บทความโดยสุวัฒน์ คงแป้น

ผมลงเยี่ยมชาวป่าร่อน อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อไม่นานมานี้ ด้วยสองสาเหตุ ประการแรกพี่ชัย อารีย์ อดีตนักหนังสือพิมพ์ชื่อดังเคยพูดให้ฟังถึงบ้านคีรีรอบ (หมู่ที่ 4 ต.ป่าร่อน) เป็นหมู่บ้านที่ภูเขาล้อมรอบฟังแล้วน่าไปชม และยังเป็นเขตงานฐานที่มั่นสำคัญ (ฐาน 511) ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยอีกด้วย และอีกเหตุผลหนึ่งเพราะตำบลป่าร่อนเป็นพื้นที่นำร่องด้านเศรษฐกิจฐานราก ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
ป่าร่อน เดิมเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบรูณ์ทั้ง ป่าเขา ลำน้ำ ชาวบ้านมีอาชีพสัมพันธ์อยู่กับป่าและเขาอุดมไปด้วยพืชผักพื้นบ้าน มีการทำการเกษตรอยู่บ้าง เช่น การทำสวนผลไม้ การปลูกพืชสมรมและการปลูกข้าวไร่
ป่าร่อนมีการเปลี่ยนแปลงหลังการปิดตัวของค่าย 511 มีประชาชนเข้ามาอาศัยมากขึ้น มีการหักร้างถางป่าเพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยวเช่น ยางพาราและปาล์มน้ำมันและมีผู้คนเข้าไปอาศัยมากขึ้นจนเป็นชุมชนขนาดใหญ่ ปัจจุบันทั้งยางพาราและปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่สร้างรายได้หลักให้กับชาวป่าร่อน โดยเป็นพื้นที่ปลูกยางพารา 33,300 ไร่ จำนวน 2,500 ครอบครัว สร้างรายได้ปีละ 16 ล้านบาทเศษ มีการปลูกปาล์มและผลไม้ 11,000 ไร่ สร้างรายได้ปีละ 40 ล้านบาท และมีการปลูกผักจำนวน 215 ครอบครัว สร้างรายได้ปีละ 7 ล้านบาท

จากสถานการณ์ความผันผวนของราคายางพารา สภาองค์กรชุมชนตำบลป่าร่อน จึงได้นำปัญหามาหารือกัน และจัดให้มีการประชุมสัญจรไปตามหมู่บ้านต่างๆ เพื่อรับฟังปัญหาและความต้องการของชาวบ้านนำไปสู่การจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจของตำบล โดยใช้ศักยภาพและทุนที่มีอยู่ในตำบล พึ่งตนเองให้มากที่สุดและพึ่งทุนจากภายนอกเท่าที่จำเป็น โดยเริ่มจากการพัฒนากองทุน 30 กองทุนที่มีอยู่ในตำบล ให้มีความเข้มแข็งสามารถเป็นที่พึ่งของสมาชิกได้


ประการถัดมาคือการส่งเสริมการทำอาชีพเสริมได้แก่การปลูกพืชปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ร่วมกับการทำสวนยางและปาล์ม เช่น ผักเหรียง ผักกูด ไผ่หวาน ข้าวไร่ โดยปลูกแบบปลอดสาร มีสมาชิกร่วมกลุ่มแล้วจำนวน 249 ครัวเรือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกข้าวไร่นั้นมีการตอบรับจากชาวบ้านเป็นอย่างดีจากเดิมที่มีการปลูกเพียงไม่กี่รายแต่ชาวบ้านได้เพิ่มขึ้นเป็น 180 ราย ทำให้ชาวบ้านมีข้าวปลอดสารไว้บริโภคและสามารถจำหน่ายได้ราคาดีและมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้เพราะการปลูกข้าวไร่และพืชผักพื้นบ้านเป็นวิถีดั้งเดิมของคนป่าร่อนก่อนที่จะมีการปลูกยางพาราและปาล์ม ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้จะถูกยกระดับให้เป็น “ป่าร่อนโมเดล” อันเป็นทางรอดของคนป่าร่อนไม่ว่าราคาพืชเชิงเดี่ยวจะผันผวนอย่างไรก็ตาม
มนูศักดิ์ พิทครุฑ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่พาไปชมการปลูกข้าวไร่ ในสวนยางพารา ซึ่งเป็นข้าวไร่พันธุ์ “รากไทร” ที่เคยปลูกมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่า บอกว่าเริ่มแรกจะสนับสนุนให้ปลูกหมู่บ้านละ 5 ราย เป็นแปลงนำร่องประจำหมู่บ้าน ตอนหลังก็มีการปลูกมากขึ้น ซึ่งในการทำนาจะลงแรงสลับไปช่วยกันไม่มีการจ้าง ทำกันแบบพี่น้อง มีการเก็บเกี่ยวแบบพื้นบ้านภาคใต้ (เก็บทีละรวง) รวมทั้งการคัดเมล็ดพันธุ์ทำแบบที่คนโบราณเคยทำ ผลผลิตที่ได้เหลือกินก็มารวมตัวกันขาย ชื่อว่า “ข้าวกานดิด” มีกลิ่นหอม กินอร่อย
ด้าน นางวรรณดี ทองแก้ว พาไปดูผักที่ปลูกในสวนผลไม้ (ลองกอง, ทุเรียน) ซึ่งนอกจากจะมีผักสวนครัวทั่วไปแล้ว ยังมีผักเหรียงจำนวนมาก โดยนางวรรณดี บอกว่า เก็บผักขายได้เงินทุกวันๆ ละ 200-300 บาท ผลผลิตที่ได้จะนำไปรวมกับแปลงนำร่อง (หมู่บ้านละ 5 ครอบครัว) เป็นอย่างน้อย เพื่อนำไปขายที่ตลาดชุมชน
นายเจอะ เอียดตน แกนนำสภาองค์กรชุมชนตำบลป่าร่อนเผยว่าในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจและทุนของตำบล เราใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นศูนย์กลางโดยมีทุกภาคีเข้าร่วม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มองค์กรที่จดแจ้งกับสภาองค์กรชุมชน ชมรมผู้ใหญ่บ้าน กลุ่มสตรีอาสาพัฒนา วัด,มัสยิด,โรงเรียน,ที่ดิน อุทยานแห่งชาติใต้ร่มเย็น สาธารณะสุขตำบลกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มออมทรัพย์ พัฒนาชุมชน ผู้นำท้องที่ท้องถิ่น ฯลฯ เรียกว่าให้ความร่วมมือกันทั้งตำบล
“เราเห็นว่าการหันไปหาภูมิปัญญาดั้งเดิม คือ ทางรอดของพวกเรา หรือเรียกว่า ป่าร่อนโมเดล แต่พอได้มีการประสานงานร่วมกับทุกภาคีในหมู่บ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายประเสริฐ นวลวัฒน์ กำนันตำบลป่าร่อนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากจึงประกาศเป็น “ป่าร่อน ยั่งยืน” นายเจอะ เอียดตน กล่าว
เพื่อให้มีการเชื่อมโยงสู่ระบบตลาดภายในชุมชนเป็นการสร้างระบบเศรษฐกิจพอเพียงอย่างครบวงจรจึงมีแผนงานในการจัดทำตลาดนัดชุมชนให้ชาวบ้านนำผลผลิตจำพวก ผัก ผลไม้ ข้าวไร่ ออกจำหน่ายทำให้ชาวบ้านอย่างน้อย 180 ครัวเรือนมีรายได้ ซึ่งโครงการนี้จะพัฒนาควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุในชุมชนใช้ภูมิปัญญาสร้างอาชีพเสริม เช่น การทำขนม จักสาน ฯลฯ ไปสู่การสร้างตลาดผู้สูงอายุอีกด้วย
ทั้งสองแผนงานดังกล่าวข้างต้นจะเน้นการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น การใช้ปุ๋ยชีวภาพ การใช้แรงงานในครัวเรือน การส่งเสริมให้เยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมและภูมิใจในอาชีพของครอบครัวเพื่อลดต้นทุนการผลิต ทั้งนี้เพื่อรองรับการขับเคลื่อนไปสู่ตำบลต้นแบบด้านเศรษฐกิจพอเพียงและยกระดับไปสู่ศูนย์เรียนรู้ประจำตำบลต่อไป

สำหรับพืชเศรษฐกิจหลักอย่างยางพารา ก็จะมีการพัฒนาแปรรูปยางที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยมีโครงการในการตั้งโรงแปรรูปผลิตภัณฑ์จากยางพาราและขณะสนับสนุนให้มีการรวมตัวเพื่อ ซื้อ-ขายเศษยาง โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางทำให้ชาวสวนมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย
การทำงานร่วมกันในครั้งนี้ทำให้เรามีแผนพัฒนาตำบลที่ครอบคลุมทุกมิติทั้งด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม เยาวชนผู้สูงอายุประเพณีวัฒนธรรม ไม่เพียงแต่ด้านเศรษฐกิจเท่านั้นโดยใช้โอกาสของการทำแผนด้านเศรษฐกิจเป็นตัวจุดประกาย ซึ่งการทำแผนนี้เป็นประสบการณ์สำคัญของประชาชน ในการก้าวไปสู่ชุมชนพึ่งตนเอง ทำให้เกิดองค์ความรู้ต่างๆ เช่น การทำอาชีพเสริมให้กับสมาชิก ความรู้ด้านการทำตลาดชุมชน ด้านการแปรรูป ที่สำคัญทำให้ทุกคนตระหนักถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นว่ามีคุณค่า ควรแก่การหวงแหนไม่ว่าจะเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการเกษตร ด้านวัฒนธรรม ฯลฯ ซึ่งทุกอย่างจะเชื่อมโยงประสานและทำให้เป็นเนื้อเดียวกันกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ
และนี่คือการปรับตัวเพื่อก้าวไปข้างหน้าครั้งสำคัญของชาวป่าร่อน โดยใช้ภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่นเพื่อให้อยู่ร่วมกันได้ระหว่างคนกับคนและคนกับธรรมชาติอย่างเอื้ออาทรและพึ่งพา บนแนวคิดของความเป็นอยู่อย่างพอเพียง 







