
เมื่อวันที่ 23-24 กรกฎาคม 2559 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือพอช.ร่วมกับคณะติดตามประเมินผลงานพัฒนาขบวนองค์กรชุมชนภาคใต้ และคณะทำงานที่ดินฯ ได้จัดเวทีสรุปบทเรียนงานที่ดินเพื่อพัฒนาเป็นคู่มือในการแก้ปัญหาที่ดินแต่ประเภท ที่วิทยาลัยภูมิปัญญาชุมชน ตำบลพนางตุง จ.พัทลุง โดยมีผู้นำจากพื้นที่ๆมีประสบการณ์ในการแก้ปัญหาที่ดิน 4 ประเภท คือที่ดินในพื้นที่ป่าอุทยาน ที่ดินป่าสงวน ที่ดินป่าชายเลน ที่ดินสาธารณะ รวมทั้งที่ดินในที่เอกชนจากชุมชนทับยาง จ.พังงา พร้อมผู้เข้าร่วมจากคณะทำงานที่ดินภาคใต้ ดร.สุชาติ สุขสถิตย์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง นายอัมพร แก้วหนู ผู้ช่วยผู้อำนวยการพอช. นายสนิท วงสารา ผอ.ส่วนฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่อนุรักษ์ สบอ.6 หัวหน้าสถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 35 จ.สตูล รวมกว่า 50 คน


การสรุปบทเรียนในครั้งนี้ให้ความสำคัญกับ 4 ประเด็นสำคัญ คือสถานการณ์ปัญหาและผลกระทบในพื้นที่ กระบวนการทำงานเพื่อการแก้ปัญหาที่ดิน ผลหรือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทิศทางต่อไป และปัจจัยของความสำเร็จ ผลการถอดบทเรียนพบว่าต่อสถานการณ์ปัญหา เช่นกรณีที่ดินในพื้นที่ป่าสงวนป่าอุทยาน ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากประกาศอุทยานและป่าสงวนทับที่ทำกินของชาวบ้าน ผลกระทบที่สำคัญคือไม่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน กระทบต่ออาชีพและรายได้เนื่องจากไม่สามารถเปลี่ยนต้นยางพารา ซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนใต้ในชนบทได้ รวมทั้งการถูกฟ้องร้อง ถูกดำเนินคดี เป็นต้น ในด้านกระบวนการแก้ปัญหาของชุมชนที่ผ่านมา ที่สำคัญคือการสำรวจข้อมูลผู้เดือดร้อน การทำประวัติศาสตร์ชุมชน ประวัติการถือครองที่ดิน และการใช้ประโยชน์ จัดตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินฯเพื่อการขับเคลื่อนในระดับต่างๆ การใช้พรบ.สภาองค์กรชุมชน เป็นเครื่องมือในการกำหนดกติกาแก้ไขปัญหา การเชื่อมโยงกับประเด็นงานอื่นๆ การศึกษาช่องทางทางกฎหมาย การสร้างกฎระเบียบกติกาของชุมชน การนำข้อมูลเจรจากับหน่วยงานของรัฐ รวมทั้งการผลักดันเชิงนโยบาย เป็นต้น



สำหรับพื้นที่ๆมีปัญหาที่ดินมายาวนาน กระบวนการแก้ปัญหามีทั้งเรื่องการกดดัน ประท้วง การสื่อสารผ่านสื่อ การเชื่อมโยงกับเครือข่ายที่ดินอื่นๆเพื่อผลักดันนโยบาย สำหรับผลที่เกิดขึ้นจากกระบวนการทำงานพบว่า มีการทำข้อมูลเพื่อการแก้ไขปัญหาในทุกพื้นที่ ในพื้นที่ป่าชายเลนมีการกันพื้นที่เพื่อการอยู่อาศัยของชุมชน ในบางพื้นที่สามารถแก้ปัญหาได้สำเร็จคือชุมชนได้โฉนดที่ดิน หรือสปก. เกิดกองทุนที่ดินของชุม ชุมชนมีความหวงแหนในการอนุรักษ์ดูแลทรัพยากร เป็นต้น แต่ทั้งนี้เมื่อเทียบกับปริมาณของครัวเรือนที่มีปัญหาที่ดินถือว่าการแก้ปัญหาที่ดินประสบความสำเร็จน้อยมาก
นายอาหามะ ลีเฮง ผู้นำจากเครือข่ายที่ดินบูโด-สุไหงปาดี กล่าวถึงบทเรียนที่สำคัญว่า การประกาศอุทยานบูโด-สุไหงปาดี ทำให้ทับที่ทำกินของชาวบ้าน มีผู้เดือดร้อนใน 25 ตำบล 9 อำเภอในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อปี 2542 ชุมชนได้ต่อสู้เรื่องที่ดินตลอดมา ข้อมูลของชุมชนที่ชัดเจนซึ่งทำร่วมกับหน่วยงาน ส่งผลให้มีมติครม. 14 ตุลาคม 2551 เพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ดังกล่าว รวมทั้งการเปลี่ยนโค่นต้นยางพาราได้ จนกระทั่งปัจจุบันก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาที่ดินในเขตอุทยานบูโด-สุไหงปาดีได้แม้แต่แปลงเดียว ส่วนการเปลี่ยนโค่นต้นยางพารา ก็เพิ่งดำเนินการได้ในปี 2558 เป็นต้น
นายอวยพร มีเพียร นายกองค์การบริหารส่วนตำบลรับร่อ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร กล่าวว่า ชุมชนที่ประสบปัญหาเรื่องที่ดิน ต้องทำข้อมูลให้แน่น และใช้กลไกของสภาองค์กรชุมชนเป็นเครื่องมือ นำข้อมูลเข้าสู่สภาอบต. รวมทั้งเสนอข้อมูลเพื่อแก้ปัญหาในระดับอื่นๆ และเสนอว่าข้อมูลที่ดินที่จัดทำมาดีแล้ว ให้ติดประกาศในทุกหมู่บ้านให้ประชาชนในตำบลรับรู้ด้วยอย่ารู้แต่แกนนำ
นายสนิท องศารา ผอ.ส่วนฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่อนุรักษ์ สบอ.6 มีความเห็นว่าข้อมูลที่ชุมชนทำสมบูรณ์ ให้มีการเซ็นรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวมาในทุกระดับตั้งแต่ ตำบล อำเภอ จังหวัด เพื่อให้ข้อมูลนี้ใช้ประโยชน์ตลอดไปได้แม้ผู้นำจะเปลี่ยน และมีความเห็นว่าชุมชนควรผลักดันให้มีการทำกินในที่ดินเดิม รวมทั้งการเปลี่ยนโค่นต้นยางพาราได้โดยไม่ผิดกฎหมาย
ด้านบทเรียนที่เป็นปัจจัยความสำเร็จในการแก้ปัญหาที่ดินจากเวทีถอดบทเรียนสำคัญมีอยู่ 10 อย่างคือ 1.ต้องมีการทำงานร่วมกับท้องที่ ท้องถิ่น วิชาการ หน่วยงาน ประชาสังคม 2. มีความเข็มแข็ง ยืนหยัดขององค์กรชุมชนและชุมชน 3.ใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นเครื่องมือ 4.มีข้อมูลที่ครบถ้วน ถูกต้อง ผ่านการรับรองร่วมกัน 5.เจ้าของปัญหา ลุกขึ้นมาทำงาน 6. มีมาตรการและกติกาการรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่ 7.มีข้อมูลความรู้และมีการใช้ประโยชน์ จากกฎหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง8. มีการทำงานแบบเครือข่าย 9.มีการเคลื่อนทั้งนโยบายและสร้างความเข้มแข็งในพื้นที่ 10. ชุมชนมีกองทุนที่ดินและที่อยู่อาศัยของตนเอง
ทั้งนี้ในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ มีเครือข่ายชุมชนที่ทำงานแก้ปัญหาที่ดิน ในพื้นที่ 310 ตำบล ในที่ดินเกือบทุกประเภท

อุดมศรี ศิริลักษณาพร : รายงาน





