playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

14344091 1458912474135479 8471965156342981205 n

 

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม  เปิดเวทีสัมมนาวิชาการ มนุษย์-สังคม และภาคประชาสังคม ครั้งที่ 5

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2559 นายบำรุง คะโยธา นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนคนอีสาน ซึ่งกล่าวว่าเมื่อก่อนเรามีแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ฉบับที่ 1-12 รัฐเป็นคนออกแบบจัดการให้คนอีสานทั้งหมด แต่แล้วคนอีสานจะต้องลุกขึ้นสู้ร่วมกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้วยตนเอง รัฐเป็นคนกำหนดการจัดการทรัพยากรธรรมชาติไปหมด นโยบายที่รัฐออกให้คนจนไม่ได้รับความเป็นธรรมก็จำเป็นจะต้องออกมาเรียกร้อง ประท้วงรัฐบาล สมัชชาคนจนจึงเกิดขึ้นเพื่อทวงสิทธิตนเอง

สานต่อด้วยการเสวนาทางวิชาการแลกเปลี่ยน “เศรษฐกิจอีสานกับการเปลี่ยนแปลง : เศรษฐกิจเชิงศีลธรรมในกระแสทุนนิยม จากมโนทัศน์สู่ภาพความจริงในสังคม

นายคำเดื่อง ภาษี สถาบันฟื้นฟูภูมิปัญญาไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจเชิงศีลธรรม นั้นมาจากดำเนินวิถีชีวิตที่เคยปฏิบัติด้วยการมีศีลธรรม มีความชอบธรรม ก็เหมือนคำว่าเศรษฐกิจพอเพียง ไม่แตกต่างกับกับคำว่าเศรษฐกิจเชิงศีลธรรม เศรษฐี ทำเป็นกิจวัตรหรือเปล่า ในเมื่อก่อนเศรษฐีให้ทานบรมี เป็นคนที่มีศีลธรรม เศรษฐีชอบการทำบุญ ร่ำรวยมากพอแล้วให้ทานแก่ชาวบ้านผู้อยู่ฐานรากผู้ยากไร้ รู้จักพอดีรู้จักการให้คนอื่น แต่มาทุกวันนี้มันไม่ใช่เศรษฐีแท้จริง ร่ำรวยเป็นหมื่นล้านก็ไม่รู้จักพอเพียง ยังจะเอารัดเอาเปรียบชาวบ้าน แย่งชาวบ้านไปหมดทุกๆอย่าง แม้กะทั้งทรัพยากรธรรมชาติ ไม่รักษาคุณธรรม ศีลธรรม ไม่เคารพรักษาธรรมชาติสิ่งแวดล้อม มุ่งแต่วัฒนธรรมทางตะวันตก เอาแนวคิดระบบทุนนิยมมาจัดการแข่งขันมุ่งแต่จะเอาชนะ ไม่พอเพียงพึ่งพาอาศัยกันแบ่งปั่นกันอย่างที่สังคมไทยในสมัยก่อน  เราจะต้องคิดวางแผนครอบครัวตนเอง ต่อไปใครจะมาดูแลหากไม่มีลูกหลาน ดังเช่น การใช้กระเป๋าเงิน จับจ่ายไปไม่นานก็หมดไป เงินที่หามาได้ใส่ในกระเป๋าใช้ไปไม่นานวันก็จะหมดไม่มีเหลือ  กับวิธีการใช้ กระเป๋าป่าชุมชน  ป่ามีหลากหลายเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ดีที่สุด เดินทางเข้าป่ามีของป่ากินเก็บของป่าออกมาขาย ในป่ามีแมลง มีนก มีสัตว์ อยู่ในป่าเย็นสบาย  การที่เราทำการเกษตรจะต้องในเย็นๆ  สร้างเศรษฐกิจนิเวศน์ สร้างระบบนิเวศน์ให้ชุมชนร่วมกันรักษาไว้  การใช้ทรัพยากรธรรมชาติควรร่วมกันปกป้อง

ผศ.ดร.สมชัย ภัทรธนานันท์ คณะมนุษยศาสตร์และ สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เล่าว่า ในสมัยศตวรรษที่ 18 ในช่วงนั้นที่การปกครองทางกลุ่มประเทศยุโรปก่อเกิดการจราจล กลุ่มคนจนลุกขึ้นเพราะส่วนมากคนจนเขามีประเพณีตนเอง เพราะถูกการเอารัดเอาเปรียบทางสังคม เช่นการขายขนมปังขึ้นราคาแพง ราคาสูงมาก กลุ่มชาวบ้านชาวทำนาที่ปลูกพืชผลการเกษตรข้าวสาลี ขายข้าวสาลีให้กลุ่มโรงงานมาทำเป็นแป้งทำเป็นขนมปัง กลุ่มพ่อค้าร้านค้าขายขนมปัง ร่วมมือกับโรงงานผลิตกักตุนแป้งข้าวสาลี กักตุ่นอาหารขนมปัง เพื่อที่จะขายในราคาที่แพงๆ นั้นเป็นแสดงว่าการละเมินศีลธรรมทางด้านอาหารเรามาวิเคราะห์ชุมชนสังคม ในอีสานชาวนาก็มีการลุกขึ้นต่อสู้ที่ดินทำกินกับภาครัฐมาโดยตลอด รัฐให้เช่าที่ดินเพื่อทำกินและอยู่อาศัย จัดเก็บภาษีแพงเกินไป การควบคุมชาวนาชาวไร่ เช่น ในอัตราส่วน 60 :40 การเก็บภาษี อีสาน ในเวลาที่เกิดความแห้งแล้งรัฐจะต้องดูแลชาวนาเพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคม สภาพบริบทบ้านเราอีสานการท้วงสิทธิมีมาตั้งแต่สมัย "กบฏผีบุญ" ในอีสานมีการปกครองเป็นหัวเมือง แต่การเก็บส่วย(ภาษี)ส่งเข้าเมืองหลวงในช่วงสมัยนั้นไม่ได้คำนึงถึงความแห้งแล้ง หรือ ปีนำฝนมากก็เกิดน้ำท่วม ทางเมืองหลวงกรุงเทพฯก็จะเรียกเก็บส่วย ภาษีเท่าเดิมๆอย่างที่เคยเก็บส่งกันอยู่ประจำทุกๆปี จึงมีการลุกขึ้นต่อสู้ของกลุ่ม กบฏผีบุญ กบฏชาวนาเพื่อให้ได้รับความเป็นธรรม

ผศ.ดร.ชูพักตร์ สุทธิสา คณะมนุษยศาสตร์และ สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เล่าว่า โดยพื้นฐานเดิมสังคมไทยพึ่งพาอาศัยกันแบบพี่น้อง แต่เศรษฐกิจเชิงศีลธรรมวันนี้น่าจะเป็นทางออกสังคม ทำอย่างไรจะสามารถลดความเสี่ยง การดำรงชีพควบคู่การพัฒนาชุมชน และพลังชุมชน เชื่อมโยงสัมพันธ์ "ดิน น้ำ ป่า" แต่ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมลุกเข้ามาทำลายชุมชนสังคมไทยวันนี้

สุมาลี สุวรรณกร บรรณาธิการศูนย์ข่าวเครือเนชั่นภาคอี สาน เล่าว่า  ขบวนการทุนข้ามชาติ การต่อสู้เชิงสัญญาลักษณ์ การต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชน ตามนโยบายภาครัฐ แม้แต่วันนี้รัฐประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษ  ออกไปแต่แล้วก็ยังไม่มีกลุ่มบริษัทต่างชาติเข้ามาทำอะไรเลย ก็จะมีเพียงประเทศจีนที่สนใจจะมาลุงปลูกพืชสมุนไพรเพื่อการส่งออกไปยังประเทศจีน มีความต้องการพื้นที่แปลงปลูกเป็นพันไร่ แต่ไปมาเรื่องนี้ก็เงียบหายไป ทำให้การเวียนคืนยึดที่ดินที่อยู่อาศัยของชุมชนหายไปไม่ว่าป่าเขา  วิถีชีวิตชุมชนที่เป็นอยู่อย่างหนาแน่ จัดระบบชุมชนเพื่อการแก้ไขปัญหาจะทำอย่างไรกับการแบ่งทรัพยากรธรรมชาติ การสร้างอัตลักษณ์ชุมชนที่อาศัยป่าเขาในชุมชนชนบท สร้างความเท่าเทียมกันความสัมพันธ์ การเรียนรู้ชุมชนรากเหง้าตนเอง การเรียนร้องสิทธิต่อสู่พลังชุมชนจะต้องมีความเข้มแข็งจึงจะต่อรองทุนนิยมได้ชุมชนจะต้องได้รับความเป็นธรรม “เศรษฐกิจคุณธรรม” มีหรือไม่ในอีสาน ทุนนิยมเข้ามาตามนโยบายรัฐ ก็เป็นข้อดีที่ทำให้คนอีสานได้ลุกขึ้นต่อสู้ชีวิต ทำให้ชุมชนชาวบ้านมีความอดทน  ขยันต่อสู้ จะเห็นได้ว่าทุกอย่างผูกคู่กับการเมือง เศรษฐกิจ คนอีสานปลูกต้นยางพารามีมากขึ้นเกิดการเปลี่ยนแปลงการเกษตร อาชีพเกษตรกร แต่ทำให้คนอีสานเคลียดเพิ่มขึ้น ทั้งครอบครัวเพราะเปลี่ยนที่ดินปลูกต้นข้าวไปปลูกต้นยางพารา ยกตัวอย่างที่เห็นในอีสานจังหวัดยโสธร “ข้าวคุณธรรม” กลุ่มปลูกข้าวมีการปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวเป็นแบบอินทรีย์ ทำเกษตรอินทรีย์ ปลุกข้าวปลอดสารเคมี และคนในครอบครัว กลุ่มเครือข่ายยึดหลักปฏิบัติธรรม อยู่ในกรอบ ศีล ๕  ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ก็ทำให้มีความสุขในชีวิตครอบครัว และชุมชน คนอีสานทำได้อย่าง เช่น งานบุญบั้งไฟปลอดเหล้า ไม่มีแอลกอฮอล์  ความมั่นคงทางอาหารข้าวอินทรีย์ ราคาสูงกว่าราคาปกติ  ชุมชนกลุ่มคนเล็กๆที่พยายามทำขึ้นเอง หาช่องทางตลอดขายเอง สร้างตลอดการขายบนพื้นฐานเครือข่ายร่วมมือกันทำมาถึงวันนี้ แต่นโยบายรัฐภาครัฐมีแผนนโยบายที่จะเข้ามาร่วมสนับสนุนกลุ่มคนตัวเล็กๆ ปลูกข้าวเกษตรอินทรีย์บ้างไหม 

        นายสุวิทย์ กุหลาบวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคอีสาน  เล่าว่า เศรษฐกิจเพื่อความเป็นธรรม สิทธิพลเมือง ชุมชนผูกติดไปกับระบบการตลาด ไปตามกลไกเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ค่านิยม เช่น การสร้างเขื่อน รัฐจะสร้างให้ทันสมัย  ดังเช่น รถไฟฟ้าสายสีม่วงสร้างแล้วไม่มีประชาชนไปใช้บริการ และชาวบ้านชุมชนจะอยู่กินแบบใดอย่างไร ป่าชุมชนที่สมบูรณ์ เศรษฐกิจนิเวศน์ วิถีชาวบ้านได้พึ่งพาอาศัยป่าชุมชน หาของป่าออกมาขาย หากินในป่าชุมชนมีกินตลอด แต่วันนี้ไทยจะก้าวเศรษฐกิจไทย 4.0 เราจะเชื่อใคร เขตเศรษฐกิจพิเศษที่ว่าพิเศษสำหรับใคร ชาวบ้านชุมชนจะต้องย้ายออกจากพื้นที่ประกาศออก หรือแม้แต่ป่าเขามันจะย้ายออกไปได้อย่างไร กับการลงทุนสร้างรัฐ  เราเชื่อประชาธิปไตยแบบอีสาน ชุมชนระบบนิเวศน์ความอุดมสมบูรณ์วิถีชาวบ้านอยู่ได้มีกินมีใช้พึ่งพาแบ่งปันกัน  แต่วันนี้วิถีชุมชนชาวบ้านอีสานกำลังจะเปลี่ยนแปลงไปกับ “ร้านค้าสะดวกซื้อ” ซึ่งในร้านมีขาย 24 ชั่วโมง มีขายควบทุกอย่าง ตั้งแต่ข้าวเหนียว ไข่ปิ้ง หมูปิ้ง ขายแม้กระทั้งกล้วย  กินรวบหมดระบบทุนใหญ่ กลุ่มอาชีพคนเล็กคนน้อยกำลังจะหายไป ชาวบ้านเคยขายของข้างถนน แพงลอยข้างทาง รถเข็นขายอาหารข้างถนน ถูกแย่งอาชีพหายไปหมด

ในช่วงบ่าย การนำเสนองานศึกษาและชุดประสบการณ์ “เศรษฐกิจท้องถิ่นบนฐานนิเวศวัฒนธรรมชุมชนอีสาน ” โดยมี  บุญมี โสภัง ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ชุดประเด็นเศรษฐกิจคนทาม จังหวัดสุรินทร์ เล่าถึง ความอุดมสมบูรณ์พื้นที่นิเวศน์ที่แตกต่างอีสาน   แหล่งอาหารของชุมชนสายน้ำมูลทั้งสองฝั่ง จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ ที่ชุมชนชาวบ้านอยู่อาศัยลุ่มน้ำมูลดั่งเดิมมีอยู่มีกินตลอดปีฤดูกาล มีทุกอย่าง ป่าทาม ป่าบุ่ง  กุ้ง หอย ปู ปลา หลากหลายชนิด ที่ดินแปลงนา มีน้ำขึ้น มีน้ำลง ทำนาได้ทั้งนาปี และนาปรัง ป่าชุมชนชาวบ้านออกจับสัตว์ไปตลอด นก หนู  ขุดมันใต้กินป่าทาม มันแซงที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ  หรือ หน่อไม้ในป่า แต่ภาครัฐมาสร้างเขื่อนราศีไศล กักเก็บน้ำแบ่งกั้นน้ำ ทำให้ระบบนิเวศน์เปลี่ยนแปลงไป วิถีชุมชนพี่น้องชาวบ้านก็เปลี่ยนแปลง เดินทางเข้าสู่กรุงเทพเมืองหลวง ไปขายแรงงานรับจ้าง ขายบริการรับจ้างกรรมการก่อสร้าง บ้างก็ไปขายของรถเข็นตามข้างถนนหนทางในเมืองหลวง คนอีสานถูกกล่าวหาว่ามาเป็นคนจน คำที่พ่อแม่เคยสอนไว้ “สิบพ่อค้ากะมาไหว้ชาวนา” ชาวนาปลูกข้าวไว้ให้คนกินมีมากเหลือแบ่งปั่นแบ่งขายให้พ่อค้า ขายให้ข้าราชการนายทุน  แต่ปัจจุบันมันเปลี่ยนวิถีชาวนาชาวบ้าน จากที่ตนเองได้ศึกษาทำงานวิจัยท้องถิ่น จึงดำเนินจัดตั้งโรงเรียนควายทาม ไว้กรณีศึกษาในป่าทาม การดำรงชีพของวิถีชุมชน  “เศรษฐกิจคนทาม” การฟื้นฟูฐานรากชีวิต การจัดการที่ดินที่อยู่อาศัย  การจัดระบบสวัสดิการชุมชน เศรษฐกิจอาหาร คือความมั่งคั่ง มั่นคง ยั่งยืน การสร้างอธิปไตยอาหาร ชุมชนจะต้องเรียนรู้ป่าชุมชนตนเอง 

ทางด้าน สุเมธ ปานจำลอง เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน กล่าวว่า การเปลี่ยนวิถีการเกษตรจากเดิมเคยทำนาใช้เครื่องมือ ใช้สัตว์ช่วยทำนา มีควาย มีวัว มีไถนา ก็เปลี่ยนไปใช้รถไถนาแทน การนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้แต่พอใช้ไปเครื่องยนต์ที่ใช้มันกินน้ำมัน  ในตลาดชุมชนอาหารสำเร็จรูป ร้านจำหน่วยสะดวกซื้อ การตัดตอนในวงจรอาหาร พี่น้องชาวเกษตรต่อมาเปลี่ยนไปจัดการฟาร์มทำงานให้กับบริษัทอยู่บนพื้นที่ไร่นาของตนเองแท้ๆ ทำการผลิตส่งอาหารให้นายทุนจากการที่เราจะได้กินอาหารสดๆใหม่แบบเดิมๆ บริษัทเขาเปลี่ยนแนวคิดให้ชุมชนไปกินอาหารที่เย็นๆอยู่ในตู้แช่เย็น แม้แต่วิถีการกินนั่งกินก็อยู่ในห้องแอร์เย็นๆ นั้น คือระบบนายทุนบริษัทมาเปลี่ยนชุมชนชาวบ้านได้จริงๆ ชาวบ้านก็เปลี่ยนตนเองไปทำงานรับจ้างบริษัท ไปทำงานเพื่อหาเงินรับจ้าง เพื่อมาซื้ออาหารสำเร็จรูปกินเป็นกิจวัตรประจำวัน  เครือข่ายเกษตรทางเลือกอีสาน  เจอปัญหามากมายของพี่น้องชาวบ้าน ในชุมชน ปัญหาหนี้สินครัวเรือน การสูญเสียที่ดินทำกินของตนเอง  การสูญเสียความรู้ภูมิปัญญาการพึ่งตนเอง การดำเนินชีวิตประจำวันแต่ล่ะครอบครัว  ขบวนการคิดความเชื่อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจภายใต้นโยบายรัฐไม่ใช่ทางออกของเกษตรกรเป็นกลลวงของกลุ่มนายทุน องค์ความรู้ในท้องถิ่นเป็นความรู้ที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของครอบครัวและชุมชน สามารถต่อสู้ต่อรองกับภัยคุกคาม ผู้นำ คนในท้องถิ่นเป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหา และพัฒนาตนเองในชุมชนได้ การสร้างรูปธรรม การทำข้อมูล การทำความรู้จากท้องถิ่นอย่างเป็นระบบสามารถนำไปสู่การต่อสู่ทางนโยบาย นิเวศน์ที่แตกต่างกัน คือความหลากหลายวิถีของคนคือความมั่นคงทางเศรษฐกิจของคนชุมชน การสร้างเศรษฐกิจของชุมชนอีสานด้วยกระบวนการของท้องถิ่นภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน  จะต้องยกระดับการพัฒนารูปธรรมการผลิตในระดับแปลงสู้การพัฒนาความมั่นคงทางด้านอาหารและอธิปไตยอาหาร  ยกระดับการผลิตจากผลิตเพื่อกินสู่การผลิตเพื่อการขาย และสร้างเศรษฐกิจใหม่ในรูปแบบตลาดสีเขียว  ยกระดับงานจากเครือข่ายเกษตรกรสู่เครือข่ายภาคประชาสังคมการเคลื่อนไหวทางนโยบายที่เป็นภัยคุกคามเกษตรกรรายย่อยต่อไป 

ในวันที่ 13 กันยายน 2559 สรุปบทเรียนประสบการณ์งานวิชาการรับใช้สังคมอย่างไร  ซึ่งมี รศ.ดร.สุจินต์ สิมารักษ์ ประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่นอีสาน ชวนคิดชวนคุยต่อจากนั้นระดมความคิดเห็นพี่น้อง นิสิตนักศึกษา แต่ภาคส่วนจังหวัดที่มาร่วมงานแสดงความคิดเห็น “ ทิศทางความร่วมมือการสร้างงานวิชาการเพื่อรับใช้ชุมชน ” การนำเสนอข้อสรุปทิศทางความร่วมมือ ตามโซนจังหวัดในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นต่อไป

มานะ เหนือโท ศูนย์ข่าวทุ่งกุลา รายงาน 

 

14333659 1458733590820034 3066547130326606336 n

14316736 1458733910820002 132419495928754378 n

14264001 1458734734153253 7186934811992099746 n

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter