playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

เพียงต้นปี๒๕๕๙ ผ่านไปไม่นาน แวดวงนักพัฒนาเอกชนก็ได้สูญเสียนักพัฒนาอาวุโสผู้ทรงคุณค่าถึงสองท่านด้วยกัน นั่นคือ คุณสวิง ตันอุด นักพัฒนาอาวุโส จังหวัดเชียงใหม่ และ คุณสนั่น ชูสกลุ นักพัฒนาอาวุโสจังหวัดสุรินทร์

4_resize.JPG
คุณสวิง ตันอุด นั้นเป็นคนเชียงใหม่โดยกำเนิด ในวัยเยาว์ฐานะทางบ้านของเขาค่อนข้างยากจน จึงทำให้เขาบวชเป็นพระเพื่อจะได้มีโอกาสทางการศึกษา กระทั่งปี 2520 เขาสอบเทียบโอนได้และสามารถสอบเข้าเรียนต่อที่คณะศึกษาศาสตร์ เอกภาษาไทย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางแสน ซึ่งระหว่างที่เรียนนั้น เขาทั้งทำงานหารายได้พิเศษเพื่อดูแลตัวเอง ขณะเดียวกันก็เป็นนักกิจกรรมตัวยงที่มีความสนใจทางการเมือง ได้รับเลือกเป็นนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางแสน และเมื่อเรียนจบเขาก็มุ่งเข็มการทำงานทำงานสายงานพัฒนามาโดยตลอด ตราบสิ้นอายุขัยของเขา โดยผลงานสุดท้ายที่เขาได้ทิ้งท้ายไว้ให้นักพัฒนารุ่นหลังๆ ได้สืบทอดเจตนารมณ์ต่อไปคือ การผลักดันให้เกิดกลไกการบริหารจังหวัดจัดการตนเอง หรือเรื่องการกระจายอำนาจสู่ประชาชนอย่างแท้จริง ดังคำกล่าวของเขาที่ว่า “ไม่กระจายอำนาจ ไม่เรียกว่าปฏิรูป”

5_resize.jpg

ขณะที่ สนั่น ชูสกุล นั้น มีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เขาเกิดและเติบโตที่นั่น จนจบชั้นมัธยมปลายและมาเรียนต่อที่คณะรัฐศาสตร์ สาขาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี ๒๕๒๕ ซึ่งเช่นเดียวกับคุณสวิง ตันอุด ที่เป็นนักกิจกรรม มีความสนใจและเคลื่อนไหวทางการเมือง เห็นอกเห็นใจผู้ด้อยโอกาสและยากไร้ในสังคม เมื่อเรียนจบเขาจึงมุ่งหน้าไปอีสาน เริ่มต้นทำงานที่จังหวัดสุรินทร์โดยให้ความสนใจในเรื่องระบบนิเวศน์ป่าบุ่งทามในพื้นที่ชุ่มน้ำของอีสานใต้ ปัญหาความไม่เป็นธรรมของชาวบ้านราษีไศลจากผลกระทบการสร้างฝายกั้นแม่น้ำมูล ที่อ.ราษีไศล จงสรีสะเกษ และยังคงทำงานเพื่อคนในพื้นที่จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิตเช่นกัน

รากแก้วหรือการก่อกำเนิดของนักพัฒนาเอกชนในเมืองไทยนั้นมีมายาวนานแล้ว ซึ่งหากนับเอายุคหลัง 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งเป็นแรงขับดันที่สำคัญของนักพัฒนาเอกชนในปัจจุบัน จะเห็นว่า ล้วนก่อเกิดมาจากความเห็นอกเห็นใจในชะตากรรมของคนยากคนจนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ยิ่งจนยิ่งเจ็บ จึงทำให้นักศึกษาไทยที่สนใจในปัญหาบ้านเมืองยามนั้น เกิดแรงใจในการอุทิศตนเองเพื่อช่วยเหลือพี่น้องคนยากไร้ให้มีโอกาสชีวิตที่ดีขึ้น เกิดการตระหนักถึงสิทธิของตนเอง ตระหนักว่ามนุษย์ทุกคนแม้นเกิดมาไม่เท่าเทียมกัน แต่สิทธิแห่งความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน  เกิดความเรียนรู้ว่า ในสิทธิ์ที่เท่าเทียมนั้นทุกคนมีทางเลือกที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของตน ซึ่งรัฐต้องให้โอกาสนั้นด้วยการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ให้สิทธิในการคิด การตัดสินใจของประชาชนในพื้นที่ไม่ใช่การคอยรอรับนโยบายจากภาครัฐถ่ายเดียว และการเรียนรู้ของประชาชนนั้นควรมีสิทธิที่จะคัดค้านนโยบายขนาดใหญ่ของรัฐที่เข้ามามีผลกระทบต่อชีวิตตนได้ด้วย นั่นคือ สิ่งที่นักพัฒนาเอกชนรุ่นหลัง 6 ตุลาคม 2519 ได้พยายามเข้าไปจัดตั้งกลไกความเชื่อมั่นให้กับขบวนพี่น้องรากหญ้า

กับบทบาทกับการทำงานที่ทำด้วยหัวใจและหลายเรื่องเป็นความล้มเหลวของภาครัฐ จึงทำให้ระยะหลังหน่วยงานภาครัฐให้ความสนใจและเห็นถึงความสำคัญในการทำงานของนักพัฒนาเอกชนมากขึ้น การประสานงานเพื่อจะทำงานร่วมกันจึงเกิดขึ้น

3_resize.jpg

เดโช ไชยทัพ นักพัฒนารุ่นกลางที่ยังคงยืนหยัดบนเส้นทางนี้ได้กล่าวว่า “เราพอจะนึกออกไหมว่า แต่ก่อนเวลากรมป่าไม้กับชาวบ้านมีปัญหากันหนัก ประกาศพื้นที่อนุรักษ์แต่ละครั้งชาวบ้านจะถูกดำเนินคดีกันเยอะ แต่เดี๋ยวนี้น้อยลงแล้วนะ จะมีก็เป็นบางพื้นที่ที่เป็นข่าวอยู่ แต่ส่วนใหญ่มีการรอมชอม พูดคุยกันมากขึ้น คนของภาครัฐฟังเสียงชาวบ้านมากขึ้น นี่เป็นพัฒนาการของการทำงานสายงานพัฒนาเอกชน หรือที่เราเรียกเอ็นจีโอ เขาฟังเรามากขึ้น ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดี เราไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกับรัฐไปตลอดแต่หาทางออกไม่ได้ แต่อันไหนที่เราเห็นว่ามันกระทบกับพี่น้อง พี่น้องไม่ยอม ยอมไม่ได้ ก็ว่ากันไป เราก็มีจุดยืนที่จะเอาผลประโยชน์ของพี่น้องเป็นหลัก”

ผลงานการทำงานของนักพัฒนาเอกชน หรือเอ็นจีโอ ที่มีเส้นทางการทำงานมายาวนานจนเห็นผลงาน จึงทำให้สังคมและภาครัฐมองเห็นและนับวันก็มีความสำคัญ มีอิทธิพลต่อสังคมวงกว้าง ทั้งในมิติความคิดและการเคลื่อนไหวทุกครั้ง ทว่า เส้นทางอันยาวไกลนานนับหลายสิบปีนี้เองที่หลายคนก็เริ่มโรยรา ทยอยจากทยอยป่วย เอ็นจีโอรุ่นใหม่ซึ่งถือไม้ผลัดต่อไปนี้พวกเขาจะคิดหรือรู้สึกอย่างไรกันบ้าง

2_resize.jpg

นางสาวดรุณี ร่องพืช คนทำงานสนับสนุนคุณสวิง ตันอุด ต่อประเด็นจังหวัดจัดการตนเอง ได้กล่าวถึงบรรยากาศของคณะทำงานหลังการสูญเสียคุณสวิงว่า ทุกคนยังกำลังใจดี และไม่ได้แผ่วต่อเรื่องนี้ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องขบวนขนาดใหญ่ไม่ใช่พี่สวิงคนเดียว

“ที่ผ่านมาพี่สวิงเป็นแกนนำสำคัญเชิงโครงสร้างในเรื่องการกระจายอำนาจ ซึ่งแนวคิดมันถูกกระจายไปทั่วประเทศ มันเหมือนกับฝังรากในวิธีคิดให้กับระดับแกนนำพื้นที่ให้มีความมั่นคงว่าจะขับเคลื่อนเรื่องนี้ ซึ่งในกลุ่มเครือข่ายยังตระหนักถึงความหมายของการจัดการตนเอง ยังเคลื่อนอยู่ ท้องถิ่นเองก็ทำงานกันดีอยู่แล้ว แต่เชิงโครงสร้างมันอ่อนลง อาจเพราะบรรยากาศการเมืองตอนนี้มันขยับอะไรยากไปหมด แต่โดยส่วนตัวอยากให้คนทำงานในเครือข่ายได้มองเห็นความสำคัญเรื่องโครงสร้างให้มีอำนาจอย่างแท้จริง

แต่อุปสรรคมันก็มีหลายปัจจัยอย่างแรกคือ บรรยากาศทางการเมือง อย่างที่บอกว่ามันขยับยาก อึดอัด และข้อจำกัดในงบประมาณแหล่งทุนที่สนับสนุน แต่การจัดการตนเองนี้ถ้าไม่มีการทำให้เกิดขึ้นจริง ทั้งให้มีความสมดุลในเรื่องจิตสำนึกและการกระตุ้นเชิงโครงสร้างให้มีอำนาจบริหารเกิดขึ้นจริง ปัญหาประเทศจะวนเวียนกลับมาอย่างนี้ไม่สิ้นสุด เพราะการรวมศูนย์อำนาจมันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำของสังคม”

1_resize.jpg

ขณะ นักพัฒนารุ่นใหม่อีกคน ซึ่งเรียกตัวเองว่า เอ็นจีโอ เต็มปากเต็มคำ นายณัฐวุฒิ อุปปะ จาก มูลนิธิคนเพียงไพร ได้สะท้อนถึงสภาวะการเปลี่ยนผ่านนี้ว่า มีส่วนที่จะทำให้ประเด็นงานนั้นๆ แผ่วลง เพราะที่ผ่านมา ผู้นำประเด็นแต่ละเรื่องค่อนข้างโดดเด่นมาก แต่คนถัดจากนี้ที่จะมาพูดเรื่องเดียวกันในระดับใกล้เคียงมันหายไป เหลือแต่เด็กๆ ที่ทิ้งช่วงกันไกล ดังนั้น อย่างกรณีคุณสวิงหรือคุณสนั่น จากไป ในมุมของเขา เขาเห็นว่ามันทำให้ประเด็นเรื่องราวที่พี่ๆ ผลักดันมาตลอดนั้นแผ่วลง

“หรือยกตัวอย่างประเด็นที่ดิน ถ้าเราจะสัมภาษณ์คนที่พูดถึงปัญหาที่ดินได้ดีถัดจากพี่ประยงค์ ดอกลำไย ในภาพรวมของประเทศ ใครจะพูดได้ เพราะช่วงของพี่ประยงค์กับเด็กรุ่นหลังห่างไกลกันมาก คนทำงานรุ่นใหม่ๆ ก็จะเกาะอยู่กับพื้นที่ของตนเอง สื่อมวลชนทุกคนมีอะไรก็จะถือไมค์ไปหาคุณประยงค์คนเดียว”

ดังนั้น ปัญหาที่ณัฐวุฒิเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญคือ ไม้ต่อจากเอ็นจีโอหัวกะทินี้จะต้องมีความใกล้เคียงกันให้มากขึ้น  

“สมมติภาพให้เห็นชัดขึ้นนะ สมมติถ้าพี่ๆ เป็นต้นมะม่วง คนอย่างพี่ประยงค์ พี่บรรจง เป็นต้นมะม่วง ส่วนน้องๆ ที่ทำงานด้วยเป็นลูกมะม่วง เข้าใจไหมครับ มันไม่ใช่ต้นกล้า ถ้าต้นมะม่วงหมดอายุขัย ต้นกล้าที่จะขึ้นมาแทน มันยังเป็นลูกมะม่วงอยู่ กว่าจะสุก กว่าจะเป็นเมล็ด และแทงต้นขึ้นมา มันไม่ทันกัน”

และอีกประเด็นหนึ่งที่เขาเห็นว่าจุดอ่อนของนักพัฒนารุ่นหลังซึ่งแตกต่างจากรุ่นพี่ๆ คือการเชื่อมต่อของเอ็นจีโอรุ่นใหม่ในแต่ละภูมิภาคไม่เหนียวแน่น เพราะรุ่นก่อนนั้นแม้นอยู่คนละภาคแต่รู้จักกันหมด แต่เอ็นจีโอรุ่นหลังทุกคนจะอยู่แต่ในพื้นที่ของตัวเอง ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พลังโดยรวมของเอ็นจีโออ่อนลง

“ส่วนข้ออ่อนอีกข้อคือ การเป็นนักพัฒนามันยากจน มันไม่มีเงิน ซึ่งตรงนี้มันทำให้ขบวนนักพัฒนาเอกชนแผ่วไปเหมือนกัน ความเห็นของผม เราต้องทำให้สังคมรู้ให้ได้ว่า เอ็นจีโอมีความสำคัญต่อสังคมอย่างไร เอ็นจีโอไม่ใช่ประชาสังคมนะครับ ประชาสังคมมีความหมายกว้าง เพราะพ่อค้า คนเลี้ยงกล้วยไม้ก็นับเป็นประชาสังคม เขาไม่ได้มีหน้าที่มาตรวจสอบรัฐ ไม่ได้มาตั้งคำถามกับรัฐ หลายเรื่องที่รัฐโยนนโยบายบางอย่างมาให้เขาก็รับไปทำ แต่เอ็นจีโอเรามีหน้าที่ตรงนี้ เรามีหน้าที่ตั้งคำถามกับรัฐ ไม่โอนอ่อนกับรัฐในเรื่องไม่ถูกต้อง”

สำหรับเขานั้น ในมุมของความท้อแท้ ล้มเลิก ต่อการงานนั้น เขาไม่คิดล้มเลิก ไม่ถอย และการเจ็บการตายเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่กับปัญหาและอุปสรรค ควรจะรีบอุดช่องโหว่ เพื่อรับมือให้ทันการยามที่มีการสูญเสียเกิดขึ้น

แน่นอนว่า หากนับพลังขับเคลื่อนสังคมของคนยุค 14 ตุลา 2516 หรือ 6 ตุลา 1519 นักกิจกรรมรุ่นหนุ่มสาวในวัยนั้นกำลังเข้าสู่วัยร่วงโรยชรา แต่นักพัฒนารุ่นใหม่ๆ ก็ยังแข็งขัน ปักหลักกันเหนียวแน่น แม้นว่าอาจมีความเห็นแตกต่างกันบ้าง แต่ก็ยังนับเป็นความหวังให้กับสังคมไทยได้อย่างแน่นอน  

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter