บทความโดย สุวัฒน์ คงแป้น

การพัฒนาแบบ “พื้นที่เป็นตัวตั้ง” มีคนพูดถึงกันมากขึ้นทุกระดับไม่ว่าจะระดับท้องถิ่น ประเทศ และระดับโลก องค์การสหประชาชาติให้ความสำคัญกับการพัฒนาแนวนี้ ซึ่งโดยนัยยะสำคัญของการพัฒนาแบบใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง เป็นการพัฒนาแบบองค์รวมและบูรณาการ โดยนำปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นในพื้นที่มาดูกันทั้งหมด วางแผนปัญหาร่วมกันโดยถือเอาประโยชน์ของคนทั้งหมดเป็นตัวตั้ง
จะว่าไปแล้วการพัฒนาแบบใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง ชุมชนฐานรากในประเทศไทยทำกันมานานไม่น้อยกว่า 10 ปี โดยจากจุดเริ่มต้นเมื่อราวๆ 40 ปีก่อนที่รวมตัวกันทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่สนใจ เช่นทำกลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มแปรรูปอาหาร กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) กลุ่มป่าชุมชน ฯลฯ และไม่ค่อยสนใจกิจกรรมของกลุ่มอื่นมากนัก

จากประสบการณ์อันยาวนานร่วมสิบทศวรรษ ทำให้ชุมชนรู้ว่าการพัฒนาในลักษณะต่างคนต่างทำขาดการเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน ชุมชนไม่อาจรู้ปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นในพื้นที่ของตนเอง ขาดความเข้าอกเข้าใจและขาดการหนุนเสริมซึ่งกันและกันของคนในพื้นที่ ที่สำคัญก็คือไม่อาจยกระดับกิจกรรมที่ตนทำอยู่ไปสู่นโยบายสาธารณะ หรือนำไปสู่การจัดทำแผนพัฒนาของพื้นที่ได้ บทเรียนดังกล่าวได้นำไปสู่แนวคิดใหม่ของการพัฒนา นั่นก็คือ “การฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่น” หรือ “ชุมชนจัดการตนเอง”
การขับเคลื่อนงาน “ชุมชนจัดการตนเอง” ในระยะแรก ๆ อาจมีปัญหาอุปสรรคอยู่บ้าง และส่วนใหญ่ยังมีความเคยชินกับการทำงานในลักษณะกิจกรรมโครงการเฉพาะเรื่องและยังหวังพึ่งงบประมาณสนับสนุนจากหน่วยงานจนกระทั่งได้เกิด พรบ. สภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 เกิดการจดแจ้งจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลขึ้น ก็ได้ใช้สภาองค์กรชุมชนตำบล เป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยงชุมชนและภาคีพัฒนาในพื้นที่มาทำงานร่วมกันอย่างมีสถานะ
สภาองค์กรชุมชนตำบลจึงเป็นเครื่องมือหรือหน่วยจัดตั้งระดับตำบลที่สำคัญ ในการสร้างความคิดคนสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระดับพื้นที่และพร้อมจะเชื่อมโยงไปสู่การจัดการตนเองในระดับพื้นที่ที่ใหญ่ขึ้นนั้นคือพื้นที่ระดับจังหวัด ในเวลาถัดมาก็ได้รับการยกระดับทางความคิดไปสู่ “จังหวัดจัดการตนเอง” ในแต่ละจังหวัด มีความก้าวหน้าไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ ประการ
จังหวัดอำนาจเจริญ มีการระดมปัญหาจากสภาองค์กรชุมชนตำบลทั้ง 67 ตำบล พบว่าทางรอดของคนอำนาจเจริญ ก็คือการเกษตรยั่งยืนเป็นเกษตรที่มีธรรมมะไม่เบียดเบียนตนเอง ผู้อื่น และไม่เบียดเบียนธรรมชาติ จึงได้ยกระดับปัญหาจากทุกตำบลเป็นนโยบายสาธารณะระดับจังหวัด นั่นคือ “การนำพาอำนาจเจริญไปสู่เมืองธรรมเกษตรภายใน 20ปี” ซึ่งนโยบายนี้ได้ถูกนำเสนอและได้รับการบรรจุเป็นนโยบายของจังหวัด
จังหวัดพังงา ที่เคยมีความสุขเป็นอันดับ 2 ของประเทศ แต่ด้วยความเจริญทางด้านวัตถุ เป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยวระดับโลก ทรัพยากรธรรมชาติของคนพังงา จึงถูกทำลายทำให้พังงาเป็นเมืองที่คนอื่นมาแล้วมีความสุขแต่กลับพบว่าคนพังงามีความสุขลดลง องค์กรชุมชนโดยมีสภาองค์กรชุมชนเป็นแกนหลัก ทำการสำรวจข้อมูลปัญหาต่างๆ ที่ทำให้คนพังงามีความสุขลดลง ซึ่งจากการประมวลข้อมูลจาก 8 ตำบลนำร่อง พบว่าความไม่มั่นคงในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ปัญหาอบายมุข ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ ฯลฯ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ความสุขลดลง จึงได้ร่วมกันกำหนดการพัฒนาให้คนพังงาจัดการตนเองภายได้ยุทธศาสตร์ “พังงาแห่งความสุข” โดยมีการประสานภาคีพัฒนาต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน มาร่วมกันขับเคลื่อนงานสู่เป้าหมาย พังงาแห่งความสุข โดยขยายพื้นที่ปฏิบัติการให้ครบทุกตำบล
นอกจากการขับเคลื่อน พื้นที่จัดการตนเองที่เริ่มต้นโดยจากชาวบ้าน 2 จังหวัด ดังกล่าว ในบางจังหวัดซึ่งมีภาคประชาสังคมเข้มแข็ง เช่นเชียงใหม่ ระยอง ฯลฯ ก็ขับเคลื่อนโดยใช้เครื่องมือที่ต่างกันไป โดยเน้นที่การยกร่าง พระราชบัญญัติจังหวัดปกครองตนเอง แต่ทั้งนี้ก็ยังคงอาศัยความเข้มแข็งหรือพลังของภาคชุมชนเป็นฐานเคลื่อนที่สำคัญ

สตูลเป็นจังหวัดเล็ก ๆ ทางภาคใต้ที่เดินแนวทางนี้ เมื่อ 5 ปีก่อน จากความคิดที่ว่าจังหวัดสตูลได้รับผลกระทบอย่างมากจากเมกะโปรเจ็คการสร้างท่าเรือน้ำลึกที่ปากบารา อ.ละงู และจะขยายเป็นนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ครอบคลุมพื้นที่ 150,000 ไร่
จากเดิมคนสตูลมีอาชีพหลัก คือการเกษตรและการประมง คนสตูลถือว่า “ทะเลคือหม้อข้าว” เพราะมีเรือประมงพื้นบ้านกว่าหกพันลำ ยังไม่นับการประมงที่ไม่ต้องใช้เครื่องมือจับปลาที่อาศัยภูมิปัญญาจับปลาด้วยสองมือ ซึ่งทำกินมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ดังนั้นหากมีการสร้างท่าเรือน้ำลึกก็จะเป็นอันตรายต่อหม้อข้าวของคนสตูลเป็นอย่างยิ่ง
ส่วนการเกษตรนั้นแม้ว่าในระยะหลังมีพืชเชิงเดี่ยวมากขึ้น แต่ปัญหาที่เกิดจากราคาผลผลิตตกต่ำ ทำให้คนสตูลหันไปหาภูมิปัญญาเดิม ปลูกพืชผสมผสาน ผลิตอาหารที่ปลอดภัยมากขึ้น ดังนั้นการเข้ามาของนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ก็เป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อหม้อข้าวหม้อที่สองของคนสตูล ประกอบกับความงดงามทางทะเล ป่าเขา ยังทำให้สตูลเป็นเมืองที่มีศักยภาพอย่างยิ่งทางการท่องเที่ยว

