บทความโดย สร้อยแก้ว คำมาลา

ย้อนไปประมาณเมื่อยี่สิบปีก่อน ตอนนั้นหลายคนคงนึกไม่ถึงว่าความเปลี่ยนแปลงของการแปลงข้อมูลสัญญาณคลื่นความถี่ให้เหลือเพียงตัวเลข 1 กับ 0 จนกลายเป็นระบบดิจิทัลจะกลายเป็นความเปลี่ยนแปลงระบบสารสนเทศขนานใหญ่ของโลก ทำให้วิวัฒนาการด้านการสื่อสารเติบโตไปอย่างรวดเร็วกระทั่งว่าหลายคนรุ่นเก่าอาจปรับตัวไม่ทัน แต่หลายคนก็ปรับตัวทันและใช้เทคโนโลยีการสื่อสารสมัยนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โลกยุคดิจิทัล ทำให้ช่องทางการสื่อสารเกิดขึ้นมากมายไปหมด ทั้งคลื่นวิทยุ สัญญาณโทรทัศน์ และกระนั้นก็ยังไม่ทรงพลังเท่าช่องทางการสื่อสารจากโลกอินเตอร์เน็ตที่เกิดปรากฎการณ์สังคมโซเชียลมีเดีย อันมีเครื่องมือสำคัญคือ Facebook ที่ มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ผู้ริเริ่มคิดค้นและก่อตั้งเฟซบุ๊คขึ้นมาได้สร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ของคนในโลกขึ้นมาใหม่ สอดรับกับ Google และ Youtube ที่พร้อมจะให้ทุกคนได้สืบค้นหาข้อมูลภาพและเสียงได้ แม้แต่ในอดีตที่ว่าหากันยากเย็น ก็อาจจะมาปรากฎให้เห็นอีกครั้ง (ถ้าเพียงแต่มีใครสักคนเคยบันทึกหรือเหตุการณ์ในอดีตไว้และนำมาแบ่งปันให้ทุกคนเห็นในโซเชียลมีเดีย)
โลกยุคดิจิทัลยังทำให้การสื่อสารยิ่งคล่องตัว สะดวก รวดเร็ว ขึ้นไป เมื่อบริษัทผลิตโทรศัพท์มือถือก็ได้พัฒนาโทรศัพท์มือถือจนกลายเป็นสมาร์ทโฟน ซึ่งก็คือคอมพิวเตอร์ขนาดจิ๋ว ที่ใช้คุยโทรศัพท์ได้ เปิดอินเตอรเน็ตได้ ทำได้สารพัดอย่างอย่างที่คอมพิวเตอร์ทำ ทั้งยิ่งนานวันก็ยิ่ราคาถูก ทำให้ทุกคนเข้าถึงได้หมด

เมื่อโลกย่อลงมาอยู่ในสมาร์ทโฟน (หลายคนยังสมัครใจเรียก โทรศัพท์) และทุกคนสามารถเป็นเจ้าของ จึงทำให้คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันไม่เพียงแต่จะสามารถรับรู้ข่าวสารทั่วโลกได้ทันทีที่เปิดสมาร์ทโฟนออกมาดู แต่ยังสามารถทำให้ทุกคนสามารถส่งข่าวสารของตนเองจากพื้นที่ออกสู่สายตาคนทั่วโลกได้อีกด้วย ถ้าเพียงแต่เขาจะเล่นเฟซบุ๊ค (Facebook)
Facebook เป็นเว็บไซต์ที่น่าอัศจรรย์ของเด็กหนุ่มวัยยี่สิบกว่าปี (อายุในยุคก่อตั้ง) เขาสามารถทำให้คนทั่วโลกเกือบสองแสนล้านรายชื่อ (User) มารวมกันบนโลกใบเดียวกัน สามารถรับรู้ สามารถแชร์ สิ่งที่เห็น ส่งทอดต่อๆ กันไปอย่างมีพลัง (ถ้าหากว่าเจ้าของรายชื่อตั้งค่าการมองเห็นให้เป็น สาธารณะ (Public)) และสามารถสร้างผลกระทบ สร้างผลสะเทือน สร้างความเปลี่ยนแปลง ต่อเรื่องนั้นๆ ได้จริง

ด้วยเหตุที่ว่าในโทรศัพท์หรือสมาร์ทโฟนของทุกคนสามารถบันทึกภาพถ่าย และภาพวิดีโอได้ จึงทำให้ทุกคนสามารถบันทึกภาพสำคัญๆ ที่เห็นได้ทันที และสามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้ทันทีผ่านช่องทางเฟซบุ๊ค ที่สะดวกที่สุดสำหรับช่องทางการสื่อสารในโลกวันนี้
ในภูมิภาคอาเซียน ประเทศไทยมีคนเล่นเฟซบุ๊คกว่า 36 ล้านรายชื่อ (User) ซึ่งมากเป็นอันดับสามของภูมิภาค ดังนั้น หลายคนที่ปรับตัวใช้เฟซบุ๊คอย่างเท่าทันจึงใช้เครื่องนี้ทำงานการสื่อสาร โดยไม่ต้องรอผู้สื่อข่าวหรือสื่อมวลชนคนไหน แต่ได้หยิบโทรศัพท์หรือสมาร์ทโฟนของตนออกมาทำงานได้ทันทีที่พร้อมและมีประเด็น
ปกรณ์ อารีกุล หนึ่งในนักกิจกรรมคนรุ่นใหม่ที่กลายเป็นเน็ตไอดอลคนหนึ่งในสังคมโซเชียลมีเดียของคนหนุ่มสาว ได้กล่าวว่า “บางคนอาจมองว่าการก้มหน้าเล่นโทรศัพท์เป็นสิ่งไม่ดี และพากันกล่าวถึงสังคมก้มหน้าในทางลบ ว่าไม่แคร์ไม่สนใจสังคม แต่ที่จริงแล้ว เมื่อไหร่ที่ผมก้มหน้า แท้จริงผมกำลังเปิดใจ ผมกำลังเปิดการรับรู้สู่โลกคนอื่น ฟังคนอื่น อ่านความเห็นของคนอื่น และเมื่อไหร่ที่ผมก้มหน้าเล่นเฟซบุ๊ค ผมกำลังทำงาน ผมกำลังทำงานการสื่อสารกับคน 36 ล้านคนในประเทศนี้อยู่”
จากข้อมูลของเฟซบุ๊คไทยแลนด์เมื่อต้นปี 2016 ได้เผยให้เห็นถึงความนิยมเล่นเฟซบุ๊คของคนไทยส่วนใหญ่อยู่ในวัยหนุ่มสาวและคนวัยทำงาน ขณะที่คนวัยเกษียณก็มีเล่นอยู่มิใช่น้อย และมีแนวโน้มจะเล่นมากขึ้น
ด้วยเหตุนี้ ในขบวนสายงานพัฒนาที่ทำงานกับชุมชน ซึ่งได้ตระหนักถึงความสำคัญของงานสื่อสารมาโดยตลอด จึงเริ่มเห็นถึงโอกาสและช่องทางของการสื่อสารจากพื้นที่ โดยให้คนในพื้นที่ หรือเจ้าของประเด็นมาเล่นเอง เล่าเรื่องเอง ส่งข่าวเอง โดยผ่านช่องทางเฟซบุ๊ค หรือ Youtube เพราะว่า เจ้าของพื้นที่ เจ้าของประเด็นงาน ย่อมจะสื่อสารเรื่องราวของตนเองได้ดีกว่า มีข้อมูลที่ถูกต้อง และตรงกับความต้องการของชุมชนที่จะบอกเล่าข่าวสารออกไป

หลายปีที่ผ่านมา สำนักสื่อสารการพัฒนา สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ได้เล็งเห็นความสำคัญของการสื่อสารจากชุมชน และได้ให้การสนับสนุน ผลักดันมาตลอด กระทั่งปัจจุบันนี้ เมื่อการออกแบบโปรแกรมตัดต่อถูกทำให้ทำงานง่ายขึ้น สามารถตัดต่อจากมือถือได้ ในปี ๒๕๕๙ ทางสำนักสื่อสารการพัฒนา จึงได้เปิดเวทีอบรมให้กับนักสื่อสารชุมชนทั่วประเทศครบทุกภูมิภาคจนเกิดนักสื่อสารชุมชนกว่าสองร้อยคนจากทุกจังหวัด และยังสนับสนุนนักสื่อสารชุมชนต่อประเด็นต่างๆ ทั้งเรื่อง เศรษฐกิจฐานราก ชีวิตคนคูคลอง หรือการสื่อสารจัดการความรู้ เพื่อให้คนทำงานพัฒนาได้นำทักษะการสื่อสารนี้เผยแพร่เรื่องราวประเด็นงานสู่สังคม อันจะทำให้สังคมมีความเข้าใจในมิติของชุมชนได้ดีขึ้น

แต่แน่นอนว่า แม้ความความเติบโตของโลกยุคดิจิทัลจะทำให้ทุกคนสามารถสื่อสารได้ทันทีที่ต้องการ (ถ้าแบตเตอรี่สมาร์ทโฟนไม่หมดเสียก่อน) กระทั่งว่าวันนี้ทุกคนสามารถถ่ายทอดสด (Live) ภาพเคลื่อนไหว (VDO) ลงบนเฟซบุ๊คได้แล้ว กระนั้น สิ่งสำคัญที่สุดที่อาจารย์ พิภพ พานิชภักดิ์ นักผลิตสารคดีอิสระ ได้ฝากย้ำกับทุกคนในทุกเวทีที่ได้พบปะกันตลอดมาก็คือ
คุณจะสื่อสารอะไร ?
และ
ใครคือผู้ชมของคุณ ?
เทคนิคต่างๆ มีอยู่มากมาย จากวิทยากรหลายๆ คนที่ได้เคยถ่ายทอดให้ความรู้และแลกเปลี่ยน แม้นว่าใครเชี่ยวชาญ ชำนาญแล้ว คำถามสำคัญสองข้อนี้หากตอบได้ก่อนลงมือปฏิบัติ ก็จะทำให้เป้าหมายของการทำงานบรรลุผล





