playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

บทความโดยสุวัฒน์  คงแป้น

10850205_908435362500498_8266677009951688855_n_4.jpg
          ปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายเกี่ยวกับสวัสดิการ ไม่น้อยกว่า 10 ฉบับ ซึ่งเป็นสวัสดิการที่รัฐจัดให้เสียส่วนใหญ่ เช่น สวัสดิการผู้สูงอายุ คนพิการ ฯลฯ สมาชิกหรือผู้รับประโยชน์ขาดการมีส่วนร่วม จะมีอยู่บ้างก็แค่ร่วมสมทบเงิน เช่น กองทุนประกันสังคม กองทุนการออมแห่งชาติ เป็นต้น

          แต่ระบบสวัสดิการที่ชุมชนหรือผู้รับประโยชน์ร่วมคิดร่วมทำร่วมสมทบร่วมรับประโยชน์อย่างครบวงจร หรือรียกว่า “เป็นเจ้าของ”ในทางกฎหมายยังไม่มี แต่ในทางปฏิบัติจริงมีกองทุนลักษณะนี้อยู่แล้วในประเทศไทย นั่นคือ “กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบล”

          ระบบสวัสดิการทั้งสองลักษณะย่อมมีปัจจัยที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง กล่าวคือ สวัสดิการที่รัฐจัดให้ผู้รับไม่มีความรู้สึกเป็นเจ้าของ เป็นเพียงผู้รอรับ ใช้งบประมาณมาก และไม่อาจสร้างชุมชนที่เข้มแข็งได้แต่อาจลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้ ส่วนประเภทหลังนอกจากจะทำให้ชุมชนรู้สึกเป็นเจ้าของแล้วยังนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนได้อีกด้วย

_DSC0167_resize.JPG

          จริงๆแล้วการจัดสวัสดิการโดยชุมชนมีมานานแล้ว โดยการร่วมกันสมทบเงินเป็นกองทุนตามวัตถุประสงค์ที่ชุมชนต้องการ เช่น กองทุนฌาปนกิจหรือจัดสรรผลกำไรส่วนหนึ่งของกลุ่มออมทรัพย์ไปเป็นสวัสดิการให้กับสมาชิก ฯลฯ แต่ได้เข้าสู่ระบบสวัสดิการชุมชนเต็มรูปแบบ เมื่อขบวนองค์กรชุมชนได้ร่วมกันผลักดันให้เกิด “กองทุนสวัสดิการระดับตำบล” ตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมาโดยการนำของ ครูชบ ยอดแก้ว แห่งจังหวัดสงขลา (เสียชีวิตแล้ว) โดยให้ความสำคัญกับการเป็นกองทุนที่ชาวบ้านเป็นเจ้าของร่วมตั้งร่วมคิดร่วมวางแผนร่วมบริหารจัดการร่วมสมทบ(ผู้ให้)ร่วมรับประโยชน์(ผู้รับ)เป็นระบบที่นำไปสู่การสร้างชุมชนเข้มแข็งด้วยตนเอง ทั้งนี้เพราะระบบสวัสดิการชุมชนประกอบด้วย 3 เสาและ 3 หลัก หรือ 3เสาหลักที่มีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออกหรือแยกกันไม่ได้โดยเด็ดขาด เพราะความมั่นคงและความสัมพันธ์ของเสาหลักคือความมั่นคงของระบบสวัสดิการชุมชน

          ผมขออธิบายเรื่องสามหลักก่อน คือ ระบบสวัสดิการชุมชน เป็นระบบที่มีแนวคิดอุดมการณ์ที่มาจากรากฐานของสังคมไทยนั่นคือความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และต้องการดูแลซึ่งกันและกันของคนในสังคม ในยามที่รัฐยื่นมือมาไม่ถึงชาวบ้านก็ดูแลกันเองหลักนี้มีความสำคัญมากต่อระบบสวัสดิการชุมชนและสมาชิกทุกคนจะต้องน้อมนำให้เข้าไปไว้ในหัวใจเลยทีเดียว

          หลักถัดมาคือหลักการบริหารที่ดีและมีธรรมาภิบาล เพราะกองทุนเป็นของทุกคน จึงต้องอาศัยการร่วมคิดร่วมทำบริหารที่ดี เช่น ระบบโครงสร้างและกลไกต่างๆของกองทุนจะต้องกระจายสู่ชุมชนอย่างทั่วถึงทุกกลุ่มเป้าหมาย หลายๆ กองทุนนอกจากจะมีโครงสร้างระดับตำบลแล้วยังกระจายไปถึงระดับหมู่บ้าน ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อไม่ก่อให้เกิดการรวมอำนาจหรือทำให้เป็นคอขวด ซึ่งนอกจากโครงสร้างแล้วจะต้องมีระเบียบกองทุนที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละตำบลโดยสมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมตลอดจนสามารถปรับปรุงให้ทันสมัยได้อยู่เสมอ

          มีระบบบัญชีที่ถูกต้องเป็นปัจจุบันพร้อมต่อการตรวจสอบอยู่ตลอดเวลามีระบบเอกสารที่ดี มีการสื่อสารประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ข้อมูลต่อสมาชิกได้ดี เพราะความเข้าใจของสมาชิกคือสิ่งที่จำเป็น การบริหารเงินกองทุนให้ออกดอกออกผลไม่มีความเสี่ยง ฯลฯ นี่คือบางส่วนของหลักการบริหาร ซึ่งหลักการบริหารนี่เองเป็นปัจจัยหนึ่งที่ชาวบ้านรู้สึกเป็นเจ้าของกองทุนเพราะชาวบ้านบริหารจัดการเอง

          หลักสุดท้ายคือหลักแห่งความยั่งยืนโดยทุกคนร่วมกันสมทบเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ ผู้ให้มีหัวใจของความต้องการช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น แม้ว่าจะเป็นคนจนหรือคนรวยก็ตามทุกคนเป็นเสมือนพี่น้องกัน ส่วนการรับก็เป็นระบบที่สะดวกรวดเร็ว ไม่มีขั้นตอนมากต้องถือว่าผู้รับคือผู้กำลังเดือดร้อน หลักนี้จึงเป็นที่มาของคำว่า “เป็นทั้งผู้ให้อย่างมีคุณค่าและรับอย่างมีศักดิ์ศรี”

          หันมาดูสามเสากันบ้าง เริ่มจาก “เสาสมาชิก” เป็นเสาที่สำคัญที่สุดของระบบสวัสดิการชุมชน จะต้องเป็นเสาที่มีทั้งคุณภาพและปริมาณ นั่นคือต้องยึดหลักที่ว่าด้วยอุดมการณ์ของกองทุนมีความเอื้ออาทรต้องการช่วยเหลือซึ่งกันไม่ใช่ต้องการที่จะรับเพียงอย่างเดียว ส่วนเชิงปริมาณนั้น นอกจากต้องทำให้มีสมาชิกมากแล้วยังต้องครอบคลุมคนทุกๆประเภท คนจน คนรวย คนด้อยโอกาส เด็ก คนพิการ ฯลฯ ยิ่งครอบคลุมเท่าไรก็ยิ่งสะท้อนการช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้มากเท่านั้น

          เสาที่สองคือคณะกรรมการกองทุน ซึ่งจะต้องมีจิตอาสาเสียสละเพราะเป็นการทำงานที่ไม่มีค่าจ้าง ต้องเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถใฝ่เรียนรู้มองโลกกว้าง ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ตั้ง และที่สำคัญก็คือเป็นผู้ที่มีความคิดเชิงการเปลี่ยนแปลงสังคมไม่ใช่นักกิจกรรมที่ทำกิจกรรมเพื่อกิจกรรม เพราะกองทุนจะต้องมีการพัฒนายกระดับ คิดค้นใหม่ เพื่อเชื่อมโยงกับระบบของสังคมโดยรวม

          สุดท้ายคือเสาภาคีพัฒนาและองค์กรสนับสนุน โดยแยกเป็นภาคีในตำบลหมู่บ้านนั้นหมายความว่ากองทุนสวัสดิการจะต้องเชื่อมโยงกับกลุ่มต่างๆที่มีอยู่ เช่น กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มที่ทำงานด้านการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ภาคธุรกิจตลอดจนท้องที่ท้องถิ่นในตำบล ฯลฯ เพราะภาคีพัฒนาเหล่านี้จะมีส่วนหนุนเสริมให้กองทุนมีสมาชิกและเงินกองทุนเพิ่มขึ้น มีความเข้มแข็งมากขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมหรือธุรกิจการท่องเที่ยวอื่นๆ ตัวอย่างเช่นที่จังหวัดภูเก็ตทุกกองทุนจะได้รับความร่วมมือจากภาคธุรกิจ โดยการร่วมสมทบเงินเข้ากองทุนและทุกกองทุนทั่วประเทศ ได้รับการสมทบงบประมาณจากองค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาลและองค์การบริหารส่วนจังหวัด ฯลฯ

          หลายๆกองทุนได้จัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งไปหนุนเสริมกิจกรรมเพื่อส่วนรวมในตำบล เช่น การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ งามตามประเพณีต่างๆ ฯลฯ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้จะทำให้ภาคีพัฒนาในพื้นที่หันมาสนใจและให้ความสำคัญกับกองทุนได้เป็นอย่างดี

          ส่วนภาคีพัฒนาที่เป็นระดับนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ซึ่งมีหน้าสนับสนุนกองทุนทั่วประเทศ รัฐบาลที่สมทบงบประมาณ กรมการพัฒนาชุมชน กรมส่งเสริมปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งกำกับดูแลหน่วยงานท้องถิ่นทั่วประเทศ ฯลฯ ซึ่งหากกองทุนเป็นที่พึ่งพาของผู้คนได้จริงๆ ภาคนโยบายก็พร้อมจะสนับสนุนอย่างเต็มที่

          ทั้งหมดที่ว่ามาคือ “ระบบสวัสดิการของชุมชน” ซึ่งปัจจุบันมีกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลทั่วประเทศ ประมาณ 5,500 ตำบล สมาชิกกว่า 6 ล้านคน เงินกองทุนประมาณ 6,500 ล้านบาท ซึ่งร้อยละ 65 เป็นเงินที่สมาชิกสมทบ เป็นระบบที่มีความแตกต่างจากระบบสวัสดิการของรัฐเพราะชาวบ้านเป็นผู้คิดบริหารสมทบ และรับประโยชน์ เป็นระบบที่เอื้อเฟื้อต่อคนกับคน คนกับธรรมชาติและคนกับสังคม เป็นฐานสำคัญที่จะนำไปสู่การสร้างชุมชนเข้มแข็งมั่นคง

IMG_8551_resize.JPG

          ขณะนี้ชาวบ้านได้ร่วมกันยกร่าง “พรบ. ส่งเสริมระบบสวัสดิการของชุมชน พ.ศ. …” ขึ้นเพื่อเชื่อมประสานให้ประชาชนที่ไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการจากหน่วยงานรัฐ สามารถเข้าถึงสวัสดิการได้อย่างทั่วถึง เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างประหยัดคุ้มค่า ตลอดจนส่งเสริมการเรียนรู้ระบบประชาธิปไตยอย่างมีส่วนร่วม นำไปสู่ความเข้มแข็งของชุมชนฐานราก เป็นการร่างตามสิทธิที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่บัญญัติไว้ ซึ่งขณะนี้ร่างดังกล่าวเสร็จและพร้อมที่จะดำเนินการในขั้นตอนต่อไป ก็หวังว่าผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนจะเข้าใจภาคประชาชนอย่างไรก็ตามร่างกฎหมายนี้ส่วนใหญ่เขียนได้ดี แต่ยังให้ความสำคัญกับการจัดกลไลข้างบนและสถานะที่เป็นทางการของกองทุนแต่ควรจะเขียนให้มีการส่งเสริมสนับสนุน “3 เสาหลัก” ข้างล่างให้เข้มแข็งอย่างมีนัยยะสำคัญ

          ทั้งหมดนี้ก็ได้หวังว่าประเทศนี้จะมีกฎหมายที่ส่งเสริมให้เกิดระบบสวัสดิการของชุมชน ซึ่งไม่เพียงทำให้คนไทยได้รับสวัสดิการที่ทั่วถึงเท่านั้น แต่เป็นระบบที่สมาชิกเป็นเจ้าของเป็นระบบทีสอดคล้องกับวิถีสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับการเอื้อเฟื้อต่อกันและเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างด้านสวัสดิการของประเทศอย่างแท้จริง   

IMG_8526_resize.JPG   

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter