่กรุงเทพกลับมีกลไกการบริหารที่รวมศูนย์ โดยเอาอำนาจเขตมาขึ้นตรงกับ กทม. โดยคุณสวิง ตันอุด ได้เคยกล่าวว่า “ถ้าใครจะยกตัวอย่างกทม. เป็นจังหวัดปกครองตนเองนี่ผิดทันที เพราะการกระจายอำนาจแบบกทม. เอาอำนาจมารวมศูนย์ที่กทม. แล้วเขตก็ถูกควบคุมโดยกทม. การกระจายอำนาจยากกว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเสียอีก  และผอ. เขตแต่ละเขตถูกแต่งตั้งมานะครับ แต่ต่างจังหวัดนั้นระบบส่วนปกครองท้องถิ่นอย่าง อบต. อบจ. เทศบาล เขาเลือกตั้งมา ก้าวหน้ากว่าเยอะ โครงสร้างมันเหมาะสมมากกับการกระจายอำนาจ”

 ดังนั้น หากพูดถึงการกระจายอำนาจ หรือจังหวัดปกครองตนเอง ต่างจังหวัดมีกลไกเอื้อเฟื้อให้ทำได้และเหมาะสมกว่ามาก กรุงเทพจึงร่วมประกาศเจตนารมณ์ในการจัดการตนเองด้วย

หลังการแสดงตัวของ ๗ จังหวัดที่ประกาศเจตนารมณ์ต่อแนวทางจังหวัดจัดการตนเอง คณะทำงานเครือข่ายจังหวัดจัดการตนเองก็ได้ร่วมกันรณรงค์เผยแพร่แนวคิด จังหวัดจัดการตนเอง ไปสู่จังหวัดอื่นๆ และเกิดการเคลื่อนไหวต่อเรื่องนี้ไม่น้อยกว่า ๔๐ จังหวัด มีการจัดทำ (ร่าง) กฎหมายที่เหมาะสมของพื้นที่นั้น เช่น ร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเชียงใหม่มหานคร,  ร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการปัตตานีมหานคร ฯลฯ โดยมีจุดหมายร่วมกันสำคัญสามเรื่อง คือ

๑.)  ยกเลิกการบริหารราชการส่วนภูมิภาค เหลือเพียงส่วนกลางและท้องถิ่น ยกเว้น ทหาร ระบบเงินตรา การต่างประเทศ และศาล ให้คงเอาไว้ที่ส่วนกลาง

๒.)  ทำให้ระบบการตรวจสอบมีความเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ

๓.)  ปรับโครงสร้างภาษี ให้ท้องถิ่นมีอำนาจจัดเก็บเองตามกฎหมาย

หลังจากนั้น ก็ยังมีร่างพ.ร.บ. อีกสามฉบับที่ถูกนำเสนอต่อมา ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติจังหวัดระยองจัดการตนเอง, ร่างพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดจัดการตนเอง จังหวัดอำนาจเจริญ และ ร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. .... (ฉบับประชาชน)

แต่ตลอดการขับเคลื่อนที่ผ่านมาก็ดูเหมือนว่า การขับเคลื่อนได้ชะงักลงจากความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๗ แต่หลายฝ่ายก็ยังเชื่อว่า มันยังไม่ได้สิ้นสุดหรือยุติ ช่วงเวลาที่เกิดคณะกรรมการสภาปฏิรูป ประเด็นการกระจายอำนาจจึงถูกผลักดันให้บรรจุในรัฐธรรมนูญ ซึ่งตลอดระยะเวลาเกือบสองปีที่ผ่านมา ทางเครือข่ายจังหวัดจัดการตนเองก็ได้พยายามผลักดันกันอย่างต่อเนื่องมาตลอด จวบจนคุณสวิง ตันอุด ได้ขออำลาพักผ่อนชั่วนิรันดร์ แต่คนที่ยังอยู่ก็ยังคงแน่วแน่ ยืนหยัดที่จะต่อสู้ในหนทางการกระจายอำนาจสู่ประชาชนต่อไป

resize.JPG
ปัณรส บัวคลี่ หนึ่งในภาคสื่อพลเมืองและเกาะติดการขับเคลื่อนเรื่องจังหวัดจัดการตนเองมาโดยตลอดได้กล่าวว่า “หลายคนเข้าใจว่า จังหวัดจัดการตนเอง คือการเอาอำนาจมาไว้ที่เทศบาลหรือ อบต. แต่มันไม่ใช่ มันก้าวหน้ากว่านั้น เพราะมันได้รวมเอาเรื่องแนวคิดกระจายอำนาจ โครงสร้าง หรือการบริหารที่กระจุกให้กระจาย แนวคิดจังหวัดจัดการตนเองมีความโดดเด่นที่สุดคือ ประชาชนต้องมีส่วนร่วม สามารถตรวจสอบคณะบริหารได้ มันจึงเกิดสภาพลเมือง และเป็นความแตกต่างจากแนวทางการกระจายอำนาจเดิมๆ ดังนั้น เราจะพยายามขับเคลื่อนความคิดที่ถูกต้องชัดเจนต่อไป”

วันนี้ กับกระแสรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งประเด็นการกระจายอำนาจได้ตกลงไปหรืออาจเรียกได้ว่าหายไปจากกฎหมายฉบับนี้ แต่กระนั้นทางเครือข่ายจังหวัดจัดการตนเองก็ยังเชื่อว่า เรื่องนี้ไม่ว่าช้าหรือเร็ว มันต้องเกิดขึ้นได้และเป็นจริงในสักวัน เพราะการกระจายอำนาจคือความต้องการของประชาชน และมันเป็นแนวทางที่สำคัญที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ลดความขัดแย้ง ของประเทศได้จริง

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter