
ตำบลควนกรด เป็นตำบลหนึ่งในอำเภอทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพทำสวนยางพารา 25,588 ไร่ รองลงมาคือการทำสวนปาล์ม มีการจัดทำข้อมูลบัญชีรับจ่ายครัวเรือน พบว่า มีรายการจ่ายยาฆ่าแมลง ค่าปุ๋ยเคมีประมาณปีละ 2,959,530 บาท ซึ่งเป็นยอดการใช้จ่ายค่อนข้างสูง และยังทำให้ดินเสื่อมสภาพอีกด้วย
เมื่อ 2 ปี ที่ผ่านมา ราคายางพาราลดลงอย่างน่าใจหาย ทำให้รายได้กับรายจ่ายของคนในชุมชนไม่สมดุล ส่งผลกระทบต่อปัญหาหนี้สินที่มีอยู่แล้วและคนในชุมชนไม่สามรถชำระหนี้สินให้พอกพูนมากยิ่งขึ้น หลายคนเริ่มมีความกังวล เครียดและหงุดหงิด การพบปะพูดคุย เข้าสังคมและการเผชิญกับความจริงจึงเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้วิถีชุมชนเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ การร่วมคิด ร่วมแสดงความคิดเห็นในเวทีกลางของชุมชนเริ่มซบเซา จิตอาสาของคนในชุมชนลดถอยลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ในปี 2554 คนในชุมชนตำบลควนกรดได้รวมตัวกันจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลควนกรด โดยมีผู้แทนจากกลุ่มองค์กรต่าง ๆ ที่มีอยู่ในชุมชน เป็นกลไกขับเคลื่อน เกิดการเชื่อมโยงหน่วยงานและภาคีในชุมชนทั้งระดับตำบล ระดับอำเภอ มาทำงานร่วมกัน เกิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เกิดการพึ่งพาซึ่งกันและกันของคนในชุมชน รวมทั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลยังช่วยหนุนเสริมให้องค์กรสมาชิกมีความเข้มแข็งอีกด้วย
สมฤทัย ชอบทำกิจ คณะกรรมการสภาองค์กรชุมชนตำบลควนกรด เล่าว่า “กองทุนหมู่บ้าน บ้านโคกหาญ ได้ดำเนินการจัดตั้ง ในปี 2544 พร้อม ๆ กับกลุ่มอื่น ๆ ทั่วไป และมีการดำเนินกิจกรรมตามปกติ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง กองทุนประสบปัญหาด้านผู้บริหาร จึงได้นำปัญหาเหล่านี้มาหารือในสภาองค์กรชุมชนตำบลควนกรด คณะกรรมการสภาองค์กรชุมชนรับทราบปัญหาแล้วก็เข้าไปหนุนเสริมการจัดระบบบริหารจัดการ โดยมีการปรับโครงสร้างคณะกรรมการดำเนินการ โดยเอาคนรุ่นใหม่มาทำงานในองค์กรมากขึ้น ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงในการจัดการกลุ่มที่มีประสิทธิภาพและเป็นระบบมากขึ้น สามารถเรียกความน่าเชื่อถือให้กับกองทุนกลับมาอย่างน่าภูมิใจ”
ส่วนปัญหาของตำบลนั้นจากการพูดคุยแลกเปลี่ยนแนวคิดการจัดทำแผนพัฒนาตำบลควนกรด ได้กำหนดให้มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและทุนชุมชนร่วมกัน ภายใต้การสนับสนุนของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) เกิดการสำรวจข้อมูลในเชิงลึกด้านเศรษฐกิจในชุมชน เห็นว่าในชุมชนตำบลควนกรด ประสบปัญหาหลายด้าน ทั้งราคายางพาราตกต่ำ ผลผลิตจากยางพาราลดลง
คณะกรรมการสภาองค์กรชุมชน จึงได้ทบทวนปัญหาอุปสรรค ตลอดจนต้นทุนทางสังคมที่มีอยู่ในตำบลควนกรด พบว่าในพื้นที่มีการจัดการด้านเกษตรในระดับหนึ่งเช่น มีกรจัดทำปุ๋ยหมัก และน้ำหมักชีวภาพใช้เอง เกษตรกรมีพื้นที่ทำสวนเป็นของตัวเองประมาณ 90% ของประชากรทั้งหมดรวมทั้งมีกองทุนและกลุ่มองค์กรชุมชนที่เข้มแข็ง เช่นสถาบันการเงินชุมชน กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบล หรือกลุ่มอาชีพอื่น ๆ ฯลฯ จึงมีแนวคิดปลูกพืชเศรษฐกิจและผักพื้นบ้านแซมในสวนยางพาราเป็นแปลงขนาดเล็ก เช่น ผักหวาน ตำลึง พริก ตะไคร้ ขมิ้น ผักเขลียง ชะอม ขิง ข่า กล้วย มะละกอ ข้าวโพด ตลอดจน เกิดการประสานงานกับศูนย์กล้าไม้ทุ่งสง ไม้ยืนต้น มะม่วงหิมพาน ไม้สัก ไม้หลุมพอ สะเดาเทียม มะฮอกกานี ไม้จำปาทอง ฯลฯ ซึ่งในชุมชนมีฐานทุนต่าง ๆ มีกลุ่มจัดทำปุ๋ยชีวภาพ ทั้งปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้ำ ตลอดจนยาปราบศัตรูพืชที่ผลิตจากสมุนไพร ที่สามารถลดต้นทุนได้อย่างมาก
ผลจากการดำเนินการดังกล่าว ทำให้วิถีชีวิตของคนในชุมชนตำบลควนกรดเปลี่ยนไป ทั้งในส่วนของรายได้จากสวนที่มีพืชอื่นเสริมสามารถสร้างรายได้กับเกษตรกรในชุมชนตลอดทั้งปี อีกทั้งผลผลิตบางส่วนสามารถนำมาแปรรูปหมุนเวียนในกลุ่มต่าง ๆ ของชุมชน เช่น การนำวัตถุดิบมาผลิตทำน้ำยาล้างจาน น้ำยาซักผ้า แชมพู น้ำผลไม้ การแปรรูปอาหาร และกลุ่มเครื่องแกง ฯลฯ

นางปรีดา แซ่ขอ สมาชิกโครงพัฒนาเศรษฐกิจและทุนชุมชน สภาองค์กรชุมชนตำบลควนกรด กล่าวว่าารสภาองคคืกรวนกรด นที่ทำสวน รในระดับหนึ่งเช่น มีกรจัดทำปุ๋ “ตอนนั้นประสบภาวะแห้งแล้งต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน รายได้ลดลงมาก ทำอย่างไรที่จะให้มีรายได้เพิ่มขึ้นบ้าง เพื่อให้สามารถพยุงครอบครัว จากการให้ความรู้ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย (เกษตรใสใหญ่) เรื่องการทำปุ๋ยหมัก และน้ำหมักชีวภาพใช้เอง ทำให้ผลผลิตในสวนมีคุณภาพดี เป็นที่ต้องการของตลาดมากกว่าผลผลิตจากสวนอื่นทั่วไป สามารถแนะนำบอกต่อและเกิดการขยายผลที่คนในชุมชนต้องกลับมาทบทวนแนวคิด การทำเกษตรแบบผสมผสานด้วยแนวคิดเกษตรอินทรีย์ในวงกว้างมากขึ้น
“ถ้าเรารู้จักคำว่าพอ ไม่ใช่เราย้อนยุค แต่เป็นโอกาสให้คนในชุมชนได้หันกลับมาสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่นำเอาคุณค่าที่มีอยู่ในชุมชนไปสู่การดำเนินชีวิต “ตามแนวคิดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่ชุมชนจัดการตนเองได้ต่อไป”
นายจรัณ สีสุข ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลควนกรด กล่าวว่า ผลพวงจากการปรับวิธีคิดของคนในชุมชนที่เริ่มหันมาพึ่งพาตัวเองและใส่ใจกิจกรรมทางสังคม สภาองค์กรชุมชนปีนี้มีการพูดคุยเกี่ยวกับการทำกิจกรรมทางสังคม “เราพบว่า ประเพณีวัฒนธรรมเป็นตัวเชื่อม สร้างสุขด้วยประเพณีวัฒนธรรม เป็นตัวก่อเกิดการสร้างความสุขทางใจ ซึ่งคนในชุมชนถือว่า ศาสนาคือ ที่พึ่ง ต่างคนต่างมีความสุขและคนร่วมมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา โดยที่ไม่ต้องใช้งบประมาณจากองค์กรภายนอก แต่เกิดจากความศรัทธา และความตื่นรู้ของคนในชุมชน”
คนควนกรดเชื่อว่า การรวมทุนในชุมชนโดยไม่รอการพึ่งพิงจากภายนอก เป็นการจัดการด้วยคนในชุมชนเอง เหมือนที่ทำอยู่ในเรื่องการปลูกพืชทดแทนในสวนยาง เกิดการลดจ่าย ที่แต่ละครัวเรือนสามารถจัดหาจากในสวนของตัวเองได้ บริโภคอาหารที่ปลอดภัย นอกจากนำมาบริโภคเองแล้ว เหลือพอที่จะขายเพิ่มรายได้อีกทาง เป็นการพลิกวิกฤตเป็นโอกาสในยามพืชหลัก ราคาตกต่ำ
[บทความโดย นางกำจอย พันธ์งาม เลขานุการสภาองค์กรชุมชนตำบลควนกรด