การเข้ามาของโครงการขนาดใหญ่ และให้ข้อมูลเพียงด้านเดียวทำให้พี่น้องสตูลเห็นต่างกันมีทั้งเอาและไม่เอาท่าเรือน้ำลึก พูดกันไม่เต็มปากมองกันไม่เต็มตามาเป็นเวลาหลายปี จนมาคิดได้ว่าหากคนสตูลไม่รักกันสักวันจะอยู่บนผืนแผ่นดินนี้ยากลำบาก จึงได้เริ่มก่อตัวกันโดยอาศัยความรักที่มีต่อแผ่นดินเกิดเป็นตัวเชื่อมโยงภายใต้ชื่อ “รักจังสตูล”
แม้ว่าในระยะเริ่มต้นของ “รักจังสตูล” จะก่อเกิดจากกลุ่มเล็กๆ ของนักพัฒนาเอกชนต่อมาได้มีการให้ข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับท่าเรือน้ำลึก ต่อสาธารณชนควบคู่ไปกับการประสานงานกับกลุ่มชุมชนต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประสานงานกับสภาองค์กรชุมชนตำบล ประสานกับภาคีนักพัฒนาเอกชนอื่นๆ ท้องที่ ท้องถิ่น และนักธุรกิจ ทำให้รักจังสตูลมีวงที่กว้างขึ้นทั้งจังหวัดสตูล
ภารกิจสำคัญของ “รักจังสตูล” มีอยู่ 2 ด้านหลักๆ คือ การสร้างเครือข่ายคนรักสตูลให้กว้างขวางและเข้มแข็ง มีการให้ข้อมูลถึงผลดีผลเสียของการเกิดท่าเรือน้ำลึก โดยใช้หลากหลายรูปแบบ เช่น การฉายหนังในระดับหมู่บ้าน การใช้สื่อต่างๆ เพื่อให้ข้อมูลต่อสาธารณะ ตลอดจนการจัดสมัชชา “รักจังสตูล” ระดับจังหวัดเพื่อจัดทำข้อเสนอต่อระดับนโยบาย
ประการถัดมาคือการพัฒนายกระดับงานอาชีพต่างๆ ทั้งการประมง การเกษตร และการท่องเที่ยวชุมชนให้มีคุณภาพและสามารถเกิดประโยชน์ต่อชุมชนได้อย่างเต็มที่ เช่น ด้านการประมง นอกจากจะมีการฟื้นฟูอนุรักษ์ป่าชายเลน การอนุบาลพันธุ์สัตว์น้ำ แล้วยังมีการสนับสนุนด้านการตลาดโดยตั้งเป็น “ร้านค้าคนจับปลา” ขึ้น รวมทั้งมีข้อเสนอให้เกิดแนวทางจัดการกับปัญหาด้านทรัพยากรและการประมงให้สอดคล้องกับท้องถิ่น เช่นการเพิ่มพื้นที่คุ้มครองสัตว์น้ำ หรือเขตอนุรักษ์สัตว์น้ำวัยอ่อน แหล่งหญ้าทะเล แหล่งปะการัง การพัฒนาข้อมูลประมงพื้นบ้าน เพื่อกำหนดมาตรการรองรับที่อยู่ของประชากรกลุ่มนี้ การสนับสนุนให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มของผลผลิตทางทะเล ตลอดจนการส่งเสริมด้านการตลาดให้กับชาวประมง ฯลฯ
ส่วนพื้นที่บนบกซึ่งเป็นแหล่งเกษตรกรรม เน้นส่งเสริมให้เกิดการเกษตรสีเขียว สะอาด ปลอดภัย หรือการสร้าง “เมนูสตูลสีเขียว” และ “ตลาดสีเขียว” ควบคู่ไปกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติให้มีความมั่นคงภายใต้ภูมิปัญญาของคนสตูล
ส่วนด้านการท่องเที่ยวโดยชุมชน จะเป็นการท่องเที่ยวที่ไม่ทำลายธรรมชาติและวิถีชีวิตวัฒนธรรมอันดีงามของชุมชน แต่จะเป็นการประสานสามัคคี เพิ่มรายได้และทำให้คุณภาพชีวิตของคนสตูลดีขึ้น
ทั้งหมดคือการขับเคลื่อน “รักจังสตูล” ตลอดเวลาที่ผ่านมา จนนำไปสู่ข้อเสนอในงาน “สมัชชารักจังสตูล” ครั้งที่ 5 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 28 กค 2559 ที่ผ่านมาว่า เศรษฐกิจฐานรากต้องตั้งอยู่บนฐานชีวิตของคนสตูล เป็นเศรษฐกิจที่มีทรัพยากรธรรมชาติ วิถีชีวิต ภูมิปัญญา ของคนสตูล เป็นฐานรองรับ
วันนี้ครบรอบ 5 ปี ของรักจังสตูล คนสตูลยังคงรักกันและดูเหมือนว่าจะรักกันมากขึ้น เป็นความรักที่มีเป้าหมายไปสู่คนสตูลจัดการตนเอง เป็นการพัฒนาที่กำเนิดมาจากสำนึกพลเมืองที่เป็นจริง







