โดย สำนักสื่อสารการพัฒนา

ศูนย์ประชุมไบเทคบางนา/ รวมพลัง 4 หน่วยงาน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กรมการพัฒนาชุมชน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และ สสส. ลงนามความร่วมมือเพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกัน ส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เป้าหมายให้เกิดชุมชนต้นแบบ 900 หมู่บ้านสำเร็จเป็นรูปธรรมภายใน 3 ปี โดยใช้ 5 แนวทางขับเคลื่อน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวโรกาสในหลวงทรงมีพระชนมพรรษา 90 พรรษา
ระหว่างวันที่ 7-8 กันยายน ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ มีการประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนชุมชนท้องถิ่นสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน จัดโดย 4 หน่วยงาน คือ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กรมการพัฒนาชุมชน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ มีตัวแทนชุมชนจากทั่วประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประมาณ 500 คน โดยในวันนี้ (8 กันยายน) ได้มีการนำเสนอแนวทางภายใต้ภารกิจความร่วมมือ 4 หน่วยงานในการพัฒนาพื้นที่บูรณาการสู่การขับเคลื่อนชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง รวมทั้งมีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือของ 4 หน่วยงานดังกล่าวด้วย
นายสมพร ใช้บางยาง ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวว่า เดิมทั้ง 4 หน่วยงานมีการทำงานในพื้นที่เดียวกัน แต่ยังแยกกันทำงาน จึงมีแนวคิดที่นำไปสู่การปฏิบัติใหม่ เพื่อเป็นพลังในการไปสู่เป้าหมายและทิศทางเดียวกัน จึงตกลงร่วมกันในการทำบันทึกความร่วมมือต่อกัน และถือโอกาสดังกล่าวนี้สร้างความเข้าใจกับแนวคิดดังกล่าวกับแกนนำในการขับเคลื่อนชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งสู่การพัฒนาฐานราก โดยมีตัวแทนจาก 4 ส่วนคือ ผู้นำและผู้ปฏิบัติงาน รวมถึงเครือข่ายสร้างชุมชนน่าอยู่ เพื่อทำความเข้าใจและหาแนวทางเพื่อขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายให้เป็นเรื่องเดียวกันให้ได้ และสามารถสรุปได้เป็น 5 แนวทางการขับเคลื่อนชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน 15 กิจกรรม คือ ระบบข้อมูล-แผนพัฒนา-ศักยภาพคนทำงาน ตัวชี้วัดชุมชน และชุมชนท้องถิ่นต้นแบบ
ทั้งนี้จากการแบ่งกลุ่มย่อย เพื่อออกแบบ 5 แนวทางการขับเคลื่อนชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ได้ข้อสรุปดังนี้
1. ระบบข้อมูลเพื่อพัฒนาชุมชนท้องถิ่น ในพื้นที่มีการจัดทำ จัดเก็บ และสนับสนุนเครื่องมือ วิธีการในการจัดเก็บและนำใช้ข้อมูลในหลากหลายรูปแบบ หลากหลายหน่วยงาน เช่น จปฐ. กชช.2 ค การวิจัยชุมชน (RECAP) การสำรวจข้อมูลประจำปี (TCNAP) เป็นต้น เมื่อมีข้อมูลและวิธีการที่หลากหลายในพื้นที่เดียวกันแต่ขาดความสอดคล้อง ความเข้าใจ ความต่อเนื่อง ความถูกต้อง หรือแม้แต่ทัศคติไม่ดีต่อข้อมูล ซ้ำยังพบว่ามีการจัดเก็บข้อมูลซ้ำซ้อนเพื่อดำเนินการตามนโยบายของหน่วยงานต่างๆ รวมถึงมีงบประมาณที่จำกัดทำให้เป็นภาระของผู้นำชุมชนหรืออาสามัคร
ข้อเสนอ คือ กำหนดมาตรฐานของข้อมูล ว่าควรมีอะไรมากน้อยขนาดไหน มีวิธีเก็บ มีตัวแปร และความถี่ในการเก็บอย่างไร เพื่อให้ท้องถิ่นเป็นศูนย์รวมของข้อมูล สนับสนุนให้มีพื้นที่ต้นแบบด้านการจัดการข้อมูลและทำให้ข้อมูลอยู่ในรูปแบบออนไลน์
สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพส่วนที่เกี่ยวข้องในการจัดเก็บ บันทึกข้อมูล และนำใช้ข้อมูลได้ และควรคืนและแสดงข้อมูลให้กับชุมชนทุกครั้ง
2.การใช้ระบบข้อมูลในการจัดทำแผน ทุกหน่วยงานมีแผนเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของชุมชนตามสถานการณ์ในพื้นที่ โดยใช้ข้อมูลในการวางแผนการพัฒนาแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด แต่ยังมีบางจุดที่ขาดความน่าเชื่อถือจากข้อมูลที่ไม่ตรงกันและข้อมูลไม่เป็นปัจจุบัน เจ้าภาพหลักที่จะบูรณาการการจัดทำแผนยังไม่มีการตกลงกันอย่างชัดเจนในทางปฏิบัติการ รวมถึงประชาชนเกิดความเบื่อหน่ายในการเข้าร่วมจัดทำแผน เนื่องจากไม่ได้ข้อมูลย้อนกลับและการตอบสนองตามที่เสนอ รวมทั้งจัดทำหลายครั้งตามประเด็นของหน่วยงานต้นสังกัด
ข้อเสนอ คือ ทบทวนกระบวนการจัดทำแผน สร้างคู่มือให้เกิดเป็นการขับเคลื่อนและพัฒนา 1 ตำบล 1 แผน, ทำให้แผนพัฒนาเข้าถึงได้ง่ายผ่านเทคโนโลยีการสื่อสารยุคติจิตัล และกำหนดให้ท้องถิ่นเป็นเจ้าภาพในการบูรณาการข้อมูลทุกข้อมูล รวมถึงปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ
3.การเพิ่มขีดความสามารถของแกนนำและบุคลากร แกนนำในชุมชนส่วนใหญ่เป็นจิตอาสา ทำงานกับหลายองค์กร (สวมหมวกหลายใบ) งานเดียวกันต้องทำหลายครั้งตามที่แต่ละองค์กรกำหนด มีงานตามนโยบายลงมาให้แกนนำขับเคลื่อนมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงไม่มีการพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะและทักษะการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยให้ทำงานเร็วและสะดวกขึ้น
ข้อเสนอ คือ กิจกรรมการขับเคลื่อนของทั้ง 4 หน่วยงานร่วมกัน ดังนี้ จัดทำหลักสูตรเพิ่มขีดความสามารถตามความจำเป็นและความต้องการของพื้นที่ 120 แห่ง และจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์อย่างน้อย 4 เดือนต่อครั้ง
4.การพัฒนาตัวชี้วัดชุมชนเข้มแข็ง ชุมชนแต่ละพื้นที่มีเรื่องราวและสิ่งดีที่ทรงคุณค่าในทุกพื้นที่ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย โดยที่ชุมชนเองไม่รู้สึกว่าเรื่องราวและกิจกรรมนั้นๆ คือตัวชี้วัดของชุมชนเข้มแข็ง เพียงเข้าใจว่าทำตามตัวชี้วัดของหน่วยงานที่เข้ามาทำงานในพื้นที่ของตน
ข้อเสนอคือ สนับสนุนให้มีงานวิชาการพัฒนาตัวชี้วัดชุมชนเข้มแข็งผ่านการกำหนดตัวชี้วัดร่วมและตัวชี้วัดเฉพาะ ให้พื้นที่พัฒนาตัวชี้วัดชุมชนเข้มแข็งตามบริบทของพื้นที่ตนเองและเปรียบเทียบกันระหว่างหมู่บ้าน เทียบเคียงกับพื้นที่อื่นๆ หรือใช้ตัวชี้วัดร่วมมาประเมินเพื่อเป็นตัวกระตุ้นการขับเคลื่อน และสร้างกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้เกิดตัวชี้วัดร่วมในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งอย่างยั่งยืนที่นำใช้ได้ทุกพื้นที่
5.ชุมชนท้องถิ่นต้นแบบ คุณลักษณะของชุมชนท้องถิ่นต้นแบบ (จัดการตนเอง) ประกอบด้วย 5 คุณลักษณะ คือ 1. ระบบข้อมูลที่ใช้ร่วมกัน 2.มีแผนพัฒนาเดียวกัน -3. มีกิจกรรมในการเรียนรู้ร่วมกันผ่านเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 4. มีจุดเด่นหรือความเชี่ยวชาญในการพัฒนาเฉพาะด้าน 4. มีผู้นำหรือแกนนำจากหลากหลายกลุ่มอายุและหลายหลากความเชี่ยวชาญ และ 5. มีความสามารถในการทำงานกับหน่วยงานภายนอกโดยยังคงอัตลักษณ์ของพื้นที่ตนเอง
ข้อเสนอ คือ กำหนดตัวชี้วัดชุมชนเข้มแข็งร่วมกันในการประเมิน พัฒนาระบบการสื่อสารกับพื้นที่และสังคม รวมถึงรณรงค์ตามวาระที่เหมาะสม และกำหนดกลไกการสร้างเครือข่ายให้มีการจัดการองค์ความรู้จากปฏิบัติการจริงเป็นแนวปฏิบัติเพื่อใช้ในการขยายเรื่องเด่นหรือนวัตกรรม
“สิ่งที่เราเห็นพ้องต้องกันคือ เป็นเรื่องที่ดี และเป็นแนวทางทางที่ดี และอยากเห็นความจริงใจต่อกัน ทั้งระดับนโยบาย และใจที่มีส่วนจริงจังของพี่น้องข้างล่าง เพื่อสานต่อเจตนารมย์ที่อยากเห็นการพัฒนาชุมชนฐานราก ให้เกิดการทำงานที่มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้การพัฒนาชุมชนฐานรากเป็นระบบเดียวกันทั่วประเทศ หากเราทำได้ใน 120 ตำบล จะเป็นตัวอย่างสำคัญที่จะให้เกิดนโยบายการพัฒนาชุมชนฐานรากในมิติใหม่” นายสมพรกล่าวในตอนท้าย
ศ.นพ.ประเวศ วะสี กล่าวปาฐกถาพิเศษมีใจความตอนหนึ่งว่า วันนี้ถือเป็นวันประวัติศาสตร์ที่ 4 องค์กรมาร่วมมือกันเพื่อสนับสนุนความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น ชุมชนท้องถิ่นคือฐานของประเทศ หากฐานประเทศเข้มแข็ง ประเทศก็จะมั่นคง การที่ 4 องค์กรซึ่งมีศักยภาพ มีจุดแข็ง มีประสบการณ์ต่างๆ เข้ามาเชื่อมโยงกัน จะเกิดพลังมหาศาล ไม่มีสิ่งใดที่ทำไม่ได้ ทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปได้ หากรวมพลังกันเข้ามา และหากมีการรวมพลังกันเช่นนี้และทำในเรื่องที่มีความถูกต้อง คือสร้างความเข้มแข็ง จะทำให้ประเทศมีความมั่นคง ถือเป็นจุดสำคัญที่สุด และจะทำให้เกิดความสำเร็จ และเราไม่ได้ทำจากศูนย์ เพราะมีผู้นำและปราชญ์ชาวบ้านที่ทำกันมานานพอสมควร ร่วมกับการน้อมนำปรัชญาสำคัญ คือการทักทอกัน
“หากเราทำงานใน 900 หมู่บ้าน 90 ตำบล 90 อำเภอ 77 จังหวัด จะเกิด (1.) กระบวนการชุมชน 900 หมู่บ้าน (2.)เกิดสภาผู้นำชุมชน ผู้นำชุมชน 50 x900 ตำบล เท่ากับ 45,000 คน และ 3.พัฒนาผู้นำประมาณ 1 แสนคน หาก 4 องค์กรร่วมกับชุมชนท้องถิ่น เป็นเบญจภาคี จะต้องมีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ถือเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด ประเทศเราจะเปลี่ยน เราจะต้องลงทุนตรงนี้ นำผู้นำชุมชนที่มีประสบการณ์เข้ามาร่วมกัน มีคนที่เช็คและตรวจสอบองค์ความรู้โลก ที่มีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์นั้นมีที่ไหนบ้าง นำเรื่องนี้มาใช้ หากเราทำจุดนี้ได้ จะเกิดวิทยาลัยชุมชนท้องถิ่น 1 แห่งต่อ 10 ตำบล” นพ.ประเวศกล่าว
ทั้งนี้ในช่วงท้ายของการจัดงานได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือของ 4 หน่วยงาน คือ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กรมการพัฒนาชุมชน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ โดยมีตัวแทนของแต่ละหน่วยงานร่วมลงนาม มีเป้าหมายร่วมในการสนับสนุนและขับเคลื่อนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยเน้นให้เกิด “ชุมชนท้องถิ่นต้นแบบเข้มแข็งทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จำนวน 900 หมู่บ้าน 90 ตำบล กระจายตัวใน 90 อำเภอ 77 จังหวัด เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา”
โดยทั้ง 4 หน่วยงานได้จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือที่มีการหนุนเสริมชุมชนท้องถิ่นให้ดำเนินกิจกรรมดังนี้
1.พัฒนาและบูรณาการการจัดทำระบบข้อมูลเพื่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นระดับหมู่บ้านและตำบลโดยเน้นกระบวนการที่ชุมชนเก็บเอง วิเคราะห์เอง และใช้ในกระบวนการพัฒนาชุมชนด้านสังคม การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ
2.ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ระบบข้อมูลในการจัดทำแผนพัฒนาหมู่บ้าน/แผนชุมชน สู่แผนพัฒนาท้องถิ่น และแผนพัฒนาจังหวัด/กลุ่มจังหวัด
3.เพิ่มขีดความสามารถของแกนนำและบุคลากรที่ทำงานด้านการพัฒนาชุมชนในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น
4.พัฒนาตัวชี้วัดชุมชนเข้มแข็งเพื่อใช้ในกระบวนการเพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งตนเองของชุมชนในทุกระดับตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง รวมถึงการนำใช้ในกระบวนการประเมินผลการพัฒนาชุมชนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
5.สนับสนุนและพัฒนาให้เกิดชุมชนท้องถิ่นต้นแบบการทำงานพัฒนาเชิงบูรณาการโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งในแต่ละระดับ เช่น ด้านการสร้างเศรษฐกิจฐานราก การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การจัดการความมั่นคงทางอาหาร เป็นต้น
6.ให้มีคณะทำงานร่วมเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โดยจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ในการขับเคลื่อนและดำเนินการตามเจตนารมณ์ดังกล่าวข้างต้นให้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม ในช่วงระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี





