สุวัฒน์ คงแป้น : รายงาน

ภูเก็ตเป็นจังหวัดที่มีต้นทุนสูงมากแห่งหนึ่งของประเทศ มีสินแร่ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแร่ดีบุก ทำรายได้ให้กับประเทศอันดับต้นๆในอดีต มีทรัพยากรชายฝั่งและทะเลที่อุดมสมบูรณ์ พื้นดินบนเกาะเหมาะแก่การเพาะปลูก และที่ทำให้ภูเก็ตมีชื่อเสียงไปทั่วโลกก็คือ “หาดสวย น้ำใส”
ภูเก็ตเป็นดินแดนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมมีทั้งคนไทยที่ตั้งรกรากมาดั้งเดิม ที่มีส่วนผสมระหว่างวัฒนธรรมคนมลายู และคนจีนที่เข้ามาอยู่ภายหลัง จนก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมการแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเรียกว่า “บาบ่า ย่าหย่า” อีกทั้งยังเป็นที่อยู่อาศัยร่วม 300 ปี ของชาวเลหรือไทยใหม่เผ่า “อูรักลาโว้ย” จนทำให้ชาวเลเหล่านี้เป็นเอกลักษณ์ของเกาะภูเก็ตมาตั้งแต่ปี 2512 ภูเก็ตจึงเป็นเมือง 4 วัฒนธรรม คือ ไทยพุทธ มุสลิม ชาวเล และที่นับถือศาสนาคริส ซึ่งเข้ามาพร้อมกับการทำเหมืองแร่ยุคแรก จนเกิดเป็นย่านวัฒนธรรม “ถลางเมืองเก่า” หรือ ชิโนโปรเตกิส” ซึ่งสภาพเช่นนี้คงไม่เกินจริง หากกล่าวว่า “ภูเก็ตคือเกาะสวรรค์ของคนภูเก็ต”
แต่หลังจากที่ภูเก็ตถูกพัฒนาให้เป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยวระดับโลกตั้งแต่ปี 2525 เป็นต้นมาทำให้ภูเก็ตเปลี่ยนไปคนละทิศกับรากเหง้าเดิม เกิดปัญหาตามมามากมายจากเกาะเล็ก ๆ พื้นที่เพียง 564 ตารางกิโลเมตร ประชากรราวๆ สี่แสนคน แต่มีประชากรแฝงมากกว่าเท่าตัวยังไม่นับนักท่องเที่ยวที่เข้ามากินนอนอยู่ในภูเก็ตอีกปี ละ 13 ล้านคน
ในขณะที่ระบบสาธารณูปโภค ไฟฟ้า ประปา ที่พัก ที่อาศัย ถนนหนทาง ที่มีอยู่รองรับคนได้เพียง 6 แสนคนเท่านั้น ไม่เพียงพอสำหรับคนที่อาศัยอยู่จริงเฉลี่ยกว่าหนึ่งล้านคนต่อวัน จึงไม่แปลกใจที่ภูเก็ตเป็นจังหวัดที่ใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นอันดับสองของภาคใต้ รองจากจังหวัดสงขลา

ดูเหมือนว่าการท่องเที่ยวที่ภูเก็ตไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่นี้ มีแต่จะขยายตัวมากขึ้น เพราะดินแดนแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ ”สามเหลี่ยมเพชร” อันประกอบด้วย ภูเก็ต กระบี่ และพังงาที่คนทั่วโลกหมายปอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เพิ่มมากขึ้นในระยะหลัง ส่งผลให้ต้องมีการลงทุนในด้านต่างๆรองรับเพื่อแลกกับเงินปีละ แสนล้านบาทที่ภูเก็ตสร้างรายได้ให้กับประเทศไทย
ตอนนี้ภูเก็ตกำลังขยายสนามบินให้รองรับเที่ยวบินได้มากขึ้น ขยายถนน ทำอุโมงทางลอดเพื่อบรรเทาการจราจรที่แออัดและมีแนวคิดที่จะทำโครงการขนาดใหญ่ 2 โครงการ ได้แก่ ทำอุโมงค์ทางด่วน กระทู้ – ป่าตอง และโครงการรถไฟฟ้ารางเบา ท่านุ่น – ฉลอง ซึ่งการท่องเที่ยวขนาดใหญ่นี้มีใครเคยตั้งคำถามไหมว่า คนภูเก็ตต้องการอะไรระหว่างเงินกับ การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
การพัฒนาที่รัฐส่วนกลางเป็นใหญ่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาการท่องเที่ยวที่เน้น ”เงิน” มากกว่าการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ทำให้ภูเก็ตกลายเป็น “เกาะสวรรค์ ของนักท่องเที่ยว” ในขณะที่คนภูเก็ตอาศัยอยู่อย่างยากลำบากมากขึ้น เพราะเกิดปัญหาต่างๆ ตามมามากมายให้คนภูเก็ตแบกรับ
ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากมีปริมาณขยะเพิ่มมากขึ้นถึงวันละ 700 ตัน น้ำเสียจากสถานประกอบการ ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลายเพราะต้องใช้พื้นที่ไประกอบธุรกิจและที่อยู่อาศัย แหล่งท่องเที่ยวเสื่อมโทรมมากขึ้นมีการบุกรุกที่สาธารณะ เช่น คูคลอง ลำรางต่างๆ ทำให้น้ำจากแหล่งธรรมชาติไม่สามารถนำมาใช้ได้ ทั้งอุปโภคและบริโภค โดยไม่มีที่ไหนเลยในภูเก็ต ที่น้ำประปาไหลตลอดทั้งวัน ถ้าไม่ซื้อน้ำจากภายนอกจึงเป็นที่สงสัยว่าต่อให้มีนักท่องเที่ยวมากกว่านี้ เอาเงินมาจ่ายมากกว่านี้ คุ้มค่าหรือไม่ กับความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับผลกระทบด้านเศรษฐกิจนั้น มีการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม ระหว่างทุนต่างชาติกับทุนขนาดกลางและทุนขนาดเล็ก เพราะนโยบายของรัฐบาลจะส่งเสริมทุนใหญ่ที่มีความพร้อมมากกว่า ที่สำคัญทุนใหญ่มักจะเชื่อมโยงกับผู้มีอำนาจในสังคม ย่อมได้เปรียบทางการลงทุนอยู่ร่ำไป การลงทุนที่ไม่เป็นธรรมดังกล่าว ยังก่อให้เกิดช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยมากขึ้น ชาวเลอูรักลาโว้ยซึ่งเป็นอัตลักษณ์หนึ่งของภูเก็ตก็ถูกไล่ที่ เพื่อนำที่ดินไปพัฒนาด้านการท่องเที่ยว จนไม่มีความมั่นคงในที่อยู่อาศัย การท่องเที่ยวรุกรานไม่เว้นแม้แต่สถานที่ประกอบพิธีกรรมทางความเชื่อของพวกเขา
ตอนนี้ยิ่งหนักขึ้นเมื่อที่ดินในภูเก็ตถูกกว้านซื้อโดยชาวต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัสเซียและจีนเข้ามาลงทุนไว้เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาจากบ้านเขา เปิดร้านแล้วเอาสินค้าจากบ้านเขาขายคนของเขา การจัดทัวร์รถราต่างๆ เป็นของเขาหมด บางแห่งคนไทยไม่มีสิทธิเข้าห้างของเขาเลย นี่เป็นการแย่งอาชีพของคนไทยพูดง่ายๆ ว่าคนต่างชาติเข้ามาแย่งที่ดิน แย่งอาหาร แย่งอาชีพ ครบวงจรเลยทีเดียว
สุดท้ายที่จะพูดถึงก็คือผลเสียทางด้านสังคม ทุกวันนี้เอกลักษณ์ อัตลักษณ์และวิถีชุมชนของคนภูเก็ตเสื่อมลง วัฒนธรรมผิดเพี้ยนจนหาของเดิมแทบไม่ได้ ด้วยสังคมและเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ทำให้คนมุ่งเอาตัวรอดกันมากขึ้น จิตสำนึกสาธารณะลดลง
ผมทำงานส่งเสริมความเข้มแข็งองค์กรชุมชนในภูเก็ต เห็นได้ชัดเจนว่าชวนคนภูเก็ตให้เสียสละเวลามาทำงานส่วนรวมยากมากเพราะทุกคนต้องดิ้นรนทำงาน มาประชุมเป็นวันๆไม่ได้ การทำงานพัฒนาในภูเก็ตต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับวิถีของคนที่นี่ และที่เห็นชัดๆก็คือคุณธรรมเสื่อมถอย มีความรุนแรงเกิดขึ้นปรากฏเป็นข่าวให้เห็นอยู่ไม่เว้นวัน ทำให้ความปลอดภัยในชีวิตลดน้อยลง ผู้คนมีจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมต่ำลง
ผลกระทบที่เกิดขึ้นในทุกๆด้านดังกล่าว เป็นเพราะการพัฒนาแบบเลือกเงิน ดังนั้นคนภูเก็ตต้องหันมาพัฒนาเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เช่นส่งเสริมให้เกิดการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนให้ชุมชนนำของดีวิถีวัฒนธรรมออกมารับแขกบ้านแขกเมืองให้ชุมชนได้ประโยชน์ ส่งเสริมให้ชุมชนทำบ้านปลา ปะการังเทียมขึ้น ปลูกป่าชายเลน เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ อะไรทำนองนี้ แต่รัฐกลับลงทุนด้านการท่องเที่ยวอย่างไร้การควบคุม เป็นการลงทุนที่ไม่ตอบสนองความต้องการของชุมชนแต่มุ่งสนองนายทุนเป็นหลัก
เท่าที่ทำงานพัฒนากับคนภูเก็ตมานานพอสมควร คิดว่าวันนี้คนภูเก็ตตระหนักในข้อนี้มากขึ้น ได้มีการรวมตัวกันของคนภูเก็ตเป็นสภาองค์กรชุมชนตำบลทั้ง 18 ตำบล โดยแต่ละตำบลได้เชื่อมโยงกลุ่มองค์กรชุมชนต่างๆ ในตำบลเข้าด้วยกัน มีการกำหนดแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคประชาชน สู่เป้าหมาย “ภูเก็ตเกาะสวรรค์” ประกอบด้วย 8 ยุทธศาสตร์ เช่นการท่องเที่ยวโดยชุมชน การสร้างความเข้มแข็งให้กับขบวนองค์กรชุมชน สวัสดิการทั่วหน้า สุขภาวะชุมชน เศรษฐกิจพอเพียง เป็นต้น โดยทั้ง 8 ยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้มีการทำงานร่วมกับภาคีพัฒนาต่างๆ ในจังหวัดทั้งภาครัฐและเอกชน
วารุณี ธารารัตนากุล ผู้ประสานงานขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดภูเก็ต บอกว่า การพัฒนาเมืองภูเก็ตภาคชุมชนต้องเข้ามามีส่วนร่วม โดยเน้นที่ความยั่งยืนมากกว่าตัวเงิน อย่างการท่องเที่ยวที่ผ่านมาคนนอกได้ประโยชน์ เราจึงคิดว่าการท่องเที่ยวโดยชุมชน นำร่องปีแรกใน 6 ตำบล เช่น ป่าคลอก ไม้ขาว กมลา วิชิต ศรีสุนทร และเทศบาลนครภูเก็ต ส่วนการยังชีพต้องเดินตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เพราะภูเก็ตอุดมสมบูรณ์ ทำการเกษตรยั่งยืนได้ มีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ เป็นศูนย์เรียนรู้ เช่นที่ หมู่ 2 ตำบลป่าคลอก มีสมาชิก 30 ราย มาทำงานที่ศูนย์และกลับไปทำในที่ดินตัวเองมีตลาดร่วมกัน ส่วนที่บ้านม่าหนิก ต.ศรีสุนทร ก็เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ทำการเกษตรกรรมยั่งยืนร่วมกัน รวมทั้งมีการเลี้ยงหอย กุ้งล๊อปสเตอร์ เลี้ยงแพะ และปลาในกระชัง ฯลฯ ที่เป็นไปได้ทั้งอาชีพและแหล่งท่องเที่ยว
ผู้ประสานงานขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดภูเก็ตบอกอีกว่าการท่องเที่ยวชุมชนจะเป็นการนำของดีพื้นบ้านที่มีอยู่มาให้นักท่องเที่ยวดู ทั้ง อาหาร วิถีชีวิต ชมทะเล หาปลา และการประกอบอาชีพต่างๆ ฯลฯ ซึ่งอาจเป็นทางเลือกใหม่ให้กับนักท่องเที่ยว เป็นการท่องเที่ยวที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เพิ่มรายได้ให้กับชุมชน ฯลฯ
ยังมีกลุ่มที่เรียกว่า “คนจนที่สุดในภูเก็ต” ก็ว่าได้ เช่น คนที่อยู่ในชุมชนแออัด ซึ่งไม่มีความมั่นคงในการอยู่อาศัย กลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล ทุกชุมชนได้รวมตัวกันในนาม “เครือข่ายคนจนพัฒนาภูเก็ต” เพื่อร่วมกันพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตของตนเองให้ดีขึ้น และอยู่อาศัยในเมืองภูเก็ต ร่วมกับคนกลุ่มอื่นได้อย่างมีศักดิ์ศรี
ไม่เพียงองค์กรชุมชนเท่านั้น ที่ตื่นตัวในการเข้าไปร่วมกำหนดทิศทางเมืองภูเก็ต นักธุรกิจ และภาคประชาสังคมก็มีข้อเสนอหลายประการเช่น เสนอให้มีกฎหมายเฉพาะที่เหมาะสม ทำให้อำนาจการจัดการเป็นของคนภูเก็ต ไม่ใช่เป็นอำนาจของส่วนกลางและมีงบประมาณที่เพียงพอจึงต้องยกระดับภูเก็ตเป็นเมืองปกครองพิเศษ มีผู้บริหารมาจากประชาชน นโยบายมาจากประชาชน จ่ายงบประมาณตามความต้องการประชาชนและสามารถออกกฏหมายต่างๆ ที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ ปฏิรูประบบการบริหารเหมือนของเอกชน
นอกจากนี้ภาคราชการในภูเก็ตโดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นคนภูเก็ต หรือผู้ที่ตั้งรกรากในภูเก็ตก็ตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้มากขึ้น หันมาจับมือกับภาคชุมชน ประชาสังคมและภาคธุรกิจเพื่อนำพาภูเก็ตไปสู่เป้าหมายเป็นการพัฒนาที่ถือเอาประโยชน์ของคนท้องถิ่นเป็นตัวตั้ง และไม่ทำลายธรรมชาติหรือการพัฒนาอย่างยั่งยืนนั่นเอง
เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา นับเป็นมติสำคัญอีกครั้ง เมื่อองค์กรชุมชนและภาคีพัฒนาต่างๆ ทุกภาคส่วนในภูเก็ต มาสานพลังกันเพื่อร่วมกำหนดแนวคิดทิศทางนำพาภูเก็ตให้เป็นเมืองสวรรค์สำหรับคนภูเก็ต เป็นทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นธรรมต่อทุกคน ไม่ใช่การพัฒนาที่ถือเงินเป็นหลักเหมือนที่ผ่านมา
ผมเคยพูดให้คนภูเก็ตฟังอยู่บ่อยๆ ว่า ตอนพม่ายกทัพเรือมาตีภูเก็ต (ในศึก 9 ทัพ) เจ้าเมืองไม่อยู่ คงมีแต่คุณหญิงจันทร์ ภรรยาเจ้าเมืองและคุณหญิงมุก น้องสาว แต่ท่านทั้งสองไม่คิดหนี รับสมัครผู้ชายได้พันคน ใช้อาวุธตามมีตามเกิด มีด พร้า จอบ เสียม ใช้ภูมิปัญญาและธรรมชาติที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ นอนฝังตัวในทรายบนชายหาด ผู้หญิงก็คั่วทรายให้ร้อนเป็นอาวุธ ก็สามารถรับมือข้าศึกได้จนทัพจากพระนครยกมาช่วยขับไล่พม่าออกไปได้
ทุกวันนี้คนภูเก็ตเห็นข้าศึกชัดหรือไม่ ใจสู้เต็มร้อยหรือไม่ ภูมิปัญญายังมีอยู่หรือไม่ และรวมพลังเป็นหนึ่งเดียวฯลฯ หากขาดสิ่งเหล่านี้อย่าหวังว่าจะรักษาเมืองภูเก็ตไว้ได้เหมือนที่วีระสตรีเมืองภูเก็ตทั้ง 2 ท่านได้สร้างวีรกรรมให้ลูกหลานได้ตระหนัก 







