บทความโดย สุวัฒน์ คงแป้น

ในการขยับขับเคลื่อนงานเศรษฐกิจฐานรากในรูปแบบประชารัฐ ตามนโยบายของรัฐบาล สาระสำคัญประการหนึ่งที่เป็นหัวใจของการทำงานนั่นก็คือการสนับสนุนให้ชุมชนคนฐานราก เชื่อมโยงกันเป็นกลุ่มหรือ”คลัสเตอร์”ที่มีศักยภาพของแต่ละท้องถิ่น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มเกษตรกรรมยั่งยืน การแปรรูปสินค้าเกษตรและการท่องเที่ยวโดยชุมชน
ทั้งนี้เพราะการแบ่งกลุ่มเป็นคลัสเตอร์จะทำให้เกิดการหนุนเสริม เชื่อมโยงและสร้างช่องทางการตลาดได้อย่างมีพลังมากขึ้น โดยเน้นการเชื่อมโยงคลัสเตอร์ในจังหวัดเดียวกันเป็นหลัก
กล่าวเฉพาะ”การท่องเที่ยวโดยชุมชน”ซึ่ง ศ.นพ.ประเวศ วะสีราษฎรอาวุโส บอกว่าเป็นจุดรวมหรือหัวใจของเรื่องเศรษฐกิจฐานราก เพราะทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ สินค้าแปรรูป ประเพณี วัฒนธรรม การเกษตร กีฬา วิถีชีวิต ฯลฯ ล้วนเชื่อมโยงเข้าสู่เรื่องการท่องเที่ยวโดยชุมชนได้ทั้งสิ้น การท่องเที่ยวโดยชุมชนจึงเป็นช่องทางสำคัญในการฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจฐานล่างให้มั่นคงได้
ที่ผ่านมามีการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างหลากหลายและมีชื่อแตกต่างกัน เช่น การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เป็นต้น ผู้ดำเนินการก็มีทั้งที่ทำให้นามกลุ่มองค์กรชุมชนและรายปัจเจกที่เป็นคนในท้องถิ่น ที่ประสบความสำเร็จก็มากแต่ที่ไม่ประสบความสำเร็จก็มีไม่น้อยเช่นกัน แต่พอรัฐมีนโยบายประชารัฐ การท่องเที่ยวโดยชุมชนก็ได้รับความสนใจ จากผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เครือข่ายองค์กรชุมชนทั่วประเทศก็หันมาพูดคุยสัมมนา เพื่อทำความเข้าใจกับเรื่องนี้กันอย่างจริงจังมากขึ้น
ผมได้ไปร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับพี่น้ององค์กรชุมชนจากภาคใต้ 16 ตำบลที่ทำงานเรื่องการท่องเที่ยวโดยชุมชน ซึ่งจัดขึ้นที่จังหวัดกระบี่ เมื่อกลางเดือน มิ.ย 59 ที่ผ่านมา ซึ่งนอกจากตั้งเวทีพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันแล้วยังมีการลงพื้นที่ดูงานการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่เกาะกลาง ต.คลองประสงค์ อ.เมือง จ.กระบี่อีกด้วย
วงพูดคุยได้แลกเปลี่ยนกันตั้งแต่ความหมายที่แท้จริงของการท่องเที่ยวโดยชุมชน ซึ่งได้ความเห็นตรงกันว่า จะต้องมีองค์กระกอบ คือ 1.) ต้องเป็นการจัดท่องเที่ยวโดยชุมชนไม่ใช่ทำเป็นรายปัจเจก 2.) ไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ วิถีชีวิตของชุมชน ในทางกลับกันจะเป็นการเผยแพร่เรียนรู้และส่งเสริมขนบธรรมเนียมวิถีชีวิตและสิ่งดีงามของชุมชนให้เป็นที่รู้จัก 3.) ไม่ก่อให้เกิดความแตกแยกของคนในชุมชนและสุดท้าย 4.) เป็นการท่องเที่ยวที่ทำให้คุณภาพชีวิตของคนในชุมชนดีขึ้นทั้งในเรื่องรายได้ การศึกษาและการบริหารจัดการ
ผู้ใหญ่ นายอำพล ธานีครุฑ แห่งเกาะพิทักษ์ อ.หลังสวน จ.ชุมพร บอกว่าตนได้ทำเรื่องการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่เกาะพิทักษ์ มาเกือบ 20 ปีแล้ว สิ่งหนึ่งที่ยืดมั่นมาโดยตลอดก็คือ การท่องเที่ยวต้องไม่ถือรายได้เป็นที่ตั้ง เรายืดหลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นที่ตั้ง ให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเรียนรู้วิถีชีวิต วิถีธรรมชาติและเรื่องดีๆจากเรา ส่วนเงินที่นักท่องเที่ยวตอบแทนกลับมาไม่ถือเป็นสิ่งสำคัญแต่เป็นรายได้เสริม อย่าทำให้การท่องเที่ยวโดยชุมชนเป็นธุรกิจ อย่าถือว่าเงินมีความสำคัญกว่าสิ่งดีๆที่เรามีอยู่เพราะจะดูแลยากและทำให้ชุมชนของเราเปลี่ยนไป
ด้านนายสมนึก เกาะกลาง ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลคลองประสงค์ อ.เมือง จ.กระบี่ บอกว่า บ้านผมมีบริบทที่เป็นวิถีปกติของชาวมุสลิม มีการทำนาบนเกาะ เลี้ยงแพะแบบปล่อย ปลูกผักหน้าบ้านจึงต้องล้อมรั้ว มีทะเลไว้หาปลา ผู้คนล้วนเป็นเครือญาติกัน นี่คือวิถีแห่งความสุข ตอนหลังเรามีสภาองค์กรชุมชน เป็นเวทีพูดคุยของพี่น้องมีปัญหาอะไรก็พูดกัน จะทำอะไรก็หารือกัน ก็เห็นว่าวิถีแบบนี้พอจะจัดเป็นการท่องเที่ยวโดยชุมชนได้ ก็ตั้งกลุ่มขึ้นมามีกติกาให้นักท่องเที่ยวปฏิบัติโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ห้ามกินเหล้าเมายา แต่งกายไม่สุภาพ ซึ่งไม่เหมาะสมกับวิถีของชาวมุสลิม จากนั้นก็เชื่อมโยงพูดคุยกับกลุ่มเรือ กลุ่มจักรยานยนต์ กลุ่มแปรรูปต่างๆพูดให้เข้าใจว่าทุกคนคือส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยวโดยชุมชน ชาวบ้านคนไหน อยากต้อนรับนักท่องเที่ยวก็มีการเตรียมความพร้อมห้องหับต้องเตรียม เพราะนักท่องเที่ยวบางคนอาจต้องการที่จะนอนกับชาวบ้าน ในขณะเดียวกันก็มีชาวบ้านที่เป็นรายปัจเจกก็ทำห้องหักต้อนรับนักท่องเที่ยวก็มี แล้วแต่ถนัดแต่ทุกคนถือหลักยึดกติกาเดียวกัน ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็พอมีรายได้เสริม นี่ก็เป็นการท่องเที่ยวโดยชุมชน แต่ก็ยอมรับว่ามีอะไรหลายๆอย่างที่ต้องปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น เช่น การมีโปรแกรมให้นักท่องเที่ยวเลือกใช้บริการ การทำให้ชาวบ้านที่เกี่ยวข้องทุกกลุ่มเป็นผู้ให้ข้อมูล (มักกุเทศน์) และเป็นผู้ต้อนรับนักท่องเที่ยวได้และที่ขาดไม่ได้คือการให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวตลอดเวลาที่เขาอยู่กับเรา
ด้านกำนันเชิด สิงค์คำป้อง ประธานชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน และประธานสภาองค์กรชุมชนตำบล ปลาบ่า อ.ภูเรือ จ.เลย ซึ่งเดินทางไกลมาร่วมด้วยได้สะท้องให้เห็นถึงหัวใจของการท่องเที่ยวโดยชุมชนว่า ชุมชนต้องเป็นเจ้าของ ทำตามบริบทเอกลักษณ์ของชุมชนนั้นๆ หมายความว่าชุมชนไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเกษตรอินทรีย์กลุ่มแปรรูปอาหาร ฯลฯ สามารถเชื่อมโยงเป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยวได้หมด ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่งทำ เราต้องดูแลกันฉันน้องพี่ ที่ปลาบ่าเราเริ่มจากการทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อน แล้วช่วยกันค้นหาศักยภาพ เอกลักษณ์ ในชุมชนหรือค้นหาจุดขายให้ได้ เพื่อนำไปสู่การวางแผนการตลาด มีการเชื่อมโยงกับองค์กรต่างๆในพื้นที่โดยการสนับสนุนขององค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษ เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) เราเน้นความยั่งยืนของชุมชนเป็นหลัก
“การท่องเที่ยวชุมชน ควรนำหลัก 9 ประการในการทำงานไปปรับใช้คือ 1.) เราต้องหาเพื่อร่วมทาง ซึ่งต้องประกอบด้วยคนในชุมชนและภาคีพัฒนาต่างๆมาจับมือกัน 2.) สร้างกิจกรรม 3.) นำเสนอสิ่งที่มี 4.) ทำให้ดี 5.) ทำให้เด่นทำให้ดัง 6.) สานและผูกความสัมพันธ์ 7.) ค้นหาให้เจอ 8.) เขาและเธอคือใครที่ใจตรงกันและ 9.) ฉันให้เธอไป เธอก็ให้ฉันกลับมา “กำนันเชิดเน้นย้ำหลักสำคัญในการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน

นายอัมพร แก้วหนู ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนหรือ พอช. กล่าวว่า การท่องเที่ยวโดยชุมชน ในมหาวิทยาลัยยังไม่มีหลักสูตรการเรียนการสอน ต้องเรียนรู้จากสิ่งที่เพื่อนทำ คนที่เคยทำแล้วก็ยกระดับการบริหารจัดการ เพราะการท่องเที่ยวโดยชุมชนเป้าหมายก็เพื่อให้ชุมชนเข้มแข็งสามารถพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งต่างจากการท่องเที่ยวในรูปแบบอื่นๆ ในปีนี้ภาคใต้มีการส่งเสริมให้มีแผนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก 200 ตำบล คนในตำบลต้องวางแผนเองว่าจะเพิ่มรายได้ จะลดรายจ่ายมีเงินออมเพิ่มขึ้นได้ด้วยวิธีไหน วิเคราะห์ทุนตำบล รายได้หลักมาจากไหน จะแก้ปัญหาอย่างไร ซึ่งการท่องเที่ยวชุมชนก็เป็นทางออกหนึ่งเช่นเดียวกัน
ผมฟังแนวคิดทั้งหมดแล้ว เห็นด้วยกับหลักการสำคัญทั้ง 4 ประการของการท่องเที่ยวโดยชุมชน คือต้องจัดการโดยชุมชนโดยทุนภายในชุมชน เป็นการท่องเที่ยวที่ไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติวัฒนธรรมและวิถีชีวิตชุมชน ไม่ก่อให้เกิดความแตกแยกในชุมชนและทำให้คุณภาพชีวิตของคนในชุมชนดีขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาส่วนใหญ่ ทำกันแบบไม่มีหลักการมากนักเป้าหมายไม่ชัดเจนทำให้มีจำนวนไม่น้อยที่ไม่ประสบความสำเร็จและเลิกรากันไปในที่สุด ดังนั้นการทำท่องเที่ยวโดยชุมชนก็ต้องมีหลักการบริหาร มีการค้นหา/จุดเด่นมาทำการตลาดมีระบบการจัดสิ่งแวดล้อให้ดีและคำนึงถึงความปลอดภัยตลอดจนการสร้างกิจกรรมให้กับนักท่องเที่ยวมีทางเลือก มีที่พักที่เหมาะสมซึ่งแต่ละพื้นที่ไม่อาจทำได้โดยลำพังกลุ่มเดียว ดังนั้นการเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย ให้เกิดการจัดการที่เป็นระบบ ฯลฯ คือความรู้และภารกิจที่ทั้ง 16 ตำบลที่เข้าร่วมสัมมนารับเป็นการบ้านเพื่อค้นหาและดำเนินการในบ้านตนเอง
ที่สำคัญดูเหมือนจะเห็นร่วมกันว่า การท่องเที่ยวโดยชุมชนวันนี้หากทำให้เป็นการท่องเที่ยวทางเลือก ที่ดีมีคุณภาพสำหรับนักท่องเที่ยวและไม่ทำลายวิถีชีวิตและทรัพยากรธรรมชาติ วินวินทั้งชุมชนและนักท่องเที่ยวก็จะสามารถสร้างรายได้หลักให้กับชุมชนได้ เป็นการฟื้นระบบเศรษฐกิจฐานล่างได้เป็นอย่างดี







