
อ.แกลง จ.ระยอง/ สภาองค์กรชุมชนตำบลทางเกวียนร่วมกับเทศบาลตำบลปากน้ำประแสเตรียมผลักดันการทำธุรกิจท่องเที่ยวชุมชนครบวงจรสนองนโยบายประชารัฐ โดยจะชวนตำบลที่อยู่รอบแม่น้ำประแสมาเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยว ชูของดีของแต่ละตำบล เช่น การท่องเที่ยวตามรอยเส้นทางเดินทัพของพระจ้าตาก โบสถ์เก่าอายุกว่า 200 ปี บ้านไม้โบราณ ชุมชนชายทะเล “ทุ่งโปรงทอง” ป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ อาหารและสมุนไพรท้องถิ่น ล่องเรือชมวิถีชีวิตคนลุ่มน้ำประแส ฯลฯ หวังสร้างรายได้และส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน


“แกลงโมเดล” เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวชุมชนทั้งอำเภอ
นางณัฏฐ์ธัญศา เจริญวงศ์ ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลทางเกวียน อ.แกลง จ.ระยอง กล่าวว่า ตำบลทางเกวียนได้ใช้เวทีสภาองค์กรชุมชนฯ จัดประชุมชาวบ้านทุกวันที่ 19 ของเดือน เพื่อเป็นเวทีเสนอความคิดเห็นและแนวทางการพัฒนาชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลทางเกวียนได้เห็นชอบให้จัดทำโครงการ “ท่องเที่ยวชุมชนบนวิถีไทย” เพราะในตำบลทางเกวียนมีแหล่งท่องเที่ยวชุมชนอยู่หลายหมู่บ้าน เช่น ที่หมู่ 1 บ้านหนองน้ำขาว มีหนองน้ำพื้นที่ประมาณ 100 ไร่ มีสภาพร่มรื่นสามารถพัฒนาเป็นสถานที่พักผ่อนและเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพราะอยู่ใกล้กับถนนเลี่ยงเมืองที่กำลังก่อสร้าง มีพระพุทธรูปจำนวนมากที่แกะสลักจากไม้กันเกราและมีความสวยงามประดิษฐานอยู่ที่วัดหนองกันเกรา มีโบสถ์เก่าอายุกว่า 200 ปี มีศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินที่วัดราชบัลลังก์ ซึ่งเคยเป็นจุดพักรวมพลก่อนยกทัพเข้าตีเมืองจันทน์
“นอกจากนี้ก็ยังมีสินค้าจากชุมชนอีกหลายอย่าง เช่น เสื้อผ้าบาติกที่ตัดเย็บโดยกลุ่มแม่บ้าน หมวกใบลาน กล้วยน้ำว้า 3 น้ำ (น้ำจืด น้ำเค็ม น้ำกร่อย) มีรสชาติหวานอร่อยกว่ากล้วยน้ำว้าทั่วไป มีกะปิ น้ำปลา ปลาเค็ม ไข่เค็ม อาหารทะเลสดๆ ทุเรียนทอด ขนมเปี๊ยะ ข้าวอินทรีย์ น้ำสมุนไพรจากลูกลำแพน ผักกระชับซึ่งกำลังเป็นที่นิยมของตลาดและมีการเพาะปลูกอยู่ที่ตำบลทางเกวียนเพียงแห่งเดียว ซึ่งแหล่งท่องเที่ยวและสินค้าชุมชนต่างๆ เหล่านี้เราจะนำมาเชื่อมโยงเป็นเส้นทางท่องเที่ยวร่วมกับตำบลอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียงและอยู่บนลุ่มน้ำประแส เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนร่วมกันในเร็วๆ นี้” ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลทางเกวียนกล่าว
นางนันทา บุญช่วยเหลือ ปลัดเทศบาลตำบลปากน้ำประแส กล่าวว่า เทศบาลตำบลปากน้ำประแสเริ่มทำงานร่วมกับสภาองค์กรชุมชนตำบลทางเกวียนโดยเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยวชุมชน เช่น มีการจัดทำเส้นทางท่องเที่ยวทางเรือเพื่อศึกษาธรรมชาติและวิถีชีวิตชุมชนคนลุ่มน้ำประแส โดยเริ่มจากหมู่ที่ 6 บ้านทะเลน้อย ตำบลทางเกวียน เพื่อดูการปลูกผักกระชับ ดูโบสถ์เก่าอายุกว่า 200 ปีที่วัดราชบัลลังก์ และสักการะศาลสมเด็จพระเจ้าตากสิน หลังจากนั้นจึงล่องเรือชมธรรมชาติแม่น้ำประแส แล้วมาขึ้นเรือที่ปากแม่น้ำประแสซึ่งเป็นชุมชนประมงเก่าแก่ เที่ยวชมบ้านไม้เก่าในเขตเทศบาลตำบลปากน้ำประแส แล้วไปเดินศึกษาเส้นทางธรรมชาติ “ทุ่งโปรงทอง” ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ซึ่งเป็นป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยต้นโปรง โกงกาง แสม ลำพู และเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำวัยอ่อน นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังสามารถขี่จักรยานเที่ยวชมชุมชนเลียบชายทะเลได้ด้วย
“เมื่อก่อนชาวบ้านที่ปากน้ำประแสส่วนใหญ่จะมีอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการประมง แต่เมื่อเกิดปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาเรื่องแรงงานเทศบาลจึงสนับสนุนเรื่องท่องเที่ยวชุมชนเพื่อให้ชาวบ้านมีรายได้ทดแทน เช่น สนับสนุนชุมชนให้ร่วมกันจัดงาน ‘ถนนคนเดิน บ้านเก่าริมน้ำประแส’ เพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนและชิมอาหารพื้นบ้าน อาหารทะเล โดยงานนี้ได้จัดขึ้นมานานประมาณ 10 ปีแล้ว ปัจจุบันจะจัดทุกวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ของทุกต้นเดือน ซึ่งผลจากการจัดงานถนนคนเดินมาอย่างต่อเนื่องทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาที่ปากน้ำประแสในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ ประมาณ 10,000 คน หากเป็นวันหยุดเทศกาลก็จะมีนักท่องเที่ยวมากขึ้นอีก ทำให้เกิดธุรกิจโฮมสเตย์ซึ่งเป็นของชุมชนเกิดขึ้นเกือบ 20 ราย สร้างรายได้และสร้างงานให้ชุมชนได้เป็นอย่างดี” ปลัดเทศบาลตำบลปากน้ำประแสกล่าว
นายอริยธัช ขวัญเมือง กองเลขานุการขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดระยอง กล่าวว่า ขบวนองค์กรชุมชนในจังหวัดระยองจะร่วมขับเคลื่อนนโยบายประชารัฐเศรษฐกิจฐานรากในกลุ่มคลัสเตอร์เกษตรอินทรีย์และการท่องเที่ยวชุมชน โดยเฉพาะการท่องเที่ยวชุมชนนั้นจะร่วมกับสภาองค์กรชุมชนตำบลและเทศบาลตำบลต่างๆ ที่อยู่ในลุ่มน้ำประแส เช่น ตำบลทางเกวียน ทุ่งควายกิน เนินฆ้อ ปากน้ำประแส ฯลฯ จัดประชุมภายในเดือนกรกฎาคมนี้ เพื่อวางแผนงานการท่องเที่ยวชุมชนร่วมกัน โดยจะเน้นการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์และวัฒนธรรม นำเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ เช่น เส้นทางเดินทัพของพระเจ้าตากผ่านเมืองแกลงเพื่อเข้าตีเมืองจันทบุรี รวมทั้งรวบรวมข้อมูลประวัติการก่อตั้งชุมชนเพื่อให้เกิดการศึกษาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของชุมชนท้องถิ่น
“หลังจากที่ได้ข้อมูลมาแล้ว เราจะนำมาผลิตเป็นสื่อ เช่น จัดทำเป็นคลิปวิดีโออัฟโหลดลงในยูทูปเพื่อแนะนำแหล่งท่องเที่ยวชุมชนในอำเภอแกลง ผลิตโบชัวร์หรือแผ่นพับเพื่อแนะนำโปรแกรมการท่องเที่ยวชุมชน โดยจะนำแผ่นพับไปวางแจกนักท่องเที่ยวตามโรงแรมหรือรีสอร์ทต่างๆ ในจังหวัดระยอง เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รับข้อมูลและมีทางเลือกในการท่องเที่ยวมากขึ้น นอกจากนี้ก็จะต้องเพิ่มช่องทางการขายสินค้าชุมชนผ่านทางสื่อออนไลน์ เช่น การขายกุ้ง ปูทะเล ปลาทะเลสด โดยการบรรจุกล่องโฟมแช่เย็นส่งทางรถทัวร์ เพื่อให้ชาวบ้านขายอาหารทะเลได้ตามราคาตลาดให้แก่ผู้บริโภคโดยตรง ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ซึ่งวิธีการดังกล่าวนี้จะทำให้ชาวบ้านและชุมชนได้รับประโยชน์จากการขายสินค้าและบริการมากขึ้น” นายอริยธัชยกตัวอย่าง

“ผักกระชับ-น้ำลำแพน-ชาใบขลู่” และเส้นทางเดินทัพพระเจ้าตากสิน ตัวอย่างการสร้างสินค้าและอัตลักษณ์ชุมชนคนเมืองแกลง
อำเภอแกลงมีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเล ขณะเดียวกันก็มีแม่น้ำประแสซึ่งมีต้นกำเนิดจากเทือกเขาชะเมาไหลผ่านพื้นที่หลายตำบล ก่อนจะไหลลงสู่ทะเลที่ปากน้ำประแส สภาพภูมินิเวศน์ชายฝั่งจึงประกอบไปด้วยพื้นที่น้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม ดังนั้นพื้นที่แถบนี้จึงสามารถทำนาปลูกข้าวได้ ผลพลอยได้จากการทำนาก็คือจะมีพืชชนิดหนึ่งที่ชาวบ้านเรียกกว่า “กระชับ” (ออกเสียงตามสำเนียงคนระยองว่า “กระฉับ” ) เกิดขึ้นในท้องนา ผักกระชับนี้ชาวบ้านจะนิยมเอาต้นอ่อนมาใส่ในแกงส้ม กินกับน้ำพริก หรือนำมายำ ทำเป็นอาหารได้หลายอย่าง ต้นอ่อนของผักกระชับจะมีลักษณะคล้ายกับต้นอ่อนของทานตะวันและจัดเป็นพืชตระกูลเดียวกัน เมื่อก่อนผักกระชับจะไม่มีราคาค่างวด แต่ปัจจุบันมีการเพาะต้นอ่อนของผักกระชับออกจำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 120-150 บาท (ตามแต่ฤดูกาล) โดยเฉพาะที่หมู่ที่ 6 บ้านทะเลน้อย ต.ทางเกวียน มีชาวบ้านประกอบอาชีพนี้ประมาณ 13 ราย สร้างรายได้ไม่ต่ำกว่าครัวเรือนละ 20,000-30,000 บาท/เดือน
นายประสาน ถวิล เกษตรกรบ้านทะเลน้อย เล่าว่า ผักกระชับจะเกิดขึ้นในทุ่งนาหลังการเกี่ยวข้าวแล้ว เมื่อเมล็ดกระชับแก่ก็จะร่วงลงในนาและงอกขึ้นมาเป็นต้นอ่อน ชาวบ้านก็จะถอนเอาไปทำอาหาร เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้วมีชาวบ้านรายหนึ่งนำเมล็ดกระชับแก่ไปลองเพาะต้นอ่อนเพื่อจะได้มีผักกระชับกินตลอดปี ไม่ต้องรอตามฤดูกาล หลังจากนั้นจึงมีชาวบ้านรายอื่นๆ ลองเพาะดูบ้าง แต่ก็ยังไม่ได้ทำเป็นอาชีพเพราะตลาดยังไม่กว้าง ยังไม่มีคนรู้จัก แต่เมื่อประมาณ 5-6 ปีที่แล้วผักกระชับเริ่มได้รับความนิยม เพราะต้นอ่อนมีความกรอบอร่อย รสชาติหวาน มีกลิ่นหอม เพราะผืนดินที่นี่อยู่ในเขตน้ำกร่อย ซึ่งผักกระชับจะเจริญเติบโตได้ดี แตกต่างจากผักกระชับที่เกิดขึ้นในภาคอื่นๆ ที่มีรสขม (ภาคเหนือเรียกว่า “หญ้าผมยุ่ง” ทางราชบุรีเรียกว่า “ผักขี้ครอก”) ชาวบ้านหลายครอบครัวในบ้านทะเลน้อยจึงเริ่มเพาะผักกระชับขาย
“ผมเริ่มเพาะขายเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ตอนนี้มีบ่อแช่เมล็ดกระชับ 10 บ่อ มีแปลงเพาะ 10 แปลง ใช้พื้นที่รอบบ้านนั่นเอง โดยจะนำเมล็ดกระชับแก่จากในนามาตากแดดให้แห้ง แล้วเอาไปแช่ในบ่อซีเมนต์นานประมาณ 70 วัน เพื่อให้เมล็ดกระชับพร้อมที่จะงอก หลังจากนั้นจะเอาเมล็ดกระชับไปเพาะลงแปลงในที่ร่ม ใช้เวลาประมาณ 8 วันก็จะถอนต้นอ่อนผักกระชับเอาไปขายส่งในตลาด ช่วงนี้ขายได้กิโลฯ ละ 120 บาท หากเป็นช่วงแล้งราคาขายส่งประมาณ 150 บาท วันหนึ่งจะถอนผักกระชับขายได้ประมาณ 7 กิโลฯ และเก็บขายได้ตลอดทั้งปี” นายประสานเล่าอาชีพปลูกผักกระชับที่ทำรายได้ให้ครอบครัวเดือนหนึ่งประมาณ 30,000 บาท
ปัจจุบันผักกระชับเป็นที่ต้องการของตลาดในท้องถิ่น โดยเฉพาะร้านอาหารริมทะเล รีสอร์ท และแหล่งเรียนรู้ศึกษาดูงานที่บ้านจำรุงต่างก็สั่งผักกระชับไปทำเป็นเมนูเด็ด เช่น แกงส้มปลากะพงหรือกุ้งใส่ผักกระชับ ยำทะเลผักกระชับ ผักกระชับสดกินกับน้ำพริกกะปิและปลาทูทอด ผักกระชับผัดน้ำมันหอย ฯลฯ ทั้งนี้นอกจากรสชาติของผักกระชับที่อร่อย หากินไม่ได้ทั่วไป และคำบอกเล่าแบบปากต่อปากในทำนองว่า “จะช่วยให้อวัยวะบางส่วนของผู้หญิงกระชับเหมือนชื่อผัก” จึงทำให้ผักกระชับกลายเป็นรายการอาหารที่ผู้มาเยือนเมืองแกลงไม่พลาดที่จะต้องลิ้มลอง
(อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี ซึ่งศึกษาเรื่องสมุนไพรพื้นบ้าน ระบุว่ายังไม่พบการรายงานว่าผักกระชับมีสรรพคุณตามคำบอกเล่าดังกล่าว ส่วนสรรพคุณดั้งเดิมนั้น ชาวบ้านจะถอนทั้งรากมาต้มอาบเพื่อแก้พิษผื่นแพ้ ผิวหนังอักเสบ และเอามาต้มกินในกรณีไซนัสอักเสบ นอกนั้นยังแก้อาการปวดฟันได้)
นอกจากผักกระชับที่เคยเป็นวัชพืชไร้ค่าอยู่ในท้องนาแต่ปัจจุบันกลายเป็นเมนูของนักท่องเที่ยวแล้ว ปัจจุบันพืชท้องถิ่นที่เกิดขึ้นเองตามป่าชายเลน เช่น ลำแพน และขลู่ ได้กลายมาเป็นสินค้าที่กลุ่มชาวบ้านในอำเภอแกลงได้ร่วมกันผลิตออกมาจำหน่ายในรูปแบบของ “น้ำลำแพน”, “น้ำใบขลู่” และ “ชาใบขลู่” และมีแผนงานที่จะพัฒนาให้เป็นสมุนไพรที่ได้รับการยอมรับในวงกว้างเช่นเดียวกับ “ลูกสำรอง” สมุนไพรท้องถิ่นของจังหวัดจันทบุรี ซึ่งปัจจุบันมีการผลิตน้ำสำรองบรรจุกระป๋องวางจำหน่ายทั่วประเทศ

นางนันทา บุญช่วยเหลือ ปลัดเทศบาลตำบลปากน้ำประแส กล่าวว่า เทศบาลตำบลปากน้ำประแสสนับสนุนให้กลุ่มแม่บ้านจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนขึ้นมาเพื่อนำใบขลู่มาผลิตเป็นชา ซึ่งมีทั้งในรูปแบบของใบชาคั่วตากแห้งต้มเอาน้ำดื่ม และใบชาผงบรรจุซองแบบชาฝรั่งชงกับน้ำร้อน มีสรรพคุณมากมาย เช่น ขับปัสสาวะ ลดเบาหวาน ลดความดันโลหิต ลดไขมันในเส้นเลือด แก้กษัย บำรุงร่างกาย ฯลฯ โดยได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาช่วยออกแบบผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ก็ยังผลิตน้ำชาใบขลู่บรรจุขวดพร้อมดื่มมีรสชาติหวานออกจำหน่ายด้วย โดยผลิตภัณฑ์จากใบชาขลู่จะวางจำหน่ายในชุมชนและประชาสัมพันธ์ผ่านทางเว็บไซต์ของเทศบาลตำบลปากน้ำประแส (www.prasae.com และwww.prasaetour.com)

ส่วน “น้ำลูกลำแพน” เป็นสินค้าชุมชนจากบ้านพลงช้างเผือก ต.ทางเกวียน มีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน คล้ายน้ำบ๊วย ซึ่งต้นลำแพนจะขึ้นตามป่าชายเลน ผลมีสีเขียว รสชาติเปรี้ยว ชาวบ้านนิยมเอาลูกลำแพนมาตำน้ำพริก ส่วนการทำน้ำลูกลำแพนพร้อมดื่มจะต้องนำลูกลำแพนมาปั่นกับน้ำเปล่าจนละเอียด กรองเอาแต่น้ำ นำไปต้มให้เดือดแล้วปรุงรสใส่น้ำตาลและเกลือ โดยลูกลำแพนมีสรรพคุณทางยา หากตำลูกลำแพนให้ละเอียดแล้วพอกบริเวณที่ปวดจะช่วยลดอาการปวด ลดบวม เคล็ดขัดยอก หรือนำลูกลำแพนมาตำแล้วคั้นน้ำดื่ม จะช่วยขับพยาธิ แก้ท้องผูก ฯลฯ ซึ่งน้ำลูกลำแพนถือว่าเป็นเครื่องดื่มที่ไม่ธรรมดา เพราะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้นำไปเป็นเมนูเครื่องดื่มในการประชุมคณะรัฐมนตรีในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2557 ที่ทำเนียบรัฐบาลมาแล้ว
นอกจากพืชผักและสมุนไพรพื้นบ้านดังที่กล่าวไปแล้ว อำเภอแกลงยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์การกู้ชาติของพระเจ้าตากสิน โดยมีหลักฐานสำคัญอยู่ที่ “วัดราชบัลลังก์” บ้านทะเลน้อย ต.ทางเกวียน มีโบสถ์และเจดีย์โบราณอายุไม่ต่ำกว่า 200 ปี รูปทรงเป็นแบบอยุธยาตอนปลาย ซึ่งกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแล้ว ภายในวัดยังมีศาลสมเด็จพระเจ้าตากสิน มีราชบัลลังก์จำลอง (ของจริงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรุงเทพฯ) มีพระพุทธรูปที่สร้างด้วยหวายแล้วฉาบปูนปิดทอง ชาวบ้านเชื่อกันว่าที่วัดแห่งนี้เคยเป็นจุดพักรวมพลของพระเจ้าตากก่อนที่จะยกทัพเข้าตีเมืองจันทบุรีเพื่อรวบรวมพลเข้ากู้เอกราชคืนจากพม่าจนสำเร็จในปี 2310 นั้นเอง ภายหลังที่พระเจ้าตากสินได้ขึ้นครองราชบัลลังก์แล้วจึงได้ทำนุบำรุงวัดแห่งนี้ มีการสร้างเจดีย์เพื่อบรรจุอัฐิของทหารที่เสียชีวิต สร้างพระประธานหวาย แต่เมื่อสิ้นรัชสมัยของพระองค์ในปี 2325 วัดแห่งนี้จึงถูกปล่อยให้ชำรุดทรุดโรม หลักฐานและคุณค่าทางประวัติศาสตร์ต่างๆ ที่วัดแห่งจึงเลือนหายไปด้วย
อย่างไรก็ตาม นอกจากประวัติศาสตร์เส้นทางเดินทัพของพระจ้าตากที่ตำบลทางเกวียนแล้ว ที่เทศบาลตำบลปากน้ำประแสยังมีประเพณี “ทอดผ้าป่ากลางน้ำ” ซึ่งชาวบ้านได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องมานานกว่า 100 ปีแล้ว ถือเป็นประเพณีท้องถิ่นที่มีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ด้วยสภาพชุมชนและวิถีชีวิตของชาวบ้านที่หากินกับทะเลและปากแม่น้ำ โดยใช้เรือเป็นพาหนะที่สำคัญ เมื่อมีงานบุญ งานกุศล ก็จะมีขบวนแห่เรือทางน้ำ ซึ่งการทอดผ้าป่าก็จะมีการสร้างแพผ้าป่ากลางน้ำแล้วนิมนตร์พระสงฆ์มาทำพิธี ประเพณีนี้จะจัดขึ้นในวันเพ็ญเดือนสิบสองซึ่งตรงกับวันลอยกระทง ปัจจุบันเพื่อความบันเทิงและความสนุกสนานจึงจัดให้มีการละเล่นต่างๆ ด้วย เช่น การชกมวยทะเล แข่งพายเรือ ว่ายน้ำ ประกวดการแต่งเรือ การแสดงดนตรี ฯลฯ โดยในปีนี้เทศบาลตำบลปากน้ำประแสจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศช่วยกันประชาสัมพันธ์ประเพณีทอดผ้าป่ากลางน้ำให้เป็นที่รู้จักมากกว่าเดิม

ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างการนำผลิตภัณฑ์หรือสินค้าจากชุมชน รวมทั้งประวัติศาสตร์และประเพณีของท้องถิ่นของคนอำเภอแกลงมาเชื่อมโยงกันเพื่อสร้างเป็นอัตลักษณ์ของท้องถิ่นสนับสนุนการท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของรัฐบาลที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้
โดยหากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาคเอกชน เช่น โรงแรม รีสอร์ท หอการค้า และภาครัฐ เช่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งภาคประชาชน เช่น กลุ่มอาชีพ กลุ่มชาวบ้าน สภาองค์กรชุมชน ฯลฯ มาร่วมกันพัฒนาสินค้า สร้างองค์ความรู้ สร้างช่องทางการตลาดและการสื่อสาร เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าและแหล่งท่องเที่ยว ตลอดจนการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ ก็จะช่วยให้เป้าหมายการสร้างรายได้และสร้างความสุขให้แก่ประชาชนและชุมชนตามนโยบายประชารัฐเป็นจริงขึ้นมาในเร็ววันนี้ !!





