playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

                                                                                                      บทความโดย สุวัฒน์  คงแป้น

74743.jpg
          กว่าขบวนองค์กรชุมชนในประเทศไทยทั้งที่เกิดจากการสนับสนุนขององค์กรรัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน และที่เกิดขึ้นเองด้วยความตระหนักในการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน   จะเติบโตมาขนาดนี้ได้ผ่านพัฒนาการมาไม่น้อยกว่า 40 ปี 

หน่วยงานสนับสนุนคือปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งต่อแนวคิดอุดมการณ์ขององค์กรชุมชนว่าจะเป็นอย่างไร  ถ้าเป็นองค์กรชุมชนที่เกิดจากการสนับสนุนของภาครัฐก็จะเน้นไปที่การรวมตัวกัน เพื่อทำกิจกรรมโดยรัฐสนับสนุนงบประมาณผ่านโครงการของชุมชน ซึ่งมีนโยบายของรัฐแต่ละหน่วยเป็นตัวคุมอีกขั้นหนึ่ง  ชุมชนจะขาดความเป็นอิสระที่จะทำโครงการนอกเหนือจากนโยบายที่ลงมา หรือพูดตรงๆ ก็คือโครงการนั้น ๆ  อาจไม่ได้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงๆ ของชุมชน

          ในขณะที่ชุมชนในยุคแรก ๆ (ราวๆ ปี พ.ศ. 2508) จะเกิดโดยชุมชนเองที่ตั้งขึ้นมาจากปัญหาที่เป็นจริงของชุมชน แต่ก็มีอยู่ไม่มากนัก ส่วนองค์กรชุมชนที่เกิดจากการสนับสนุนขององค์กรพัฒนาเอกชน จะก่อเกิดขึ้นมาจากปัญหาที่ชุมชนประสบอยู่ (ประเด็นร้อน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นประเด็นที่เกี่ยวกับการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ) โดยนักพัฒนาเอกชนไม่เพียงสนับสนุนให้เกิดการรวมกลุ่มเท่านั้น แต่จะให้การศึกษาแก่ชุมชนเชื่อมโยงปัญหาสู่การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย และร่วมกันตรวจสอบนโยบายของรัฐไปด้วย เป็นการแก้ไขปัญหาที่โครงสร้างไม่เน้นการทำกิจกรรม เหมือนองค์กรชุมชนที่รัฐสนับสนุน

          ดังนั้นปัจจุบันพอที่จะจำแนกองค์กรชุมชนที่มีอยู่ในประเทศไทยได้เป็น 3 ระดับด้วยกัน

          ระดับที่หนึ่งได้แก่องค์กรชุมชนที่เน้นการทำกิจกรรมในชุมชนตามความสนใจของแกนนำหรือจากการสนับสนุนของรัฐในเบื้องต้นทั้งรัฐส่วนกลางและองค์กรรัฐในท้องถิ่น ที่จัดสรรงบประมาณอุดหนุน  องค์กรชุมชนประเภทนี้จะมีอยู่ราวๆแปดแสนกลุ่มทั้งประเทศ หรือ หมู่บ้านละ ประมาณ 10 กลุ่ม มีประชาชนที่เกี่ยวข้องเป็นสมาชิกประมาณ 10 ล้านคน

          จุดเด่นขององค์กรชุมชนประเภทนี้ก็คือ มีอยู่จำนวนมากและกระจายอยู่ทุกหมู่บ้านแต่ในความเป็นจุดเด่นก็มีจุดด้อยอีกมากมาย  เช่นทำงานโดยถืองบประมาณที่รัฐสนับสนุนเป็นตัวตั้ง ยังไม่มีอุดมการณ์ในการทำงานเชิงการเปลี่ยนแปลงเท่า ที่สำคัญก็คือไม่ได้ทำกิจกรรมเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดจากการสังเคราะห์ จากข้อเท็จจริงของคนในชุมชนอย่างตกผลึกร่วมกัน จึงไม่มีการจัดทำแผนพัฒนาจากประชาชน  และไม่เป็นการทำงานที่เน้นไปสู่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง หรือการสร้างนโยบายสาธารณะของชุมชนแต่อย่างใด จึงขาดความต่อเนื่องยั่งยืน

          ระดับที่สอง เป็นองค์กรชุมชนที่รวมตัวกันเพื่อแก้ปัญหาที่ตนเองประสบอยู่ ซึ่งเริ่มต้นจากปัญหาที่เป็นประเด็นร้อน เช่น การแก้ปัญหาการถือครองที่ดิน ทรัพยากรทางทะเล ป่าไม้ แร่ ฯลฯ มีการศึกษาถึงโครงการของปัญหาและวิธีการจัดการภาครัฐ เพื่อนำไปสู่การเสนอการแก้ที่โครงสร้างของปัญหา นอกจากนี้ยังขยายไปสู่การศึกษาเพื่อต่อสู้ให้ได้มาซึ่งสิทธิของชุมชนในด้านต่างๆ อย่างครบวงจร 

          องค์กรชุมชนระดับนี้แม้มีอยู่จำนวนไม่มากนัก แต่ก็มีจุดแข็งในเรื่องของการแก้ปัญหาอย่างมีแนวคิด อุดมการณ์เพื่อส่วนรวมที่มั่นคงชัดเจนสามารถเป็นบทเรียนให้กับองค์กรชุมชนอื่นๆ ที่ต้องการจะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้

          ระดับที่สามคือองค์กรชุมชนที่ทำงานในด้านการตรวจสอบนโยบายของรัฐ เพื่อให้นโยบายของรัฐเป็นไปเพื่อส่วนรวม มีความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำของสังคมได้ ซึ่งระดับที่สามนี้ย่อมเติบโตมาจากองค์กรชุมชนในระดับที่สอง

          อาจกล่าวได้ว่ากลุ่มองค์กรชุมชนที่จะชี้ชาดความเปลี่ยนแปลงประเทศสร้างประชาธิปไตยฐานรากให้มั่นคงได้คือ กลุ่มองค์กรชุมชน ระดับที่ 2 และ ที่ 3 นั่นเอง

          กว่าสองทศวรรษที่ผ่านมาได้มีความพยายามจากภาคส่วนต่างๆ ในการยกระดับความคิดอุดมการณ์และการทำงานขององค์กรชุมชนไปสู่ระดับที่ 2 ดังกล่าวข้างต้น เช่น แกนนำทั้งประเทศภายใต้การนำของครูสน รูปสูง ได้ร่วมกันเสนอให้เกิดกฏหมายที่สนับสนุนให้องค์กรชุมชนมีความเข้มแข็งเข้าถึงสิทธิชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิ์ในการรวมกลุ่มกันจัดทำแผนพัฒนาชุมชนท้องถิ่นโดยชุมชนเอง ไม่หวังให้รัฐเป็นผู้กำหนดหรือเป็นผู้วางแผนเพียงฝ่ายเดียวจนเกิดเป็น พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 ขึ้น

           ปัจจุบันเกิดสภาองค์กรชุมชนแล้ว 4,900 ตำบล องค์กรชุมชนจดแจ้งราว 150,000 กลุ่ม หรือ หนึ่งในสี่ขององค์กรชุมชนทั่วประเทศ

          นอกจากมีการสร้างความคิดให้ให้มีการจัดทำแผนพัฒนาชุมชน ซึ่งเสมือนชุมชนกำหนดอนาคตตนเอง (จัดการตนเอง) แล้วยังสนับสนุนให้มีการใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นเวทีกลางเชื่อมโยงภาคพัฒนาต่างๆ หรือประชาชนกลุ่มอาชีพต่างๆ มาร่วมกันเป็น “สภาพลเมือง” เพื่อร่วมกันกำหนดอนาคตชุมชนท้องถิ่นได้ทั้งระบบ ซึ่งแนวคิดนี้นอกจากสภาองค์กรชุมชนแล้วยังมีสภาพัฒนาการเมืองมาร่วมเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อน อีกด้วย  

          ถึงแม้ว่าทุกวันนี้สภาองค์กรชุมชนทั้ง 4900 ตำบล ส่วนใหญ่ยังไปไม่ถึงเป้าหมายดังกล่าวแต่ก็มองเห็นแสงสว่างอยู่เบื้องหน้า ที่จะเดินไปให้ถึงเป้าหมาย ทั้งนี้เพราะหากตรวจสอบเนื้อหาในรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติบังคับใช้เป็นกฏหมายแม่บทของประเทศในอีกไม่ช้านี้ จะเห็นว่าหมวดว่าด้วยสิทธิ์ชุมชนหลายประการขาดหายไป จะต้องไปผลักดันให้เกิดเนื้อหาที่ต้องการในกฎหมายลูก ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าจะได้แค่ไหน แต่ที่สำคัญรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีหมวดที่ว่าด้วย “รัฐจะต้องทำ” นั้นหมายความว่าอะไรที่ไม่ใช่สิทธิของชุมชนถูกกำหนดให้รัฐต้องทำให้ชุมชน

74741.jpg
          ที่เป็นดาบสองคมก็คือ “รัฐต้องทำ”นี่แหละ เพราะที่ผ่านมารัฐก็ทำมาโดยตลอด รัฐเป็นผู้กำหนดนโยบายทุกระดับ ซึ่งได้พิสูจน์แล้วว่ามักจะไม่ตรงกับปัญหาและความต้องการของประชาชนและประชาชนก็ต่อสู้มาโดยตลอดในการเป็นผู้วางแผนและจัดการตนเอง

          ประกอบกับหลายฝ่ายคาดการกันว่าภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้บทบาทและอำนาจน่าจะยังไม่เปลี่ยน การทำงานแบบเด็ดขาดอย่างทหารจะเข้มข้นขึ้น ข้าราชที่เคยเกียร์ว่างก็เดินหน้าเต็มที่ เพื่อทำงานให้ประชาชนตามนโยบาย ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เชื่อเหลือเกินว่าจะเป็นการพัฒนาที่ทำให้กลุ่มองค์กรชุมชนระดับที่หนึ่งมีชีวิตชีวาขึ้นและคล้อยตาม และจะทำให้การทำงานเพื่อเพิ่มพลังให้กับองค์กรชุมชนระดับที่2และ3 มีความยากลำบากมากขึ้น

          ดังนั้นผมเห็นว่าต่อจากนี้ไป องค์กรสนับสนุนต่างๆ เช่น สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(พอช.) ที่หนุนเสริมสภาองค์กรชุมชน สภาพัฒนาการเมือง  สำนักงานสมัขชาสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สำนักงานสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และองค์กรพัฒนาเอกชนต่างๆ ควรจะจับมือกันทำงานพื้นที่เพื่อหนุนเสริมให้องค์กรชุมชนมีความเข้มแข็งทำงานอย่างมีอุดมการณ์สะสมความคิดสู่การจัดการตนเอง สร้างนโยบายสาธารณะหรือข้อเสนอเชิงนโยบายตลอดจนสามารถร่วมกันตรวจสอบนโยบายของรัฐเพราะนี่คือเส้นทางสู่ความเข้มแข็งของระบอบประชาธิปไตยโดยแท้จริง

          หากไม่ทำเช่นนี้ ผมว่าไม่เพียงสร้างองค์กรภาคประชาชนไม่ได้เท่านั้น แต่องค์กรของรัฐเหล่านี้เองนั่นแหละที่จะกลายเป็นเครื่องมือของรัฐในการหนุนให้ชุมชนทำงานเชิงกิจกรรมซึ่งการพัฒนายุค "ปุ๋ย ปอ บ่อ ส้วม”  จะกลับมาอีกครั้ง  

74742.jpg

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter