บทความโดยสุวัฒน์ คงแป้น

ความจริงอันสำคัญที่น่าจะเป็นต้นตอของปัญหาต่างๆ ในโลกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ก็คือความต้องการของมนุษย์ที่จะเป็นผู้ครอบครองเป็นเจ้าของที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติอย่างเบ็ดเสร็จตลอดจนความต้องการที่จะควบคุมธรรมชาติให้ได้ เหล่านี้แม้จะเป็นความคิดพื้นฐานของมนุษย์ทั่วไปแต่เติบโตและมีอิทธิพลอย่างยิ่งในทวีปยุโรป หรือที่รู้จักในนามโลกตะวันตก
เริ่มจากมนุษย์ที่มีกำลังมากตั้งตนเป็นใหญ่และควบคุมผู้อื่นไว้เพื่อให้ตนเป็นเจ้าของที่ดินทรัพยากรธรรมชาติแต่เพียงผู้เดียว และเมื่อมีอำนาจมากขึ้นก็ใช้กำลังและความได้เปรียบที่มีอยู่ขยายอาณาเขตไปทั่วโลกแย่งชิงที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติจากผู้คนที่อาศัยอยู่เดิมแล้วกดขี่คนอื่นให้อยู่ภายใต้อำนาจของตนเอง นี่คือระบบโลกยุคแรก ๆ เมื่อพันกว่าปีล่วงมาแล้ว
ตลอดเวลาถัดจากนั้นยาวมาถึงปัจจุบัน เนื้อหาก็ยังคงเดิมคือ การขดขี่ผู้อื่น เพื่อให้ตนเป็นผู้ครอบครองเป็นเจ้าของทรัพยากรธรรมชาติ ก็ยังคงอยู่ แต่มีความเข้มข้น ไม่ได้ใช้กำลังเพียงอย่างเดียวแต่ใช้เทคนิคแพรวพราวมากกว่าเดิมตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป จนก่อเกิดเป็นขั้วอำนาจในโลกใบนี้ให้เห็นอย่างชัดเจน ผลก็คือผู้มีอำนาจต้องการแสดงตนว่าเขาคือผู้เป็นเจ้าของทรัพยากรธรรมชาติ และต้องการที่จะควบคุมธรรมชาติให้ได้จนนำมาซึ่งภัยพิบัติให้เห็นไม่เว้นแต่ละวัน

นั่นคือระบบโลก แต่เมื่อย่อส่วนมาพิเคราะห์ในแต่ละประเทศก็มีลักษณะที่ไม่ต่างกัน คือผู้ปกครองต้องการเป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศ โดยเริ่มจากการครอบครองฐานที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และความเป็นเจ้าของประชาชน แล้วกดขี่ประชาชนให้เป็นเพียงผู้รับใช้ ทำให้ไม่มีสิทธิ์มีเสียง มีการแบ่งชั้นวรรณะ ซึ่งท้ายที่สุดก็มีเพียงผู้กดขี่กับผู้ถูกกดขี่เท่านั้น นี่คือความธรรมดาที่ไม่ธรรมดาในโลกมนุษย์ใบนี้
กล่าวเฉพาะในประเทศไทย แรกเริ่มจากการปกครองแบบพ่อปกครองลูก ซึ่งมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ต่างออกไปจากที่อื่นในโลกที่ผู้ปกครองกดขี่เอาเปรียบผู้ถูกปกครอง แต่ของเราสมัยสุโขทัย ประชาชนมีปัญหาก็มาร้องทุกข์กับผู้ปกครองได้ มีเสรีภาพที่จะค้าขายทำมาหากิน ทั้งนี้เพราะสุโขทัย ได้รับอิทธิพลความคิดจากพุทธศาสนาอย่างเต็มที่
ในสมัยอยุธยาคติความเชื่อของพุทธมีความเสื่อมลงไป กษัตริย์คือสมมุติเทพ คือนักปกครอง ประชาชนคือส่วยที่จะต้องสับเปลี่ยนกันมาทำงานให้หลวง หรือทำให้ขุนนางที่ตนสังกัด กษัตริย์มัดใจขุนนางโดยการให้ครอบครองที่ดิน หรือเรียกว่า “ระบบศักดินา” ยุคนี้นักปกครองและขุนนางเป็นใหญ่ประชาชนไม่มีสิทธิไม่มีเสียงแต่อย่างใด ซึ่งเป็นระบบที่หยั่งรากลึกอยู่ในสังคมไทยทุกหย่อมหญ้า
ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ทรงเห็นว่า โลกก้าวหน้าไปมากประเทศไม่อาจอยู่รอดได้หากประชาชนยังตกเป็นทาสของผู้อื่น จึงทรงประกาศให้มีการเลิกทาสแบบค่อยเป็นค่อยไป และวางจังหวะก้าวในการนำประเทศไปสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมกันทั่วโลก ซึ่งการวางจังหวะก้าวนี้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องถึงรัชกาลที่ 7 ซึ่งมีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนประเทศไปสู่ระบบประชาธิปไตยแต่ก็มีการปฏิวัติโดย “คณะราษฎร์” เสียก่อน ซึ่งพระองค์ก็ทรงยอมรับที่จะเสียสละอำนาจอันเป็นของพระองค์อยู่เดิมให้เป็นของประชาชนทุกคน ไม่ใช่มอบให้กลุ่มหนึ่งกลุ่มใดเป็นการเฉพาะ
แต่ลองหันมาตรวจสภาพประชาธิปไตยบ้านเราดูก็จะรู้ว่าอำนาจอธิปไตยที่รัชกาลที่ 7 ทรงมอบให้กับประชาชนไปตกอยู่ในมือใคร กล่าวคือ ตั้งแต่ปี 2475-2516 (40 ปี) อำนาจตกอยู่ในมือทหารเพียงกลุ่มหนึ่งเท่านั้นประชาชนหาได้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยไม่ จากปี2517ถึงปี2519 เป็นยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน คือ ช่วงให้การศึกษาเพื่อทำให้ประชาชนเข้าใจถึงสิทธิของตนเอง แต่ก็ยังไปไม่ถึงไหนก็มีการปฏิวัติกันเป็นระยะจนมาถึงยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ ถึงแม้จะมีการเลือกตั้งแต่นายกรัฐมนตรีก็มาจากคนนอกได้ มันเป็นประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ที่ยากจะเข้าใจ
ผมเห็นว่ายุคที่เมืองไทยเป็นประชาธิปไตย (แบบเลือกตั้ง) สมบูรณ์ที่สุดก็ตั้งแต่ปี 2535 – 2543 ประมาณ 8 ปี เท่านั้น เพราะเรามีรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่เคารพและให้ความสำคัญกับสิทธิของประชาชนและชุมชนแต่หลังจากนั้น ในปี 2544 ประชาธิปไตยก็ตกอยู่ในมือกลุ่มทุนโดยอาศัยความเป็นประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งเป็นข้ออ้าง ทำทุกวิถีทางที่จะได้เข้ามาเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล เพื่อจะได้เป็นผู้ควบคุมการใช้ทรัพยากรอย่างเบ็ดเสร็จ เช่น การซื้อตัวผู้ที่มีโอกาสจะได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือการซื้อทั้งพรรคก็ทำกันมาแล้ว
กล่าวเฉพาะภาคประชาชน ถูกทำให้เป็นเบี้ยล่างมาโดยตลอดนับร้อยๆ ปี ถูกใส่ความคิดว่า นักปกครองคือผู้วางแผนรับผิดชอบประเทศ ประชาชนคือผู้รอรับ ดังนั้นเมื่อประเทศ มีการใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ตั้งแต่ปี 2504 เป็นต้นมา ผู้กำหนดแผนก็คือผู้ปกครองซึ่งไม่เคยเป็นตัวของตัวเอง แต่จะยึดโยงกับขั้วอำนาจของระบบโลกดังกล่าวข้างต้นมาโดยตลอด

ประชาชนก็คือประชาชนที่มีสิทธิบางอย่างที่รัฐมอบให้และต้องมีหน้าที่ซึ่งรัฐกำหนด เช่น ต้องเกณฑ์ทหารเมื่ออายุ 21 ปี ต้องเลือกตั้งเมื่ออายุ 18 ปี ต้องเสียภาษีเมื่อมีรายได้ ฯลฯ ทำได้ดังนี้ก็เป็นประชาชนที่ดีของประเทศแล้ว ไม่ควรจะคิดทำอะไรมากกว่านี้ เช่น ไม่ควรคิดจะเข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนพัฒนาประเทศเพราะนี่เป็นหน้าที่ของนักปกครอง หากใครคิดต่าง จะถูกมองว่าเป็นปรปักษ์กับรัฐ เป็นคนหนักแผ่นดิน เป็นผู้หลงผิด เป็นผู้ก่อการร้าย ฯลฯ แล้วแต่จะเรียกตามยุคสมัย
ภาคประชาชนมีความตื่นตัวมากขึ้นหลังมีรัฐธรรมนูญปี 2540 (ซึ่งก่อนหน้าก็มีการรวมกลุ่มกันทำกิจกรรมเพื่อการพึ่งตนเองหรือรวมกลุ่มกันปกป้องทรัพยากรธรรมชาติอยู่พอสมควร) ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิชุมชนเป็นอย่างมาก เช่น สิทธิในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิทธิอื่นๆ บางกลุ่มได้ยกระดับไปสู่การทำงานเพื่อให้เกิดสิทธิในการจัดการตนเองในทุกๆ เรื่อง ซึ่งเป็นความก้าวหน้าที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่ส่วนใหญ่ก็ยังทำกิจกรรมเพื่อกิจกรรมยังเป็นประชาชนที่ดีของประเทศอยู่ต่อไป
ในปี 2551 เครือข่ายภาคประชาชนที่ทำกิจกรรมอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศมาเป็นเวลานาน มีประสบการณ์ในการทำงานพัฒนาเป็นอย่างดี เห็นว่า “ชุมชน” เป็นรากฐานที่สำคัญของประเทศ แต่มีความอ่อนแอ เพราะเป็นเพียงผู้รับผลแห่งการพัฒนาประเทศซึ่งผู้อื่นเป็นคนวางแผนให้นำมาซึ่งความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรมและทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลาย ดังนั้นจะต้องมีองค์กรภาคประชาชนที่เข้มแข็งสามารถจัดการตนเองได้ เพื่อเข้าไปมีบทบาทอย่างสำคัญในการพัฒนาประเทศ และสร้างประชาธิปไตยฐานรากที่เข้มแข็ง จึงได้ร่วมกันผลักดันจนเกิด พรบ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 ปัจจุบันมีสภาองค์ชุมชนตำบลเกิดขึ้นทั่วประเทศ จำนวน 4,930 ตำบล และคาดว่าครบทุกตำบลใน 3 ปี
สภาองค์กรชุมชนตำบล จะมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงภาคประชาชน นำปัญหามาพูดคุย วางแผน ซึ่งเป็นบทบาทใหม่ที่ไม่ใช่การทำกิจกรรม เป็นบทบาทที่ไม่จำทนอยู่แต่การทำหน้าที่ของประชาชน อีกต่อไป แต่เป็นบทบาทของความเป็น “พลเมือง” ผู้ตื่นรู้ลุกขึ้นมาเป็นผู้กำหนดอนาคตของชุมชนสังคมและของประเทศชาติด้วยตนเอง เปลี่ยนจาก “ผู้รอรับ” ในอดีตมาเป็น “ผู้กำหนดแผนพัฒนา” (ยังมีกลุ่มชุมชนที่ทำงานกับนักพัฒนาเอกชนจำนวนไม่น้อย ที่มีความคิดเชิงการเปลี่ยนแปลง) และเตรียมพร้อมที่จะนำแผนพัฒนาของตนไปบูรณาการกับ “พลเมือง” กลุ่มอื่นๆ ในตำบล จังหวัด ประเทศ เพื่อให้เกิดหนึ่งแผนหนึ่งตำบล หรือ หนึ่งแผนหนึ่งจังหวัด ฯลฯ มิใช่รอให้นักปกครองเป็นผู้กำหนดแผนเหมือนในอดีตที่ผ่านมา
ความจริงที่ชัดเจนก็คือภาคประชาชนถูกกดทับมานาน และกลุ่มก้าวหน้าที่มีอยู่ส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงกลุ่มทำกิจกรรมโครงการที่รอรับงบประมาณจากแหล่งทุนต่าง ๆ การจะปรับวิธีคิดของชุมชนไปสู่ “พลเมืองผู้กำหนดอนาคตตนเอง” จึงเป็นเรื่องยากยิ่ง ทุกฝ่ายจึงต้องร่วมมือกันเป็นผู้หนุนเสริมให้ประชาชนก้าวไปสู่ความเป็นพลเมือง
หมดยุค “ฉันคือประชาชน” ต้องเชื่อมั่นในพลังของพลเมือง และร่วมกันสร้างให้เกิดพลเมืองที่เข้มแข็ง เต็มแผ่นดิน ใช้พลังพลเมืองเปลี่ยนแปลงสังคม ไม่หวังพึ่งภาครัฐ และนักปกครอง เพราะประวัติศาสตร์อันยาวนานบอกไว้เช่นนั้น






