
ถ้าจะกล่าวถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไทยอย่างจริงจัง ที่เป็นนโยบายโดยตรงจากรัฐบาล คงเริ่มเมื่อประมาณ พ.ศ. 2530 ในสมัยนั้นชาวต่างชาติแห่แหนเข้ามาประเทศไทยหลักหลายล้านคนต่อปี จนมีบทเพลงชื่อ “เวลคัมทูไทยแลนด์” ที่ออกมาสะท้อนวิถีที่เปลี่ยนไปของสังคมไทย มีผู้ประกอบการหน้าใหม่หลายราย นับเป็นผลสำเร็จของรัฐบาลที่สามารถสร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ แต่ก็นำมาซึ่งความเสื่อมสลายในระบบสิ่งแวดล้อม และวิถีอัตลักษณ์ของชุมชนตามไปด้วยเช่นกัน ?
ผู้เขียนมีโอกาสเดินทางไปร่วมจัดกระบวนการพัฒนาระบบท่องเที่ยวชุมชนที่ “เกาะพิทักษ์” ตั้งอยู่ที่ ม. 14 ต.บางน้ำจืด อ.หลังสวน จ.ชุมพร ซึ่งมีความประสงค์จะพัฒนาระบบชุมชนให้เกิดความยั่งยืน และเป็นประโยชน์กับชาวบ้านมากที่สุด


เกาะพิทักษ์มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่ พ.ศ. 2432 ในสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ได้มีประกาศกฎมณเฑียรบาลในการปราบอั้งยี่ซ่องโจร ว่ากันว่า “พ่อปู่เดช” ชาวปากน้ำหลังสวน ได้หลบลี้ภัยกฎหมายออกไปยังทะเล พอเรือมาถึงบริเวณหลังเกาะแห่งหนึ่งก็เหมือนมีคนเรียกให้เข้ามาหลบภัย จึงได้พาเรือเข้ามายังเกาะ ครั้นปรากฏว่าบนเกาะดังกล่าวไม่มีผู้ใดอาศัยอยู่แม้แต่เพียงคนเดียว หลังจากนั้นก็ยังมีคนแวะเข้าเกาะด้วยลักษณะเดียวกันอีกถึง 3 ราย จึงว่ากันว่าคงไม่ใช่เป็นเสียงที่คนเรียก จึงตั้งชื่อเกาะนี้ว่า “เกาะผีทัก” กระทั่ง พ.ศ. 2464 เมื่อมีการตั้งชุมชนเป็นหมู่บ้าน ได้แจ้งต่อนายอำเภอในสมัยนั้น เปลี่ยนชื่อเป็นเกาะพิทักษ์ เพื่อความเหมาะสมมาจนถึงปัจจุบัน ต่อมา พ.ศ. 2484 มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดิน หรือ น.ส. 3 ให้กับชาวประมง 7 หลังคาเรือน และทำกินเรื่อยมา จนขยายครอบครัวเป็นชุมชนขนาดย่อม
ชุมชนบ้านเกาะพิทักษ์ เริ่มได้รับผลกระทบจากการประกาศใช้กฎหมายเมื่อ พ.ศ. 2532 เมื่อมีมติคณะรัฐมนตรีในการกำหนดพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร ภายใต้คำถามของชาวบ้านในขณะนั้นว่า “ประกาศเขตทับซ้อนกับชุมชนได้อย่างไร” ชาวบ้านบางคนก็เริ่มตื่นตัวในการเรียกร้องให้มีการออกเป็นหนังสือรับรองการใช้ประโยชน์ในที่ดิน แต่ปัญหาก็ยังดูเหมือนจะไม่สงผลกระทบและรุนแรงมากนัก
พ.ศ. 2536 ชาวบ้านเกาะพิทักษ์เริ่มประสบปัญหาภายใน จากภาวะหนี้สินครัวเรือน ชาวบ้านราว 32 ครัวเรือนมีหนี้สินรวมกว่า 25 ล้านบาท เป็นผลมาจากการเริ่มมีวิถีการค้าขายมากขึ้น การกู้หนี้ยืมสินเพื่อลงทุนครั้งละมาก ๆ และที่สำคัญ คือ “การไม่มีอาชีพอื่นรองรับ” เหตุการณ์ในครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับชาวบ้านเกาะพิทักษ์เลยทีเดียว
นายอำพล ธานีครุฑ หรือ “ผู้ใหญ่หรั่ง” แกนนำคนสำคัญของเกาะพิทักษ์ เล่าว่า จุดสำคัญที่พลิกให้ชุมชนต้องลุกขึ้นมาจัดการตนเองอย่างเป็นระบบก็เมื่อ พ.ศ. 2539 มีการประกาศใช้กฎหมายหลายฉบับอันส่งผลกระทบกับวิถีชีวิตของชาวบ้านโดยตรง เริ่มตั้งแต่การประกาศกันเขตในทะเล กฎหมายเกี่ยวกับการใช้เครื่องมือประมง ซึ่งกฎหมายดังกล่าวผลกระทบต่อการทำประมงเป็นอย่างมาก จึงชวนชาวประมง รวมทั้งชาวบ้านบนเกาะพิทักษ์ ร่วมกันจัดเวทีเสวนาเป็นครั้งแรก ภายใต้การวิเคราะห์ และเสนอข้อคิดเห็นร่วมกัน จนก่อเกิด “เครือข่ายประมงพื้นบ้าน” อย่างเป็นทางการในช่วงเวลาดังกล่าว พูดคุยในข้อกฏหมายร่วมกับประมงจังหวัด จนออกมาเป็นข้อเสนอเชิงอนุรักษ์ใน 2 – 3 ประเด็น ได้แก่ การจัดระบบการท่องเที่ยวโดยชุมชนควบคู่ไปกับการรักษาทรัพยากร การอนุรักษ์หอยมือเสือ และการกำหนดเขตในการทำประมงพื้นบ้าน ข้อเสนอดังกล่าวส่งผลให้เกิดการอนุญาตให้มีการกำหนดพื้นที่ให้ชาวบ้านดูแลรวมไปถึง “เกาะคราม” ซึ่งเป็นเกาะข้างเคียงด้วยเช่นกัน
หลังจากนั้นเป็นต้นมา ชาวบ้านก็เริ่มให้ชุมชนเกาะพิทักษ์เป็นศูนย์กลางมาตั้งแต่ พ.ศ. 2540 ในการใช้ระบบการอนุรักษ์เพื่อการท่องเที่ยว การให้ความรู้ในการประกอบอาชีพ การแปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชน เครื่องมือการทำประมงพื้นบ้าน ตลาดประมงของชุมชน รวมไปถึงการจัดตั้งกองทุน เพื่อดำเนินการเรื่องต่าง ๆ การให้ความรู้ด้านกฎหมาย และการประชาสัมพันธ์ มีสมาชิกเข้าเป็นเครือข่ายมากถึง 500 คน
ผลจากการจัดตั้ง “เครือข่ายประมงพื้นบ้าน” ในครั้งนั้น ทำให้เกิดความร่วมมืออันเป็นนัยสำคัญระหว่างชาวบ้านกับภาครัฐ ตั้งแต่ช่วง พ.ศ. 2546 เป็นต้นมา มีการผลักดันให้เกิดกระบวนการให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการจัดการตนเอง จนเป็นผลทำให้เกิดกฎหมายสำคัญ คือ พ.ร.บ. ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ. 2558 ซึ่งมีหลักคิดสำคัญ คือ “การดำเนินการภายใต้มติของชุมชน” นั่นหมายความว่า การดำเนินงานใด ๆ ก็ตามไม่ว่าจะเป็นนโยบายจากรัฐ หรือข้อคิดเห็นจากชาวบ้านต้องดำเนินการผ่านความเห็นของคนในชุมชนทั้งหมด กว่าจะได้กฎหมายฉบับนี้มาให้ชาวบ้านต้องใช้เวลากว่า 10 ปี
สำหรับเกาะพิทักษ์เอง ในปีนี้มีแนวทางสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรทั้งระบบ และมีจุดเน้นในเรื่องการท่องเที่ยวชุมชน ที่มากกว่าแค่มากิน มาเที่ยว มานอน แต่ทำให้นักท่องเที่ยวที่เข้ามาได้สัมผัสถึงวิถีชุมชน “คนจับปลาจับอย่างไร พอปลาขึ้นฝั่งไปวางขายตรงไหน บนเกาะมีทรัพยากรอะไรบ้าง” และที่สำคัญคือการได้สร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ชุมพร ในการจัดกระบวนการวิเคราะห์ทุนชุมชน แนวทางการจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวและบริการ รวมทั้งการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยว
โดยทางมหาวิทยาลัยจะส่งเสริมกระบวนการในการวิเคราะห์ระบบภูมิปัญญาท้องถิ่น นำไปสู่การพัฒนาเครือข่ายท่องเที่ยวชุมชนไปยังพื้นที่อื่น ๆ และที่สำคัญ คือ การจัดทำระบบฐานข้อมูลการอนุรักษ์พันธุ์พืชซึ่งจากการสำรวจพื้นที่บนเกาะพิทักษ์ พบว่ามีน้ำ อาหาร และพืชสมุนไพรหลายสิบชนิด มหาวิทยาลัยกำลังจัดทำระบบ QR Coad เพื่อนำไปติดตั้งในชุมชนใช้เป็นข้อมูลประกอบการท่องเที่ยวของคนที่เข้ามา นับว่าเป็นโอกาสในการพัฒนาระบบท่องเที่ยวชุมชนในการต่อยอดเพื่อพัฒนาสู่การใช้ประโยชน์ของพันธุ์พืชในอนาคต
ตนได้ทำเรื่องการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่เกาะพิทักษ์ มาเกือบ 20 ปีแล้ว สิ่งหนึ่งที่ยืดมั่นมาโดยตลอดก็คือ การท่องเที่ยวต้องไม่ถือรายได้เป็นที่ตั้ง เรายืดหลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นที่ตั้ง ให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเรียนรู้วิถีชีวิต วิถีธรรมชาติและเรื่องดีๆจากเรา ส่วนเงินที่นักท่องเที่ยวตอบแทนกลับมาไม่ถือเป็นสิ่งสำคัญแต่เป็นรายได้เสริม อย่าทำให้การท่องเที่ยวโดยชุมชนเป็นธุรกิจ อย่าถือว่าเงินมีความสำคัญกว่าสิ่งดีๆที่เรามีอยู่เพราะจะดูแลยากและทำให้ชุมชนของเราเปลี่ยนไป

ขณะนี้ชุมชนเกาะพิทักษ์ มีกิจกรรมหลักคือการ “วิ่งแหวกทะเล” ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นประมาณเดือนมิถุนายนของทุกปี ในช่วงเช้าที่น้ำลด ซึ่งจะสามารถข้ามไปยังเกาะได้โดยไม่ต้องใช้เรือ ที่สำคัญยังมีแผนในการขับเคลื่อนเชิงการบูรณาการ โดยใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลบางน้ำจืด ร่วมกับองค์กรปกครองท้องถิ่น และหน่วยงานระดับพื้นที่ เพื่อเชื่อมโยงแผนพัฒนาร่วมกัน มีเป้าประสงค์เพื่อพัฒนาพื้นที่ การประกอบอาชีพ รวมทั้งการเตรียมการเพื่อรับมือกับปัญหาต่าง ๆ เชิงนโยบายในอนาคต ทำให้เกาะพิทักษ์เป็น “Green Island” เกาะที่คนมาเที่ยว เพื่อเรียนรู้วิถีชุมชน ควบคู่ไปกับการพักผ่อน คนมาเที่ยวมีโอกาสแลกเปลี่ยนเพื่อพัฒนาเกาะร่วมกับชาวบ้านอย่างยั่งยืน...









