playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

บทความโดย พฤกษา มาลา

DSC_0011.jpg

สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)  ร่วมกับ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) และหน่วยงานภาคีความร่วมมือ ได้จัดเวทีสัมมนาเชิงปฏิบัติการแบบประชารัฐ ว่าด้วยการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนภาคเหนือ ระหว่างวันที่ 2-5 สิงหาคม 2559 ที่ตำบลบ้านโป่ง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย กับผู้เข้าร่วมกว่า 150 คน จากตัวแทน 31 ตำบล 28 อำเภอ 12 จังหวัดภาคเหนือ ภายใต้ความเชื่อมั่นในศักยภาพของชุมชนที่จะสร้างมาตรฐานการท่องเที่ยวโดยตนเองเป็นผู้กำหนดทิศทาง ไม่ใช่การกำหนดจากข้างบนลงมาหาชุมชน

นางมุกดา อินตะสาร คณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์เศรษฐกิจฐานราก ได้กล่าวชี้แจงวัตถุประสงค์การจัดงาน โดยพูดถึงบทบาทของชุมชนในการกำหนดทิศทางชุมชนตนเอง ด้วยเชื่อมั่นใจศักยภาพของชุมชนตลอดมา ซึ่งการท่องเที่ยวโดยชุมชนนั้นจะเป็นการพัฒนาระบบเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างยั่งยืน

mos.jpg นายปฏิภาณ จุมผา ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ได้บรรยายพิเศษเรื่อง “บทบาทของขบวนองค์กรชุมชมกับการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวโดยชุมชน” โดยได้กล่าวว่า ทางสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนนั้นมีภารกิจสำคัญที่เป็นเข็มทิศในการดำเนินงานมาตลอด นั่นคือ การสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง ซึ่งตรงนี้ก็ถือเป็นสิ่งที่สถาบันยึดมั่นมาโดยตลอด

“ปีนี้เป็นปีที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนให้แข็งแรง ต้องการให้ชุมชนมีความพึ่งตนเอง เป็นสังคมที่มีความยั่งยืนในคุณภาพชีวิต ไม่ใช่ว่าจะให้มุ่งคิดถึงแต่เรื่องเงินเรื่องเดียว ดังนั้น การท่องเที่ยวชุมชนจึงเป็นข้อสรุปจากหลายๆ ฝ่าย ว่าจะเป็นกลไกที่ดีในการขับเคลื่อนสร้างฐานเศรษฐกิจฐานรากให้ชุมชน แต่ว่า สิ่งที่จะต่างออกไปคือ การส่งเสริมการท่องเที่ยวครั้งนี้ จะถูกดำเนินการโดยชุมชน ไม่ใช่จากการถูกกำหนดจากข้างบนลงมาข้างล่างอีก แต่เขาจะกำหนดทิศทาง รูปแบบ การท่องเที่ยว ของเขาเอง

“พอช. ทำงานกับขบวนองค์กรชุมชนมานานกว่าสิบกว่าปี จึงมั่นใจมากในศักยภาพของขบวนพี่น้องที่จะสร้างระบบการท่องเที่ยวโดยชุมชนครั้งนี้ เพียงแต่ว่า ยังอาจต้องเติมส่วนที่ขาดหายบางอย่างให้เขา เช่น เรื่องของการบริหารจัดการ เรื่องของการค้นหาอัตลักษณ์ เรื่องการคิดในมุมมองของการตลาด การประชาสัมพันธ์"


“สำหรับ 31 ตำบลจาก 12 จังหวัด ที่มาเข้าร่วมครั้งนี้ จะเป็นกลุ่มพื้นที่ที่จะนำไปสู่การสร้างประวัติศาสตร์ชุมชนในการลุกขึ้นมาจัดการเรื่องการท่องเที่ยวโดยชุมชน โดยหน่วยงานท้องถิ่น ภาคีพัฒนาที่มีความเอาจริงเอาจังในการทำงานสนับสนุนและหนุนเสริมชุมชน โดยมีกุญแจแห่งความสำเร็จ 5 ประการ คือ ๑.) ชุมชนต้องเป็นผู้กำหนด และเป็นบริหารจัดการ ๒.) ชุมชนต้องมีข้อมูล มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และมีการกำหนดเป้าหมาย วิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ ๓.) นำปรัชญาของในหลวงมาใช้ในกำหนดแนวทางการท่องเที่ยว ๔.)ผลักดันให้เป็นนโยบายของท้องถิ่น และยกระดับสู่นโยบายระดับจังหวัด เชื่อมโยงสู่นโยบายระดับประเทศ ๕.) ต้องเกิดกองทุนของชุมชน ภายใต้เป้าหมายสูงสุด คือ ต้องมีการฟื้นระบบทั้งระบบ ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ วิถีวัฒนธรรม วิถีชีวิต เป็นการสร้างการท่องเที่ยวแบบสร้างปัญญา คนมาเที่ยวได้ความรู้ นำไปสู่การสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็งในรูปแบบของคนภาคเหนือ และนำไปสู่การสร้างการเปลี่ยนแปลงจากฐานรากอย่างแท้จริง”

 

 

sutap.jpg

จากนั้น นายสุเทพ เกื้อสังข์ รองผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) ได้นำเสนอกรอบแนวคิด ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวโดยชุมชน โดยกล่าวว่า “การท่องเที่ยวโดยชุมชน เป็นการท่องเที่ยวรูปแบบหนึ่งที่ชุมชนเป็นเจ้าของ บริหารจัดการโดยชุมชน เพื่อสร้างสมดุลด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ผ่านการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน การท่องเที่ยวชุมชนถือเป็นทางเลือกของการท่องเที่ยว  โดยอาศัยกระบวนการการมีส่วนร่วม ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมวางแผน ร่วมปฏิบัติตามแผน  ร่วมรับผิดชอบ โดยเพื่อเป้าหมายสุดท้ายแล้วชุมชนจะต้องได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยว 


ถ้าจะทำให้การท่องเที่ยวยั่งยืน ต้องท่องเที่ยวโดยชุมชน แต่ไม่ใช่การท่องเที่ยวชุมชน การท่องเที่ยวชุมชนคือการที่ชุมชนถูกเที่ยว เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาตลอกว่า ๕๐ ปี แต่ถ้าโดยชุมชน มันแปลว่า คนในพื้นที่จะดูแลจัดการ

“การท่องเที่ยวโดยชุมชน ไม่ได้คิดถึงเรื่องเงินเป็นตัวตั้ง เราจะไม่เอาเงินเป็นตัวตั้งว่าต้องทำกำไรเท่านั้นเท่านี้ แต่เราจะคิดถึงหลากหลายองค์ประกอบ เช่น เราต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมของบ้านเขา เราไม่ทำลายวัฒนธรรมชาวบ้าน ไม่ลอกแนวคิดของที่อื่นถ้ามันไม่ใช่สิ่งที่เราเป็น สนับสนุนอาหารการกินพื้นถิ่น และสิ่งสำคัญที่สุดคือ รอยยิ้มของชุมชน รอยยิ้มและน้ำใจของทุกๆ คนที่จะทำให้นักท่องเที่ยวอยากกลับมาหาอีกครั้ง “

 

 

 

 

 

jong.jpg ด้าน ดร. อนุรักษ์ เรืองรอบ ที่ปรึกษาของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ได้กล่าวถึงการสนับสนุนเรื่องการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนว่า จากที่ผ่านมาด้วยบทบาทและภารกิจที่ต้องร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งได้สร้างร่วมมือกับภาคี ๓๕ ภาคี เมื่อเดือนมากราคม ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา เพื่อจะดึงภาคีทุกส่วนมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสร้างสัมมาชีพให้เต็มพื้นที่ จึงมีประเด็นที่ต้องขับเคลื่อนกันอยู่สามสี่ประเด็น อันได้แก่ การผลักดันเรื่องของเกษตรอินทรีย์ แต่เกษตรอินทรีย์ต้องการตลาดและการพึ่งตลาดต้องมีต้นทุนสูงขึ้นอีก จึงทำให้ต้องมาคิดกันว่าทำอย่างไรที่เราจะไม่ต้องไปพึ่งตลาดภายนอกมาก เราถึงต้องมาคิดเรื่องการท่องเที่ยวโดยชุมชน ทำการท่องเที่ยวในชุมชน ทำให้มีคนเข้ามาในชุมชนของเรา ให้เขามาเที่ยวสวนเกษตรอินทรีย์ของเรา มาใช้ชีวิตแบบเรา แล้วซื้อผลผลิตของเราติดไม้ติดมือไป นั่นคือ เราได้ลดต้นทุนการของการผลิตแล้ว

“จากนั้นเราก็มาคิดถึงเรื่องของร้านค้าชุมชน เพราะเมื่อเรามีสินค้า เรามีนักท่องเที่ยวเข้ามา ทีนี้เราจะทำอย่างไรให้เรามีหน้าร้านวางของ ที่จะรวบรวมและกระจายผลิตออกไป เป็นศูนย์จำหน่าวยผลผลิตของชุมชน ให้นักท่องเที่ยวติดไม้มือกลับบ้าน และประเด็นสุดท้ายที่ พอช. ได้ขยับและทำงานกับชุมชนมาโดยตลอด คือการฝึกการออมเงินชาวบ้าน หรือที่เรียกว่า สถาบันการเงินของชาวบ้าน เป็นเงินกองทุนต่างๆ อีก ซึ่งเรามีเงินออมตรงนี้ที่ยังไม่ได้นำมาใช้ ถ้าเราทำมาใช้ในกิจกรรมของชุมชน ไม่ว่าการพัฒนาร้านค้า ร้านอาหาร โฮมสเตย์ พัฒนากลไกที่จะทำการท่องเที่ยว พัฒนาการค้า การเกษตร การท่องเที่ยว และมีการจัดระบบตลาดอย่างเป็นระบบ เชื่อมโยงกับข้างนอก หากสี่เรื่องนี้ดำเนินไปอย่างสอดคล้อง สนับสนุนกันและกัน  ก็จะถือว่าเป็นกลไกพัฒนาสัมมาชีพให้ชุมชนอย่างเข้มแข็ง

“ผมเชื่อว่า การท่องเที่ยวโดยชุมชนจะได้รับความนิยม ทุกวันนี้เรามีนักท่องเที่ยวที่อยากเที่ยวแบบนี้แต่เขาไม่รู้จะไปที่ไหนได้บ้าง ติดต่อที่ใครได้บ้าง เราจึงต้องมีการฝึกอบรมให้ชาวบ้านฝึกการบริหารจัดการ ฝึกค้นหาอัตลักษณ์ ฝึกการประชาสัมพันธ์ ทำการตลาด หากเขาทำได้ นักท่องเที่ยวจะเข้ามาแน่นอน แต่แน่นอนว่า เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การท่องเที่ยวชุมชนไม่ได้เอาเงินเป็นตัวตั้ง ถ้าใครคิดว่าการท่องเที่ยวโดยชุมชนต้องนำรายได้มาให้ชาวบ้านมากๆ นั้น ผิดแล้ว แต่เราต้องการความยั่งยืนของการท่องเที่ยว เราอยากชาวบ้านมีรายได้ แต่สภาพแวดล้อมของชุมชนต้องไม่เสีย ชาวบ้านต้องไม่เป็นทุกข์จากการเข้ามาของนักท่องเที่ยว ดังนั้น นักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาเที่ยวในชุมชน จะต้องมีคุณภาพระดับหนึ่ง เป็นการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ถ้านักท่องเที่ยวไม่มีคุณภาพ มาเที่ยวแล้วทำลาทรัพยากรของชุมชน ชุมชนก็ไม่เอา”

สำหรับการสัมมนาเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ เนื่องด้วยมีการจัด



thongji.jpgขณะที่วันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๕๙  นางสาวต้องใจ ธนะชานันท์  กรรมการผู้จัดการบริษัทประชารัฐรักสามัคคี (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งได้มาร่วมเสวนาในเรื่อง “บทบาทของหน่วยงานภาคีในการร่วมพัฒนาและขับเคลื่อนการท่องเที่ยวโดยชุมชน” ได้พูดถึงแนวทางการสนับสนุนของบริษัทประชารัฐสามัคคี (ประเทศไทย) จำกัด ว่า
“ในส่วนบทบาทของบริษัทประชารัฐรักสามัคคีนั้น มีภารกิจ 4 เรื่องหลัก คือ ๑.)การเชื่อมโยงและการเติมเต็มการทำงานร่วมใน 5 ภาคส่วน คือ ประชาชนซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติการ เอกชน/ภาคธุรกิจ ผู้สนับสนุนงบประมาณ รัฐบาลสนับสนุนนโยบาย วิชาการสนับสนุนงานวิชาการ ประชาสังคมหนุนเสริมกระบวนการ ๒.) ใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งในการทำงาน ๓.)เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร และมีเป้าหมายในการพัฒนา คือ สร้างรายได้ให้ชุมชนเพิ่มขึ้น ๔.) ชุมชนอยู่อย่างมีความสุข ซึ่งในภาคเหนือมี ๔ จังหวัดที่ได้จัดตั้งบริษัทแล้ว คือ เชียงใหม่ แพร่ น่าน พิษณุโลก และมีแผนในการจัดตั้งให้ครบ 76 จังหวัด ในปี 2559

ซึ่งตลอดการฝึกอบรมสามวันนี้ตัวแทนจากทุกชุมชนได้นอนพักโฮมเสตย์ที่บ้านโป่งเทวี อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ซึ่งนอกจากจะได้การได้เรียนรู้เรื่องการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนแล้ว ยังได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์จากเจ้าของพื้นที่และเพื่อนจังหวัดอื่นๆ 

การจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนนั้น ถือเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน มีเป้าหมายเพื่อให้คนในชุมชนได้รับผลประโยชน์ร่วม มีการอนุรักษ์และส่งเสริมวัฒนธรรม มีการบริหารจัดการธรรมชาติสิ่งแวดล้อมให้คงสภาพที่ดี คนในชุมชนมีความสุข และคนที่มาเที่ยวมีความรู้  การท่องเที่ยวโดยชุมชนจึงเป็นเครื่องมือในการสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้มีความแข็งแรง สังคมมีคุณภาพ และเป็นแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน 

 

 

 

 

DSC_0055re.jpg

DSC_0062re.jpg

DSC_0163resize.jpg

DSC_0305re.jpg

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter