
อุดมศรี ศิริลักษณาพร รายงาน
เมื่อวันที่ 14-15 กันยายน 2559 ที่โรงแรมบรรจงบุรี จ.สุราษฎร์ธานี สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน สำนักงานภาคใต้หรือพอช. ร่วมกับคณะทำงานเศรษฐกิจและทุนชุมชนภาคใต้ ได้จัดสัมมนา “แนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของขบวนองค์กรชุมชนภาคใต้ “ โดยมีกลุ่มองค์กรชุมชนที่ทำงานเศรษฐกิจ 6 ด้าน คือยางพารา ข้าว เกษตรอินทรีย์ การท่องเที่ยวชุมชน ประมงพื้นบ้าน ผลไม้ พร้อมผู้แทนหน่วยงาน นักวิชาการในพื้นที่กว่า 250 คน เข้าร่วมสัมมนา โดยทุกกลุ่มมีความเห็นในประเด็นร่วมกันคือถนนทุกสายมุ่งสู่เกษตรอินทรีย์
โดยระบบเศรษฐกิจฐานรากหรือเศรษฐกิจชุมชน เป็นระบบเศรษฐกิจแนวราบที่ส่งผลและสร้างความสัมพันธ์ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมระหว่างผู้คนในชุมชนท้องถิ่น มิใช่เป็นเฉพาะเศรษฐกิจแนวดิ่งแบบปัจเจกแต่สามารถทำให้เกิดความร่วมมือ เกิดโอกาสและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเศรษฐกิจร่วมของชุมชนกับเศรษฐกิจของปัจเจก เป็นระบบเศรษฐกิจที่มีลักษณะความร่วมมือเป็นหุ้นส่วนสร้างความสัมพันธ์ทั้งในและนอกชุมชนท้องถิ่น นางสาวสมสุขกล่าว
ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้ประชุมกลุ่มย่อย เพื่อกำหนดทิศทาง แผนงาน ข้อเสนอ และการขับเคลื่อนงานเศรษฐกิจฐานรากของแต่ละกลุ่ม อย่างน่าสนใจดังนี้
ทางเลือกและทางรอดของกลุ่มเกษตรกรยางพารา
ผู้เข้าร่วมมาจากกลุ่มผลิตยางแผ่น กลุ่มปลูกพืชร่วมยาง กลุ่มแปรรูป กลุ่มร่วมกันขาย พร้อมหน่วยงานและนักวิชาการ เป้าหมายของการขับเคลื่อนคือความมั่นคงในชีวิตของเกษตรกรสวนยางพารา ทั้งที่มีสวนยางเป็นของตนเอง และกลุ่มเกษตรกรที่รับจ้างกรีดยาง ทิศทางสำคัญได้แก่การเพิ่มมูลค่าผลผลิตในสวนยางและลดต้นทุนการผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมจากการแปรรูปยางพารา การฟื้นฟูสวนยางธรรมชาติ การสร้างความมั่นคงทางอาหารจากพืชร่วมยางและการเลี้ยงสัตว์ แผนงานสำคัญที่จะช่วยกันกันขับเคลื่อนและยกระดับ คือการผลิตยางถ้วยคุณภาพและยางสะอาด การแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ยาง การถอดบทเรียนพื้นที่รูปธรรมและยกระดับการพัฒนา การใช้ความรู้และนักวิชาการเพื่อผลิตภัณฑ์แปรรูปยางคุณภาพที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด การสร้างตลาดกลางของท้องถิ่น เป็นต้น ส่วนข้อเสนอเชิงนโยบายคือให้รัฐบาลใช้ยางพาราเพื่อการใช้ในประเทศ การขึ้นทะเบียนเกษตรกรสวนยางในพื้นที่ๆไม่มีเอกสารสิทธิ์เป็นต้น
ทำนากินเอง 100 % พร้อมอนุรักษ์พันธ์ข้าวพื้นเมือง
ผู้เข้าร่วมมาจากเกษตรกรที่ส่งเสริมการทำนาแปลงใหญ่ กลุ่มทำข้าวอินทรีย์ที่ทำนาปีและทำนาไร่ ภายใต้แนวคิดชุมชนจัดการตนเองทั้งระบบ การจัดสวัสดิการให้สมาชิก มีการรวมกลุ่มเพื่อสืบทอดภูมิปัญญาการทำนาสู่ลูกหลาน มีเป้าหมายสำคัญคือการทำนากินเอง เหลือจากกินจึงขาย ให้มีการอนุรักษ์พันธ์ข้าวพื้นเมืองซึ่งมีอยู่ 17 สายพันธ์ การลดต้นทุนการผลิต การขยายพื้นที่ทำนาและคนทำนา การฟื้นฟูนาร้างและพื้นที่ในสวนยางเพื่อการปลูกข้าว การผลักดันข้าวสายพันธ์ต่างๆให้เป็นสินค้าของจังหวัด แผนงานสำคัญคือการคัดเลือกและอนุรักษ์สายพันธ์ข้าว การสร้างโรงสีข้าวโดยชุมชน การส่งเสริมการกินข้าวที่มีคุณภาพของชุมชน การส่งเสริมทำนาอินทรีย์ การสร้างมาตรฐานข้าว การส่งเสริมภูมิปัญญาและประเพณีข้าว เช่นการทิ่มข้าว การทำขวัญข้าว การประกวดพันธ์ข้าว เป็นต้น ด้านการเชื่อมโยงขององค์กรชุมชน ให้มีการสำรวจข้อมูลข้าวในตำบล การขยายเครือข่ายเพื่อร่วมพัฒนาคุณภาพการผลิตและการสร้างอำนาจต่อรอง การใช้พื้นที่นาเชื่อมโยงกิจกรรมการท่องเที่ยวชุมชน การส่งเสริมการค้าขายข้าวระหว่างชุมชน (ลดรายจ่ายชุมชนผู้บริโภค เพิ่มรายได้ชุมชนที่ผลิต) การใช้สื่อประชาสัมพันธ์ มีกลุ่มไลน์เพื่อการสื่อสารและสร้างความตื่นตัว ข้อเสนอสำคัญคือผลักดันเรื่องข้าวและการทำนาให้เป็นวาระแห่งชาติ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งเสริมตลาดข้าวระดับชุมชนให้เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย
เกษตรอินทรีย์วิถีปักษ์ใต้
มีเป้าหมายให้คนมีสุขภาพดีและมีความสุข แนวทางสำคัญคือทำให้ดูอยู่ให้เห็น การปรับเปลี่ยนตนเองเรื่องสุขภาพและการใช้ทรัพยากรในพื้นที่ การมีต้นแบบที่ดี การบูรณาการความรู้ภายในและภายนอก การให้คุณค่าและสร้างกระแสการเรียนรู้สู่ธรรมนิยม การพัฒนาศักยภาพตนเอง การสร้างความรู้ด้วยการวิจัยด้วยตนเอง การสร้างพื้นที่รูปธรรมตัวอย่าง การเชื่อมโยงความรู้และจัดการความรู้เกษตรอินทรีย์ การพัฒนากระบวนการกลไกรับรองมาตรฐานคุณภาพผลผลิต (PGS) การจัดการตนเองแบบมีส่วนร่วม และการขับเคลื่อนงานรูปแบบของเครือข่าย
แผนงานสำคัญคือการจัดการความรู้ภายใต้การวิจัยและจัดการความรู้เกษตรอินทรีย์ การสร้างรูปธรรมความสำเร็จในพื้นที่ของตนเองภายใต้ศูนย์เรียนรู้และพื้นที่ต้นแบบ การพัฒนาผู้ประกอบการสีเขียว (ทักษะการบริหารจัดการ) การพัฒนากระบวนรับรองมาตรฐานแบบมีส่วนร่วมและพัฒนากลไกขับเคลื่อนในรูปคณะทำงานขับเคลื่อนเครือข่าย
ผู้เข้าร่วมประชุมมีความเห็นว่า เรื่องสำคัญที่ต้องทำคือการพัฒนาคุณภาพผลผลิต รวมทั้ง
ตลาดเกษตรอินทรีย์ที่มีจำนวนมากในปัจจุบัน การสร้างมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ให้เป็นที่ยอมรับ และกระบวนการพัฒนาเน้นการรวมกลุ่ม เพื่อสร้างมาตรฐานและเพิ่มอำนาจต่อรองราคาสินค้า
ผลไม้ดีมีคุณภาพในแดนดินถิ่นใต้
ผู้เข้าร่วมในกลุ่มมีความเห็นว่า จุดแข็งของเกษตรกรที่มีสวนผลไม้มีตัวอย่างดีๆ เช่นที่ตำบลปังหวาน จ.ชุมพร มีทุเรียนแปลงใหญ่รวมประมาณ 10,000 ไร่ ที่มีการผลิตแบบอินทรีย์ มีสวนมังคุดที่มีตลาดของตนเองสามารถต่อรองราคาได้ที่ตำบลเขาแก้ว จ.นครศรีธรรมราช มีการใช้สภาองค์กรชุมชนตำบล ตั้งกลุ่มรับซื้อมังคุด ที่ตำบลทุ่งพลา จ.ปัตตานี มีการใช้งบ 500,000 บาท สร้างศูนย์รวบรวมผลผลิตในตำบล แต่โดยรวมมีจุดอ่อนเรื่องผลผลิตน้อย และสมาชิกไม่รักษามาตรฐานผลผลิต
เป้าหมายของการขับเคลื่อนคือการสร้างความมั่นคงจากการใช้ประโยชน์ในที่ดินและทรัพยากร(ดิน น้ำ) สร้างความมั่นคงด้านอาหาร (เพื่อกิน เหลือจึงขาย) สร้างความมั่นคงด้านเศรษฐกิจของครัวเรือนและชุมชนและการเชื่อมโยงความร่วมมือในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจฐานรากระหว่าง เกษตรกร(รายบุคคลหรือเครือข่าย)กับ เอกชน และหน่วยงานรัฐ
ด้านเป้าหมายของของกลุ่มผลไม้ คือการสร้างช่องทางการต่อรองราคาและการตลาดโดยตรงของกลุ่มผลไม้ (ทุเรียน มังคุด ลองกอง) มีการใช้ตลาด 2 ระบบ คือ 1) ตลาดมาตรฐาน 2) ตลาดเกษตรอินทรีย์ การพัฒนาเกษตรกรให้เป็นมืออาชีพ การพัฒนาศูนย์รวบรวมและคัดแยกผลไม้ หรือสร้างระบบกลุ่มรูปแบบต่างๆ ในระดับเครือข่าย ทิศทางการขับเคลื่อน คือการพัฒนาระบบข้อมูลการตลาดและระบบการผลิต (ดิน น้ำ ตลาด) การพัฒนาคุณภาพผลผลิต ทั้งในส่วนของคุณภาพและราคาที่มีมาตรฐาน การหนุนเสริมเกษตรกรให้มีแนวคิดแบบเกษตรแปลงใหญ่ (เช่น 5 ไร่มีครบทุกอย่าง การบำรุงและดูแลทุกขั้นตอนการผลิต พัฒนาทักษะความรู้ มีระบบบริหารจัดการในสวนที่ต่อเนื่อง ขยายพื้นที่ใกล้เคียงกันเป็นระบบเครือข่าย)
ด้านแผนการขับเคลื่อน ระยะสั้น คือค้นหาพื้นที่ เครือข่ายรูปธรรมและศึกษารูปแบบการบริหารจัดการสวนผลไม้ทั้งรายบุคคลและระดับเครือข่าย รวมทั้งการสร้างระบบการตลาด การเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายกลุ่มผู้ปลูกผลไม้ภาคใต้ การศึกษาพื้นที่และแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกลุ่ม แผนการขับเคลื่อนระยะยาว เน้นเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ปลูกผลไม้ (ทุเรียน มังคุด ลองกอง) ระดับภาค การสร้างความร่วมมือกับหน่วยงาน เช่น สำนักงานเกษตร/ ธกส. /สำนักงานพาณิชย์ การสร้างผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มมูลค่าผลไม้ เช่น น้ำลองกอง, แยมลองกอง, ทุเรียนกวน, สบู่เปลือกมังคุด, ลองกองลอยแก้ว
ในด้านข้อเสนอ ให้การพัฒนาระบบไอทีตลาดผลไม้ชุมชน และสร้าง QR Code ผลไม้และผลิตภัณฑ์ชุมชน ให้มีการเชื่อมโยงระบบตลาดผลไม้ภายในประเทศ (ลองกองพรีเมี่ยม 3,000 ตัน และลองกองตกเกรด 7,000 ตัน) ให้มีการปรับระบบการจัดเกรดผลไม้ให้ผลผลิตผ่านเกณฑ์เพิ่มขึ้น ให้มีการประกันราคาผลไม้ล่วงหน้าเพื่อสร้างความมั่นใจให้เกษตรกร
โดยมีเรื่องสำคัญที่ต้องดำเนินการเช่นการวางแผนเรื่องการจัดการน้ำ เนื่องจากสวนผลไม้ต้องการใช้น้ำจำนวนมาก การวางแผนการตลาด ควบคู่กับการผลิต การรวมกลุ่มผู้ผลิต การพัฒนาความรู้ด้านการประกอบการ การผลิตผลไม้อินทรีย์ การสร้างเครือข่ายผู้ผลิตผลไม้อินทรีย์รายใหญ่ระดับจังหวัด การสร้างมาตรฐานของกลุ่มผู้ผลิต การเข้าสู่ระบบมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ระดับนานาชาติ เป็นต้น
ประมงพื้นบ้านเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
ผู้เข้าร่วมจากเครือข่ายประมงพื้นบ้านจ.ตรัง กลุ่มประมงอ่าวบ้านดอน กลุ่มประมงท่าศาลา
จากปัตตานี และสตูล มีเป้าหมายในการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งอย่างยั่งยืน การรวมกลุ่มของชาวประมงพื้นบ้านในการจัดการทรัพยากร การจัดการทุนการออมทรัพย์ การจัดการการจัดการตลาดสินค้าประมงที่มั่นคงและยั่งยืน เป็นร้านค้าชุมชน แหล่งสินค้าประมงพื้นบ้าน เช่น ร้านคนจับปลา การขายตรงระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค การขายตรงในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว การทำตลาดสินค้าออนไลน์ทางอินเตอร์เน็ต การพัฒนาสู่การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ เช่น การตกปลา ตกหมึก การเพิ่มมูลค่าสินค้าประมง เช่นการแปรรูปสินค้าประมง สินค้าประมงอินทรีย์ การรักษามาตรฐานสินค้าประมง มีความปลอดภัย ปลอดสารพิษ มีการเชื่อมร้อยกับพี่น้อง เขา ป่า นา เล
ทิศทางและแผนงานสำคัญ ได้แก่ใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกหลักในการประสานงานเชื่อมร้อยเครือข่ายในพื้นที่ ให้เกิดการพัฒนากลุ่ม การสร้างพื้นที่รูปธรรม /พื้นที่นำร่อง ในการเรียนรู้ด้านประมงพื้นบ้าน การเชื่อมโยงผู้ผลิตและผู้บริโภคโดยตรง การเชื่อมร้อยเครือข่าย เขา ป่า นา เล และเมือง การพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชน สร้างบูรณาการการท่องเที่ยวร่วมกับการแปรรูปผลิตภัณฑ์ การพัฒนางานวิจัยในด้านทรัพยากรชายฝั่ง เพื่อพัฒนาในด้านการจัดการผลผลิตสัตว์น้ำจากประมงพื้นบ้าน การรวมกลุ่มของพี่น้องประมงพื้นบ้าน การบูรณาการการทำงานร่วมกันของกลุ่มพี่น้องประมงพื้นบ้านทั้งฝั่งอ่าวไทย และอันดามัน การประสานงานหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ให้เข้ามาสนับสนุน การจัดรูปแบบการประชาสัมพันธ์ ทั้งภายในและแก่หน่วยงานภายนอก การสร้างมาตรฐานสินค้า ที่มีการรับรองโดยชุมชน สร้างอาหารปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค เช่น การบันทึกเรื่องราวแหล่งที่มาของสินค้า การสร้างจิตสำนึกเยาวชนคนรุ่นใหม่ร่วมทำกิจกรรม สร้างการเรียนรู้ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและประมงชายฝั่ง ผ่านงานวิจัย เช่นวิจัยท้องถิ่นการจัดตั้งศูนย์วิจัยทางทะเลอันดามัน/อ่าวไทย โดยมีหน่วยงานวิชาการเข้ามาหนุนเสริม มีขบวนองค์กรชุมชนเป็นผู้ขับเคลื่อน มีการต่อสู้/ต่อรองเกี่ยวกับพรก.ประมง ปี 2558 ที่ส่งผลกระทบต่อประมงพื้นบ้าน (มาตรา .34 ,มาตรา145 มาตรา 175 / ประกาศ พรก. ห้ามเครื่องมือ 8 ชนิด มาตรา 71(1) มาตรา127 การแก้นิยามเขตพื้นที่ประมงพื้นบ้าน เป็นเขตพื้นที่อนุรักษ์ประมงชายฝั่ง การจัดให้มีตลาดนัดคนจับปลา/ตลาดวัฒนธรรม ในทุกพื้นที่/จังหวัด เป็นต้น
ข้อเสนอสำคัญเพื่อการขับเคลื่อน คือมีร้านคนจับปลา/ตลาดวัฒนธรรม ในทุกพื้นที่/จังหวัด
ครอบคลุมพื้นที่ชายฝั่งทะเล มีตลาดนัดคนจับปลาของชาวประมงและผู้บริโภคโดยตรง มีการเปิดตลาดนัดออนไลน์ การสร้างพื้นที่ต้นแบบพื้นที่นำร่องในการเรียนรู้เรื่องประมงพื้นบ้าน การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายในด้านกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมแก่พี่น้องประมงให้มีตัวแทนเครือข่ายจากพี่น้องประมงจังหวัดละ 2-3 คน ร่วมเป็นคณะทำงานประมงพื้นบ้านภาคใต้ เพื่อกำหนดทิศทางการทำงานร่วมกัน การจัดประชุมคลัสเตอร์ประมง เพื่อกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนงาน เป็นต้น
การท่องเที่ยวโดยชุมชน
เป็นการท่องเที่ยวที่มีการบริหารจัดการโดยชุมชน ทิศทางสำคัญคือต้องจัดการโดยชุมชน ที่มี
การทำแผนจากพื้นที่ตำบล มีการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายจังหวัด ภาคที่มีสมาคมการท่องเทียวโดยชุมชนภาคใต้ และมีนโยบายระดับชาติรองรับ แนวทางการขับเคลื่อนงานในปี 2560 ที่สำคัญคือการประชุมสัญจรของกลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชน การขับเคลื่อนงานที่เน้นการพึ่งตนเองและสนับสนุนจากหน่วยงาน การสนับสนุนจากนักวิชาการด้วยงานวิจัย และงานมหกรรมการท่องเที่ยวโดยใช้ 4 ยุทธศาสตร์ในการเคลื่อนงาน คือยุทธศาสตร์เครือข่ายในและนอกพื้นที่ ยุทธศาสตร์การโยงเครือข่ายเน้นโปรแกรมเส้นทางการท่องเที่ยว ยุทธศาสตร์การสื่อสารและยุทธศาสตร์การพัฒนาคนและองค์กร โดยหวังผลสร้างสุขให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ เน้นอาหารปลอดภัยและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
ข้อเสนอ นำแผนการท่องเที่ยวโดยชุมชนเสนอต่อระดับนโยบายคือรัฐบาล มีการสำรวจ
ข้อมูลพื้นที่ตำบล(กลุ่มใหม่) ที่ดำเนินการในภาคใต้ เพื่อจัดทำฐานข้อมูลเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ กำหนดจังหวะก้าวการทำงานร่วมกัน การจัดทำบันทึกความร่วมมือ 5 ฝ่ายเพื่อการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวโดยชุมชนทั้งประเทศ (เครือข่ายชุมชนและพอช.เป็นฐานเชิงพื้นที่ /อพท มีชุดความรู้ในการทำงานด้านท่องเที่ยวชุมชน/ กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ผลิตสินค้าการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ /การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สนับสนุนการประชาสัมพันธ์และทำการตลาด และประชารัฐสามัคคี ร่วมเป็นภาคีการตลาด
ตำบลเดียวจัดการเศรษฐกิจทุกเรื่องและถนนทุกสายมุ่งสู่เกษตรอินทรีย์
เศรษฐกิจฐานรากที่เป็นเรื่องร่วมของทุกกลุ่มคือ 1.ตำบลเดียวจัดการเศรษฐกิจทุกเรื่อง เชื่อมโยงทุกประเด็นเศรษฐกิจ 2.พัฒนากลุ่ม เครือข่ายใหม่ ๆ ในเรื่อง ผลไม้ ท่องเที่ยว เกษตรอินทรีย์ ยางพารา ข้าว ประมง 3.ถนนทุกสายมุ่งสู่เกษตรอินทรีย์ 4.พัฒนาการผลิต การตลาด การแปรรูป และเครือข่ายองค์กรชุมชน 5.ต้องแสวงหาทางเลือกใหม่ เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต 6.ต้องทำงานร่วมกับนักวิชาการ หน่วยราชการ ธุรกิจ ประชาสังคม ฯลฯ7.ผู้ผลิตขายตรงถึงผู้บริโภคผ่านช่องทางออนไลน์ 8.การพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจชุมชน 9.ทุกเรื่องต้องจัดการโดยองค์กรชุมชนและประชาชนเจ้าของปัญหา ลุกขึ้นมาจัดการตนเองจึงจะอยู่รอด
ด้านดร.อนุรักษ์ เรืองรอบ กล่าวว่า การจัดการเกษตรอินทรีย์ ชุมชนต้องบริหารจัดการทั้งเรื่องผลผลิตและการตลาด ต้องรู้ว่าผู้บริโภคอินทรีย์อยู่ที่ไหน ที่ใกล้ตัวเราคือคนในชุมชนทำให้คนในชุมชนได้รับอาหารปลอดภัย ผู้บริโภคฐานใหญ่อีกส่วนหนึ่งคือคนในเทศบาลเมือง 208 แห่งที่ผลิตอาหารกินเองไม่ได้ และคนกลุ่มนี้จะหาอาหารปลอดภัยไม่เจอ ชุมชนที่ทำเกษตรอินทรีย์ต้องหาตลาดให้เจอ และทำให้ผู้บริโภคหาผลผลิตให้เจอ ดร.อนุรักษ์ กล่าว









