playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

01

ศาลเจ้าพ่อสมบุญ/เครือข่ายพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมคูคลองจัดงานที่อยู่อาศัยฉลองชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญสร้างบ้านเฟสแรกเสร็จ  พร้อมทั้งประกาศเจตนารมณ์เดินหน้าพัฒนาชุมชนริมคลองต่อไป  หลังจากกลุ่มที่คัดค้านต่อต้านการทำงานและให้ข้อมูลบิดเบือนสร้างความเข้าใจผิดต่อประชาชนและสังคม   ขณะที่ตัวแทน คสช.บอกว่าทหารจะใช้ชุดมวลชนสัมพันธ์ลงไปสร้างความเข้าใจกับคนที่เห็นต่างก่อน  หากไม่ได้ผลก็จะใช้มาตรการทางกฎหมาย  ด้านประธานคณะติดตามการพัฒนาคลองลาดพร้าวเผยรัฐบาลเตรียมใช้มาตรา 44  อย่างสร้างสรรค์เพื่อแก้ปัญหาโครงการล่าช้าเพราะติดขัดข้อกฎหมาย

วันที่  8 กันยายน  ที่ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ  ซอยพหลโยธิน  54  เขตสายไหม  เครือข่ายพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมคูคลอง  ได้จัดงานที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง “คืนความสุขให้คนคลอง  คืนสายคลองให้คนเมือง  เพื่อความสุขของชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ 54 ที่ยั่งยืน”  โดยมีสมาชิกเครือข่ายฯ เข้าร่วมงานประมาณ  250 คน  ภายในงานได้มีการจัดนิทรรศการแสดงที่อยู่อาศัยของชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ  จัดเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการพัฒนาชุมชนริมคลอง  และประกาศเจตนารมณ์เพื่อยืนยันเดินหน้าสร้างที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองต่อไป

นายอวยชัย   สุขประเสริฐ   ประธานชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญกล่าวว่า   ชุมชนมีบ้านเรือนทั้งหมด  64 หลัง   มีเนื้อที่ทั้งหมด 3 ไร่  2 งาน  ได้รับสัญญาเช่าจากกรมธนารักษ์ในเดือนมีนาคม  2559  ในอัตราตารางวาละ  1.50  บาท   หลังจากนั้นจึงเริ่มรื้อถอนบ้านเรือนออกจากแนวคลอง  เพื่อให้สำนักการระบายน้ำ กทม.ได้ก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วม หลังจากนั้นในเดือนเมษายนจึงเริ่มก่อสร้างบ้าน  ขณะนี้บ้านเฟสแรก 4 หลังก่อสร้างเสร็จแล้ว  และส่วนที่เหลือกำลังก่อสร้างโดยจะสร้างให้แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคมปีนี้   และในจำนวนนี้มีบ้านกลาง 1 หลังที่ชาวชุมชนได้ช่วยกันระดมทุนก่อสร้างเพื่อให้เป็น   “บ้านกลาง” สำหรับคนมีฐานะยากจนหรือด้อยโอกาส 

 02
ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญถือเป็นชุมชนนำร่องในการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองลาดพร้าว  โดยชุมชนได้เริ่มรวมกลุ่มและจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อจัดทำโครงการบ้านมั่นคงตั้งแต่ช่วงต้นปี 2558  เช่น  มีการสำรวจข้อมูลชุมชน  ร่วมกันออกแบบบ้าน  ออกแบบผังชุมชน  จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนในการสร้างบ้าน  จัดตั้งสหกรณ์เคหสถานขึ้นมาเพื่อบริหารโครงการและทำสัญญาเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์ 

สำหรับแบบบ้านจะมีทั้งหมด 3 แบบ  คือ  บ้านชั้นเดียว  ขนาด  4 X 6 ตารางเมตร,  บ้าน 2 ชั้น  ขนาด 4 X 6 ตารางเมตร  และบ้าน 2 ชั้น  ขนาด 6 X 6 ตารางเมตร  ราคาก่อสร้างประมาณ 186,910-369,142 บาทต่อหลัง  ซึ่งที่ผ่านมาชาวบ้านได้ร่วมกันจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนในการสร้างบ้าน  โดยแต่ละครอบครัวจะต้องออมเงินเข้ากลุ่มเดือนละ 600-800 บาท  ส่วนที่เหลือจะใช้สินเชื่อจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนหรือ พอช.  ผ่อนส่งประมาณ 1,287-2,537 บาทต่อเดือน  ระยะเวลาผ่อนส่ง 15 ปี  อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 บาทต่อปี 

“ส่วนการก่อสร้างบ้าน  ชุมชนได้แต่งตั้งคณะกรรมการฝ่ายต่างๆ  เข้ามารับผิดชอบและร่วมตรวจสอบ  เช่น  มีฝ่ายช่าง  ฝ่ายจัดซื้อวัสดุ  ฝ่ายตรวจสอบ  ฯลฯ  ใช้ช่างก่อสร้างจากในชุมชนและผู้รับเหมา  โดยจะแบ่งพื้นที่ส่วนกลางเพื่อจัดทำเป็นสวนหย่อม  มีท่าเรือ  มีทางเดินเท้าและจักรยานเลียบคลองความกว้างประมาณ 3 เมตร เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็จะทำให้ชุมชนมีสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น  ชาวบ้านจะได้มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง  ไม่ต้องกลัวว่าจะโดนไล่อีก” อวยชัยกล่าว 

03

พลตรีชนาธิป  บุนนาค  เสนาธิการประจำผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก  ในฐานะที่ได้รับมอบหมายจาก คสช.ให้ติดตามความคืบหน้าการพัฒนาชุมชนริมคลอง  กล่าวว่า  ขอแสดงความยินดีกับชาวชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญที่การก่อสร้างบ้านเฟสแรก  4 หลังเสร็จไปแล้ว   และถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีในการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง  รวมทั้งการคืนคลองให้แก่สังคมเพื่อทำให้การระบายน้ำคล่องตัว  และเป็นการป้องกันปัญหาน้ำท่วม  ซึ่งการพัฒนาชุมชนริมคลองนี้มี  9 หน่วยงานมาร่วมกันทำงาน  เช่น  กรมธนารักษ์  กทม.  พม.  พอช.  ตำรวจ  ทหาร  ฯลฯ  ซึ่งในส่วนของทหารจะมีบทบาทในการสนับสนุนชาวชุมชน  เช่น  มีทหารช่างมาช่วยรื้อถอนบ้านเรือน  มีทหารชุดมวลชนสัมพันธ์ลงไปในพื้นที่เพื่อสร้างความเข้าใจกับชาวชุมชน  ส่วนกลุ่มคนที่ยังไม่เข้าใจหรือคัดค้านโครงการก็จะต้องใช้วิธีการพูดคุยก่อน  หากยังไม่เป็นผลก็จะต้องใช้มาตรการทางกฎหมายต่อไป

นายสมคิด  สมศรี  ผู้ตรวจราชการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  ในฐานะประธานคณะติดตามงานพัฒนาคลองลาดพร้าว  กล่าวว่า  ที่ผ่านมายังมีกลุ่มชาวบ้านที่ยังไม่เข้าร่วมโครงการพัฒนาชุมชนริมคลองอยู่ประมาณ  1,600  หลังจากทั้งหมด  46  ชุมชน   ซึ่งกลุ่มที่ยังไม่เข้าร่วมนี้ทางรัฐบาลก็ไม่ได้ทอดทิ้ง   เพราะได้จัดทำ Master Plan  รองรับเรื่องที่อยู่อาศัยในแนวสูงเอาไว้  โดยอาจจัดทำเป็นอาคารสูงขนาด  3-5  ชั้น   ส่วนชาวบ้านที่เข้าร่วมและสามารถอยู่อาศัยในชุมชนเดิมได้ก็จะทำที่อยู่อาศัยในแนวราบ   เช่นเดียวกับชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ   และชุมชนที่มีที่ดินไม่พอก็ต้องไปจัดหาที่ดินใหม่

