สุวัฒน์ กิขุนทด: รายงาน
ระหว่างวันที่ 7-8 กันยายน ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ มีการประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนชุมชนท้องถิ่นสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน จัดโดย 4 หน่วยงาน คือ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กรมการพัฒนาชุมชน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ มีตัวแทนชุมชนจากทั่วประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประมาณ 500 คน ภายในงานมีการจัดเวทีเสวนาเรื่อง “มุมมอง 4 องค์กรขับเคลื่อนชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง” และมีการแบ่งกลุ่มย่อย 14 กลุ่ม รวม 120 ตำบล เสวนาหัวข้อ “ทิศทาง แนวทางภายใต้ภารกิจความร่วมมือ 4 หน่วยงานในการพัฒนาพื้นที่บูรณาการสู่การขับเคลื่อนชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง”
นายสมพร ใช้บางยาง ประธานกรรมการบริหาร สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวว่า การพัฒนาชุมชนท้องถิ่นที่ผ่านมาจะเป็นลักษณะต่างคนต่างทำ หน่วยงานแต่ละแห่งก็จะมีลักษณะการทำงานและวัฒนธรรมขององค์กรที่แตกต่างกัน แต่ที่เหมือนกันก็คือทุกองค์ลงไปในทำงานในพื้นที่เดียวกัน กลุ่มคนเดียวกัน ดังนั้นจึงเกิดแนวคิดในการบูรณาการทำงานร่วมกันทั้ง 4 หน่วยงาน เพื่อให้การทำงานเป็นเนื้อเดียวกันและเหมาะสมกับพื้นที่ และเกิดประโยชน์กับคนในพื้นที่อย่างแท้จริง โดยใช้พื้นที่หรือตำบลเป็นตัวตั้ง ทำให้ครอบคลุมการจัดการในระดับตำบล
“การประชุมในครั้งนี้จะนำไปสู่การลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง 4 หน่วยงาน เพื่อร่วมกันสานพลัง ส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น นอกจากนี้การทำงานในพื้นที่ยังมีกระทรวงอื่นๆ ที่ทำงานด้วย เช่น กระทรวงเกษตร กระทรวงศึกษาฯ ซึ่งต่อไปเราจะต้องสานพลังกับกระทรวงเหล่านี้ รวมทั้งสานพลังกับภาคเอกชน เพื่อหนุนเสริมกัน โดยใช้แผนตำบลเป็นเครื่องมือในการทำงาน ซึ่งหากตำบลใดมีฐานข้อมูลอยู่แล้วก็จะนำไปขับเคลื่อนงานได้ทันที” นายสมพรกล่าว และย้ำว่า ต่อไปการทำงานของทั้ง 4 องค์กรจะต้องไม่มีการกล่าวว่า ใครทำงานมาก ใครทำงานน้อย แต่จะเป็นการทำงานร่วมกัน เพื่อให้เป็นต้นแบบการทำงานพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างแท้จริง และจะนำไปสู่การพัฒนาตำบลทั่วประเทศทั้ง 7,000 แห่งต่อไป
นายจำเริญ แหวนเพ็ชร ตัวแทนจากกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ของกรมฯ ในช่วงปี 2560-2564 จะเน้น 1.สร้างชุมชนให้พึ่งตนเองได้ 2.ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้ขยายตัว 3.ส่งเสริมทุนชุมชนให้มีประสิทธิภาพและมีธรรมาภิบาล และ 4.เสริมสร้างองค์กรให้มีขีดสมรรถนะสูง โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เศรษฐกิจครัวเรือนมีความมั่นคง ประชาชนใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนอย่างมีความสุข
นายธนา ยันตรโกวิท ตัวแทนกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กล่าวว่า กรมฯ มีวิสัยทัศน์ในการเป็นองค์กรหลักในการส่งเสริมสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ภายใต้หลักธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ซึ่งในส่วนของการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นนั้น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจะเอางบประมาณลงไปสู่ท้องถิ่นเพื่อสนับสนุนให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง โดยใช้กระบวนการแผนชุมชนเป็นตัวตั้งในการพัฒนาท้องถิ่น นอกจากนี้กรมฯ ก็มีพันธกิจในการพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีความทันสมัย มีขีดสมรรถนะสูง และพัฒนาบุคลากรให้เป็นมืออาชีพ รวมทั้งน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้
นายสมชาติ ภาระสุวรรณ รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวว่า พอช.เป็นองค์กรของประชาชนที่มุ่งสร้างชุมชนเข้มแข็งจากฐานราก ด้วยพลังองค์กรชุมชนและภาคประชาสังคม โดยมุ่งเน้นให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของตนเอง โดยยึดหลักให้องค์กรชุมชนและพื้นที่เป็นตัวตั้ง เพราะคนในพื้นที่จะรู้ปัญหาและความต้องการของตนเอง
“ส่วนการทำงานร่วมกันของ 4 องค์กรนั้น เราเห็นร่วมกันว่าจะใช้พื้นที่เป็นหลัก ให้ชาวบ้านเป็นแกน และต้องมีการพัฒนาระบบข้อมูลร่วมกัน จัดทำแผนพัฒนาผู้นำให้มีศักยภาพมากขึ้น เพื่อให้สามารถทำงานพัฒนาได้อย่างเต็มที่ และมีตัวชี้วัดร่วมกัน โดยในปีนี้จะเป็นการนำร่องในการทำงานร่วมกัน และขอให้พี่น้องที่มาร่วมงานในวันนี้มั่นใจว่า ทั้ง 4 องค์กรจะทำงานสนับสนุนการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นร่วมกัน โดยชุมชนเป็นแกนหลัก เพื่อส่งเสริมให้ชุมชนท้องถิ่นเกิดความเข้มแข็ง” นายสมชาติกล่าว
นางสาวดวงพร เฮงบุณยพันธ์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สสส.ได้รับงบประมาณร้อยละ 2 จากภาษีสุราและบุหรี่ ดังนั้นจึงมีพันธกิจที่ต้องรณรงค์เรื่องสุราและบุหรี่ ขณะเดียวกันก็มีงานพัฒนาชุมชนท้องถิ่นให้เข้มแข็ง โดยใช้พื้นที่เป็นฐาน มีการสร้างระบบการจัดการพื้นที่ สร้างคน ทำให้คนมีโอกาสเรียนรู้จากภายนอก เพื่อนำความรู้กลับมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อชุมชน โดยใช้วิธีการกระตุ้น ผลักดัน สนับสนุน และร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคีเครือข่าย ส่งเสริมให้คนไทยมีมีสุขภาพที่ดี ทั้งร่างกาย จิตใจ ปัญญา และสังคม
นายอำนวย บัณฑิตโรจนฤทธิ์ อายุ 78 ปี รองนายก อบต.วังหลุม อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร กล่าวว่า เมื่อก่อนการทำงานของแต่ละกรม แต่ละหน่วยงาน จะมีลักษณะต่างคนต่างทำ ทำให้ชาวบ้านเกิดความสับสน หน่วยงานใดเข้ามาก็จะเรียกประชุม แล้วบางทีก็หายไป หรือทำประชาคมแล้วไม่ได้ทำอะไรต่อ ทำให้ชาวบ้านเบื่อ
“ผมอยากให้ทั้ง 4 หน่วยงานมาร่วมกันทำงาน เวลาลงพื้นที่ก็ลงมาพร้อมกัน เพื่อจะได้รู้ปัญหาและความต้องการของชาวบ้าน และชาวบ้านจะได้รู้ว่าปัญหาใดแก้ได้หรือไม่ได้ ไม่ใช่ให้หน่วยงานลงมาสั่งให้ชาวบ้านทำ และอยากให้ทั้ง 4 หน่วยงานทำงานให้เห็นเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง” นายอำนวยกล่าว
นายสว่าง สุขแสง ตัวแทนขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดร้อยเอ็ด ให้ความเห็นว่า ตนอยากเห็นหน่วยงานทั้ง 4 หน่วยงานมีระบบการติดตามและประเมินผลหลังจากการทำงานร่วมกันของ 4 หน่วยงานแล้วว่า มีการบูรณาการการทำงานร่วมกันจริงหรือไม่ และหน่วยงานเหล่านี้จะต้องฟังปัญหาและความต้องการของชาวบ้าน ไม่ใช่เอาฐานของหน่วยงานเป็นหลัก ซึ่งหากทำได้จริงก็จะช่วยสนับสนุนและส่งเสริมให้ชาวบ้านสามารถพัฒนาชุมชนท้องถิ่นไปสู่ความเข้มแข็งได้จริง ไม่ใช่ต่างคนต่างทำเหมือนที่ผ่านมา
สำหรับการสัมมนาในวันที่ 7 กันยายน ในช่วงบ่ายได้มีการแบ่งกลุ่มย่อยจำนวน 14 กลุ่ม 5 ภาค พูดคุยในหัวข้อ ““ทิศทาง แนวทางภายใต้ภารกิจความร่วมมือ 4 หน่วยงานในการพัฒนาพื้นที่บูรณาการสู่การขับเคลื่อนชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง” เพื่อนำความเห็นและข้อเสนอของแต่ละภาค แต่ละกลุ่ม นำมาเป็นแนวทางในการทำงานร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนชุมชนท้องถิ่นไปสู่ความเข้มแข็งต่อไป
ส่วนในวันที่ 8 กันยายนจะมีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือของ 4 หน่วยงาน โดยมีเป้าหมายให้เกิดชุมชนท้องถิ่นต้นแบบที่เข้มแข็งทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมจำนวน 900 หมู่บ้าน 90 ตำบล 90 อำเภอ 77 จังหวัด เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนพรรษา 90 พรรษา





