ศาลเจ้าพ่อสมบุญ/เครือข่ายพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมคูคลองจัดงานที่อยู่อาศัยฉลองชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญสร้างบ้านเฟสแรกเสร็จ พร้อมทั้งประกาศเจตนารมณ์เดินหน้าพัฒนาชุมชนริมคลองต่อไป หลังจากกลุ่มที่คัดค้านต่อต้านการทำงานและให้ข้อมูลบิดเบือนสร้างความเข้าใจผิดต่อประชาชนและสังคม ขณะที่ตัวแทน คสช.บอกว่าทหารจะใช้ชุดมวลชนสัมพันธ์ลงไปสร้างความเข้าใจกับคนที่เห็นต่างก่อน หากไม่ได้ผลก็จะใช้มาตรการทางกฎหมาย ด้านประธานคณะติดตามการพัฒนาคลองลาดพร้าวเผยรัฐบาลเตรียมใช้มาตรา 44 อย่างสร้างสรรค์เพื่อแก้ปัญหาโครงการล่าช้าเพราะติดขัดข้อกฎหมาย
วันที่ 8 กันยายน ที่ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ ซอยพหลโยธิน 54 เขตสายไหม เครือข่ายพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมคูคลอง ได้จัดงานที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง “คืนความสุขให้คนคลอง คืนสายคลองให้คนเมือง เพื่อความสุขของชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ 54 ที่ยั่งยืน” โดยมีสมาชิกเครือข่ายฯ เข้าร่วมงานประมาณ 250 คน ภายในงานได้มีการจัดนิทรรศการแสดงที่อยู่อาศัยของชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ จัดเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการพัฒนาชุมชนริมคลอง และประกาศเจตนารมณ์เพื่อยืนยันเดินหน้าสร้างที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองต่อไป
นายอวยชัย สุขประเสริฐ ประธานชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญกล่าวว่า ชุมชนมีบ้านเรือนทั้งหมด 64 หลัง มีเนื้อที่ทั้งหมด 3 ไร่ 2 งาน ได้รับสัญญาเช่าจากกรมธนารักษ์ในเดือนมีนาคม 2559 ในอัตราตารางวาละ 1.50 บาท หลังจากนั้นจึงเริ่มรื้อถอนบ้านเรือนออกจากแนวคลอง เพื่อให้สำนักการระบายน้ำ กทม.ได้ก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วม หลังจากนั้นในเดือนเมษายนจึงเริ่มก่อสร้างบ้าน ขณะนี้บ้านเฟสแรก 4 หลังก่อสร้างเสร็จแล้ว และส่วนที่เหลือกำลังก่อสร้างโดยจะสร้างให้แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคมปีนี้ และในจำนวนนี้มีบ้านกลาง 1 หลังที่ชาวชุมชนได้ช่วยกันระดมทุนก่อสร้างเพื่อให้เป็น “บ้านกลาง” สำหรับคนมีฐานะยากจนหรือด้อยโอกาส
ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญถือเป็นชุมชนนำร่องในการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองลาดพร้าว โดยชุมชนได้เริ่มรวมกลุ่มและจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อจัดทำโครงการบ้านมั่นคงตั้งแต่ช่วงต้นปี 2558 เช่น มีการสำรวจข้อมูลชุมชน ร่วมกันออกแบบบ้าน ออกแบบผังชุมชน จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนในการสร้างบ้าน จัดตั้งสหกรณ์เคหสถานขึ้นมาเพื่อบริหารโครงการและทำสัญญาเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์
สำหรับแบบบ้านจะมีทั้งหมด 3 แบบ คือ บ้านชั้นเดียว ขนาด 4 X 6 ตารางเมตร, บ้าน 2 ชั้น ขนาด 4 X 6 ตารางเมตร และบ้าน 2 ชั้น ขนาด 6 X 6 ตารางเมตร ราคาก่อสร้างประมาณ 186,910-369,142 บาทต่อหลัง ซึ่งที่ผ่านมาชาวบ้านได้ร่วมกันจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนในการสร้างบ้าน โดยแต่ละครอบครัวจะต้องออมเงินเข้ากลุ่มเดือนละ 600-800 บาท ส่วนที่เหลือจะใช้สินเชื่อจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนหรือ พอช. ผ่อนส่งประมาณ 1,287-2,537 บาทต่อเดือน ระยะเวลาผ่อนส่ง 15 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 บาทต่อปี
“ส่วนการก่อสร้างบ้าน ชุมชนได้แต่งตั้งคณะกรรมการฝ่ายต่างๆ เข้ามารับผิดชอบและร่วมตรวจสอบ เช่น มีฝ่ายช่าง ฝ่ายจัดซื้อวัสดุ ฝ่ายตรวจสอบ ฯลฯ ใช้ช่างก่อสร้างจากในชุมชนและผู้รับเหมา โดยจะแบ่งพื้นที่ส่วนกลางเพื่อจัดทำเป็นสวนหย่อม มีท่าเรือ มีทางเดินเท้าและจักรยานเลียบคลองความกว้างประมาณ 3 เมตร เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็จะทำให้ชุมชนมีสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น ชาวบ้านจะได้มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง ไม่ต้องกลัวว่าจะโดนไล่อีก” อวยชัยกล่าว
พลตรีชนาธิป บุนนาค เสนาธิการประจำผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะที่ได้รับมอบหมายจาก คสช.ให้ติดตามความคืบหน้าการพัฒนาชุมชนริมคลอง กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับชาวชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญที่การก่อสร้างบ้านเฟสแรก 4 หลังเสร็จไปแล้ว และถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีในการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง รวมทั้งการคืนคลองให้แก่สังคมเพื่อทำให้การระบายน้ำคล่องตัว และเป็นการป้องกันปัญหาน้ำท่วม ซึ่งการพัฒนาชุมชนริมคลองนี้มี 9 หน่วยงานมาร่วมกันทำงาน เช่น กรมธนารักษ์ กทม. พม. พอช. ตำรวจ ทหาร ฯลฯ ซึ่งในส่วนของทหารจะมีบทบาทในการสนับสนุนชาวชุมชน เช่น มีทหารช่างมาช่วยรื้อถอนบ้านเรือน มีทหารชุดมวลชนสัมพันธ์ลงไปในพื้นที่เพื่อสร้างความเข้าใจกับชาวชุมชน ส่วนกลุ่มคนที่ยังไม่เข้าใจหรือคัดค้านโครงการก็จะต้องใช้วิธีการพูดคุยก่อน หากยังไม่เป็นผลก็จะต้องใช้มาตรการทางกฎหมายต่อไป
นายสมคิด สมศรี ผู้ตรวจราชการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในฐานะประธานคณะติดตามงานพัฒนาคลองลาดพร้าว กล่าวว่า ที่ผ่านมายังมีกลุ่มชาวบ้านที่ยังไม่เข้าร่วมโครงการพัฒนาชุมชนริมคลองอยู่ประมาณ 1,600 หลังจากทั้งหมด 46 ชุมชน ซึ่งกลุ่มที่ยังไม่เข้าร่วมนี้ทางรัฐบาลก็ไม่ได้ทอดทิ้ง เพราะได้จัดทำ Master Plan รองรับเรื่องที่อยู่อาศัยในแนวสูงเอาไว้ โดยอาจจัดทำเป็นอาคารสูงขนาด 3-5 ชั้น ส่วนชาวบ้านที่เข้าร่วมและสามารถอยู่อาศัยในชุมชนเดิมได้ก็จะทำที่อยู่อาศัยในแนวราบ เช่นเดียวกับชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ และชุมชนที่มีที่ดินไม่พอก็ต้องไปจัดหาที่ดินใหม่
“ในส่วนปัญหาอุปสรรคที่ทำให้โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองมีความล่าช้า เพราะติดขัดข้อกฎหมาย เช่น ระยะแนวร่นของคลองที่มีกฎหมายให้สิ่งปลูกสร้างริมคลองจะต้องมีระยะร่นหรือห่างจากแนวคลองไม่น้อยกว่า 6 เมตรนั้น ทำให้การก่อสร้างบ้านของชุมชนริมคลองติดขัด เพราะหากยึดระยะร่นที่ 6 เมตรก็จะกินพื้นที่เข้ามาในชุมชน ทำให้ชุมชนเหลือพื้นที่ไม่พอที่จะสร้างบ้าน ดังนั้นคณะติดตามงานจึงได้เสนอเรื่องไปยังรัฐบาล เพื่อให้ใช้มาตรา 44 อย่างสร้างสรรค์ โดยการยกเว้นระยะร่นริมคลองให้เหลือน้อยกว่า 2 เมตร เพื่อให้ชาวบ้านสามารถสร้างบ้านได้ โดยในขณะนี้มีความคืบหน้าไปมากแล้ว และคาดว่ารัฐบาลจะประกาศใช้มาตรา 44 ในกรณีนี้ในเร็วๆ นี้” นายสมคิดกล่าว
นายสยาม นนท์คำจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองกล่าวว่า โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองมีทั้งหมด 49 ชุมชน จำนวน 6,955 ครัวเรือน สร้างเสร็จไปแล้ว 3 ชุมชน คือ ชุมชนบางบัว, สามัคคีร่วมใจ และสะพานไม้ 1 รวม 481 ครัวเรือน จึงเหลือพื้นที่ดำเนินการอีก 46 ชุมชน รวม 6,474 ครัวเรือน โดยในปีนี้จะดำเนินการ 23 ชุมชน รวม 3,180 ครัวเรือน และปี 2560 จะดำเนินให้แล้วเสร็จอีก 23 ชุมชน รวม 2,664 ครัวเรือน
ในช่วงท้ายของการจัดงาน สมาชิกเครือข่ายพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมคูคลอง ได้ร่วมกันอ่านแถลงการณ์เพื่อแสดงเจตนารมณ์ยืนยันที่จะร่วมกันเดินหน้าพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองต่อไป เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมามีกลุ่มผู้ที่เห็นต่างคัดค้านและต่อต้านการพัฒนาที่อยู่อาศัย เช่น ไปแจ้งความกล่าวว่า มีการข่มขู่ ให้ข้อมูลบิดเบือน สร้างกระแสให้ประชาชนและสังคมเกิดความเข้าใจผิด ดังนั้นเครือข่ายฯ จึงได้แสดงจุดยืน สนับสนุนโครงการดังนี้
1.พี่น้องเครือข่ายพร้อมให้ความร่วมมือกับรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ 2.ขอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการโดยมีมาตรการกับผู้คัดค้าน เพื่อให้เครือข่ายสามารถดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนงานและมีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่ 3.ให้รัฐบาลดูแลความปลอดภัยและเอื้ออำนวยความสะดวกในการทำงานของเครือข่ายให้เป็นไปอย่างราบรื่น และ 4.เครือข่ายจะเดินหน้าสร้างรูปธรรมความสำเร็จ เพื่อเป็นตัวอย่างในการแก้ปัญหาของชุมชนริมคลองอื่นๆ ต่อไป
“เครือข่ายฯ ขอยืนยันจะเดินหน้าพัฒนาชุมชนริมคลองต่อไป เพื่อคืนความสุขให้คนคลอง คืนสายคลองให้คนเมือง เพื่อความสุขอย่างยั่งยืน” แถลงการณ์ระบุ
สุวัฒน์ กิขุนทด รายงาน