“ในส่วนปัญหาอุปสรรคที่ทำให้โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองมีความล่าช้า  เพราะติดขัดข้อกฎหมาย   เช่น  ระยะแนวร่นของคลองที่มีกฎหมายให้สิ่งปลูกสร้างริมคลองจะต้องมีระยะร่นหรือห่างจากแนวคลองไม่น้อยกว่า 6 เมตรนั้น   ทำให้การก่อสร้างบ้านของชุมชนริมคลองติดขัด  เพราะหากยึดระยะร่นที่ 6 เมตรก็จะกินพื้นที่เข้ามาในชุมชน   ทำให้ชุมชนเหลือพื้นที่ไม่พอที่จะสร้างบ้าน   ดังนั้นคณะติดตามงานจึงได้เสนอเรื่องไปยังรัฐบาล  เพื่อให้ใช้มาตรา 44 อย่างสร้างสรรค์  โดยการยกเว้นระยะร่นริมคลองให้เหลือน้อยกว่า 2  เมตร  เพื่อให้ชาวบ้านสามารถสร้างบ้านได้  โดยในขณะนี้มีความคืบหน้าไปมากแล้ว  และคาดว่ารัฐบาลจะประกาศใช้มาตรา 44  ในกรณีนี้ในเร็วๆ นี้”  นายสมคิดกล่าว

04

นายสยาม  นนท์คำจันทร์   ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองกล่าวว่า  โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองมีทั้งหมด 49  ชุมชน  จำนวน 6,955  ครัวเรือน   สร้างเสร็จไปแล้ว  3 ชุมชน   คือ  ชุมชนบางบัว, สามัคคีร่วมใจ  และสะพานไม้ 1  รวม 481  ครัวเรือน   จึงเหลือพื้นที่ดำเนินการอีก 46 ชุมชน   รวม  6,474  ครัวเรือน  โดยในปีนี้จะดำเนินการ  23  ชุมชน  รวม  3,180  ครัวเรือน   และปี 2560  จะดำเนินให้แล้วเสร็จอีก 23  ชุมชน  รวม 2,664  ครัวเรือน

ในช่วงท้ายของการจัดงาน  สมาชิกเครือข่ายพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมคูคลอง  ได้ร่วมกันอ่านแถลงการณ์เพื่อแสดงเจตนารมณ์ยืนยันที่จะร่วมกันเดินหน้าพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองต่อไป   เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมามีกลุ่มผู้ที่เห็นต่างคัดค้านและต่อต้านการพัฒนาที่อยู่อาศัย   เช่น  ไปแจ้งความกล่าวว่า  มีการข่มขู่   ให้ข้อมูลบิดเบือน  สร้างกระแสให้ประชาชนและสังคมเกิดความเข้าใจผิด   ดังนั้นเครือข่ายฯ  จึงได้แสดงจุดยืน  สนับสนุนโครงการดังนี้

1.พี่น้องเครือข่ายพร้อมให้ความร่วมมือกับรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่  2.ขอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการโดยมีมาตรการกับผู้คัดค้าน  เพื่อให้เครือข่ายสามารถดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนงานและมีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่  3.ให้รัฐบาลดูแลความปลอดภัยและเอื้ออำนวยความสะดวกในการทำงานของเครือข่ายให้เป็นไปอย่างราบรื่น    และ 4.เครือข่ายจะเดินหน้าสร้างรูปธรรมความสำเร็จ  เพื่อเป็นตัวอย่างในการแก้ปัญหาของชุมชนริมคลองอื่นๆ ต่อไป

“เครือข่ายฯ ขอยืนยันจะเดินหน้าพัฒนาชุมชนริมคลองต่อไป  เพื่อคืนความสุขให้คนคลอง  คืนสายคลองให้คนเมือง  เพื่อความสุขอย่างยั่งยืน”  แถลงการณ์ระบุ


สุวัฒน์ กิขุนทด รายงาน

 

05

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter