playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

1469420117757.jpg

         เมื่อวันที่ 23-24 กรกฎาคม 2559  สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือพอช.ร่วมกับคณะติดตามประเมินผลงานพัฒนาขบวนองค์กรชุมชนภาคใต้ และคณะทำงานที่ดินฯ ได้จัดเวทีสรุปบทเรียนงานที่ดินเพื่อพัฒนาเป็นคู่มือในการแก้ปัญหาที่ดินแต่ประเภท ที่วิทยาลัยภูมิปัญญาชุมชน ตำบลพนางตุง จ.พัทลุง  โดยมีผู้นำจากพื้นที่ๆมีประสบการณ์ในการแก้ปัญหาที่ดิน  4 ประเภท คือที่ดินในพื้นที่ป่าอุทยาน ที่ดินป่าสงวน ที่ดินป่าชายเลน ที่ดินสาธารณะ รวมทั้งที่ดินในที่เอกชนจากชุมชนทับยาง จ.พังงา พร้อมผู้เข้าร่วมจากคณะทำงานที่ดินภาคใต้   ดร.สุชาติ สุขสถิตย์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง  นายอัมพร แก้วหนู ผู้ช่วยผู้อำนวยการพอช. นายสนิท วงสารา ผอ.ส่วนฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่อนุรักษ์  สบอ.6  หัวหน้าสถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 35  จ.สตูล  รวมกว่า 50 คน

1469420094432.jpg

1469420094114.jpg
            การสรุปบทเรียนในครั้งนี้ให้ความสำคัญกับ 4  ประเด็นสำคัญ คือสถานการณ์ปัญหาและผลกระทบในพื้นที่ กระบวนการทำงานเพื่อการแก้ปัญหาที่ดิน  ผลหรือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทิศทางต่อไป และปัจจัยของความสำเร็จ  ผลการถอดบทเรียนพบว่าต่อสถานการณ์ปัญหา   เช่นกรณีที่ดินในพื้นที่ป่าสงวนป่าอุทยาน ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากประกาศอุทยานและป่าสงวนทับที่ทำกินของชาวบ้าน ผลกระทบที่สำคัญคือไม่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน  กระทบต่ออาชีพและรายได้เนื่องจากไม่สามารถเปลี่ยนต้นยางพารา  ซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนใต้ในชนบทได้ รวมทั้งการถูกฟ้องร้อง ถูกดำเนินคดี  เป็นต้น  ในด้านกระบวนการแก้ปัญหาของชุมชนที่ผ่านมา ที่สำคัญคือการสำรวจข้อมูลผู้เดือดร้อน การทำประวัติศาสตร์ชุมชน ประวัติการถือครองที่ดิน  และการใช้ประโยชน์   จัดตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินฯเพื่อการขับเคลื่อนในระดับต่างๆ   การใช้พรบ.สภาองค์กรชุมชน เป็นเครื่องมือในการกำหนดกติกาแก้ไขปัญหา  การเชื่อมโยงกับประเด็นงานอื่นๆ  การศึกษาช่องทางทางกฎหมาย   การสร้างกฎระเบียบกติกาของชุมชน  การนำข้อมูลเจรจากับหน่วยงานของรัฐ รวมทั้งการผลักดันเชิงนโยบาย เป็นต้น

IMAG4850_resize.jpg

P_20160723_154740_resize.jpg

P_20160723_155802_resize.jpg

         สำหรับพื้นที่ๆมีปัญหาที่ดินมายาวนาน กระบวนการแก้ปัญหามีทั้งเรื่องการกดดัน ประท้วง การสื่อสารผ่านสื่อ การเชื่อมโยงกับเครือข่ายที่ดินอื่นๆเพื่อผลักดันนโยบาย   สำหรับผลที่เกิดขึ้นจากกระบวนการทำงานพบว่า มีการทำข้อมูลเพื่อการแก้ไขปัญหาในทุกพื้นที่  ในพื้นที่ป่าชายเลนมีการกันพื้นที่เพื่อการอยู่อาศัยของชุมชน  ในบางพื้นที่สามารถแก้ปัญหาได้สำเร็จคือชุมชนได้โฉนดที่ดิน  หรือสปก. เกิดกองทุนที่ดินของชุม ชุมชนมีความหวงแหนในการอนุรักษ์ดูแลทรัพยากร  เป็นต้น แต่ทั้งนี้เมื่อเทียบกับปริมาณของครัวเรือนที่มีปัญหาที่ดินถือว่าการแก้ปัญหาที่ดินประสบความสำเร็จน้อยมาก



        นายอาหามะ ลีเฮง ผู้นำจากเครือข่ายที่ดินบูโด-สุไหงปาดี กล่าวถึงบทเรียนที่สำคัญว่า  การประกาศอุทยานบูโด-สุไหงปาดี ทำให้ทับที่ทำกินของชาวบ้าน มีผู้เดือดร้อนใน 25 ตำบล 9 อำเภอในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้  เมื่อปี 2542 ชุมชนได้ต่อสู้เรื่องที่ดินตลอดมา ข้อมูลของชุมชนที่ชัดเจนซึ่งทำร่วมกับหน่วยงาน ส่งผลให้มีมติครม. 14 ตุลาคม 2551 เพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ดังกล่าว รวมทั้งการเปลี่ยนโค่นต้นยางพาราได้  จนกระทั่งปัจจุบันก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาที่ดินในเขตอุทยานบูโด-สุไหงปาดีได้แม้แต่แปลงเดียว ส่วนการเปลี่ยนโค่นต้นยางพารา ก็เพิ่งดำเนินการได้ในปี 2558  เป็นต้น

          นายอวยพร มีเพียร นายกองค์การบริหารส่วนตำบลรับร่อ  อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร กล่าวว่า ชุมชนที่ประสบปัญหาเรื่องที่ดิน ต้องทำข้อมูลให้แน่น  และใช้กลไกของสภาองค์กรชุมชนเป็นเครื่องมือ นำข้อมูลเข้าสู่สภาอบต.  รวมทั้งเสนอข้อมูลเพื่อแก้ปัญหาในระดับอื่นๆ และเสนอว่าข้อมูลที่ดินที่จัดทำมาดีแล้ว ให้ติดประกาศในทุกหมู่บ้านให้ประชาชนในตำบลรับรู้ด้วยอย่ารู้แต่แกนนำ

         นายสนิท องศารา ผอ.ส่วนฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่อนุรักษ์ สบอ.6 มีความเห็นว่าข้อมูลที่ชุมชนทำสมบูรณ์ ให้มีการเซ็นรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวมาในทุกระดับตั้งแต่ ตำบล อำเภอ จังหวัด เพื่อให้ข้อมูลนี้ใช้ประโยชน์ตลอดไปได้แม้ผู้นำจะเปลี่ยน และมีความเห็นว่าชุมชนควรผลักดันให้มีการทำกินในที่ดินเดิม รวมทั้งการเปลี่ยนโค่นต้นยางพาราได้โดยไม่ผิดกฎหมาย    

        ด้านบทเรียนที่เป็นปัจจัยความสำเร็จในการแก้ปัญหาที่ดินจากเวทีถอดบทเรียนสำคัญมีอยู่ 10 อย่างคือ 1.ต้องมีการทำงานร่วมกับท้องที่ ท้องถิ่น วิชาการ หน่วยงาน ประชาสังคม  2. มีความเข็มแข็ง ยืนหยัดขององค์กรชุมชนและชุมชน  3.ใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นเครื่องมือ 4.มีข้อมูลที่ครบถ้วน ถูกต้อง ผ่านการรับรองร่วมกัน 5.เจ้าของปัญหา ลุกขึ้นมาทำงาน 6. มีมาตรการและกติกาการรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่ 7.มีข้อมูลความรู้และมีการใช้ประโยชน์ จากกฎหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง8. มีการทำงานแบบเครือข่าย 9.มีการเคลื่อนทั้งนโยบายและสร้างความเข้มแข็งในพื้นที่ 10. ชุมชนมีกองทุนที่ดินและที่อยู่อาศัยของตนเอง

             ทั้งนี้ในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ มีเครือข่ายชุมชนที่ทำงานแก้ปัญหาที่ดิน ในพื้นที่ 310 ตำบล ในที่ดินเกือบทุกประเภท

1469420094366.jpg

 

อุดมศรี ศิริลักษณาพร : รายงาน


แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter