ระหว่างวันที่ 4-6 ตุลาคม 2559 สหภาพยุโรปประจำประเทศไทย สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ภาคอีสาน และศูนย์ประชาสังคมและการจัดการองค์กรเอกชนสาธารณประโยชน์ (ศปส.) จัดเวทีประชุมองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) และประชาสังคม หัวข้อ “อนาคตอีสานสิมั่นยืนภายใต้ทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)” ณ โรงแรมราชาวดีรีสอร์ทแอนด์โฮเทล จังหวัดขอนแก่น โดยมีตัวแทนองค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรภาคประชาสังคม ภาคี และเครือข่าย เข้าร่วมประมาณ 70 คน เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาในระดับพื้นที่และประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชาวบ้านชุมชนอีสาน และขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมภาคอีสาน แลกเปลี่ยนบทเรียนการทำงาน ร่วมกำหนดยุทธศาสตร์ ทิศทางการทำงาน บทบาทการทำงานของขบวนประชาสังคมอีสานในอนาคต
นายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวในหัวข้อ “การวิเคราะห์สถานการณ์นโยบาย แผนพัฒนา กฏหมายที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ฐานทรัพยากร เกษตร ชุมชนอีสาน”โดยระบุว่า สถานการณ์ในภาพรวมของ SDGs หรือการพัฒนาที่มั่นคงและยั่งยืน ไม่ใช่เรื่องใหม่ของประเทศไทย เป็นที่เราต้องการมานานแล้ว เป็นการพัฒนาที่ไม่ทำร้าย และทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เป็นปัจจัยการผลิต เป็นพื้นฐานทางสิทธิของคนอีสาน เป็นมูลมังสังขยามรดกสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น
การพัฒนาต้องเป็นธรรม เป็นหัวใจสำคัญที่คนไทยและคนอีสานรู้ซึ้งมาแล้วว่า ถ้าเราขาดทรัพยากรธรรมชาติเราอยู่ไม่ได้ ต้องไม่มีเฉพาะคนที่ได้และปล่อยให้มีคนที่ต้องถูกทำร้าย ที่ว่าอีสานกันดารนั้นไม่ใช่ เพราะความกันดานนั้นคือทรัพยสินที่มาจากทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ โลกาภิวัฒน์ ไม่ทำอยู่ 3 อย่าง ไม่เคยทำให้คนหายจน ไม่ได้ทำเพื่อสิ่งแวดล้อมแต่ทำร้ายและทำลาย ไม่ว่าที่ไหนๆ ไม่ได้รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แต่เป็นการโกยได้โกยเอา ปัญหา ณ ขณะนี้คือความเหลื่อมล้ำ ตอกย้ำให้เห็นความห่างของคนรวยและจนมากขึ้น
หลายคนคิดว่าหลังรัฐประหารแล้วประเทศเราจะดีขึ้น แต่ข้อเท็จจริงเราจะพบกับนโยบายต่างๆ เช่น การทวงคืนผืนป่า เฉพาะเรื่องนี้มีการร้องเรียนมาที่คณะกรรมการสิทธิ์กว่า 50 จังหวัดทั่วประเทศ พบว่าโครงการเหล่านี้ไล่คนไปอยู่ข้างถนน หรือเหมืองทอง หรือโปแตส ที่คนอีสานจะถูกแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ
คำสั่ง คสช. ในการประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษ ก็มีการเอื้อให้กลุ่มทุน มีการกว้านซื้อที่ในพื้นที่ประกาศเพื่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล โรงงานน้ำตาล ปัญหาคือชาวบ้านแตกกันหมด บางคนอยากขาย บางกลุ่มต้าน แต่คนที่ต้องรับทุกข์คือคนอาศัยน้ำจากลุ่มน้ำชี ปัญหาเหล่านี้เกิดจากคำสั่ง คสช. เราอยู่ในยุคภายใต้คำสั่งของคณะรัฐประหารที่ถือว่าเป็นกฏหมาย
นายแพทย์นิรันดร์ เสนอภาคประชาสังคม องค์กรพัฒนาเอกชนต้องปรับบทบาท ทบทวนการพัฒนาที่เหลื่อมล้ำ ต้องมองปัจจัยภายในเรื่อง 1) การทำงานที่ต่างและแตกแยก ต่างคนต่างทำ ไม่เกิดประโยชน์ 2) ต้องประเมินตัวเองในสถานการณ์ขัดแย้งอุดมการณ์ทางการเมือง หลายคนต้องคดี ทำให้ความสัมพันธ์ทั้ง 2 สี สะดุดลง 3) 20 ปี เราเจาะเรื่องการทำงานในเรื่องสิทธิ์ ที่เป็นการต่อสู้ในเชิงปัจเจก ข้ามเรื่องกฏหมาย ให้เป็นการทำงานวัฒนธรรมการต่อสู้เรื่องสิทธิ ในการเก็บรักษาทรัพยากรไว้ให้ลูกหลาน วัฒนธรรมทางการเมืองเรื่องสิทธิ ซึ่งเป็นเรื่องของสาธารณะ
ถึงปัจจัยภายนอก เปลี่ยนจากระบอบทักษิณ เป็นระบอบอำนาจทหาร ในยุคนี้ประชาชน ต้องเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน การทำงานต้องดูระบอบที่เป็นอยู่ ข้อเสนอ 1) ต้องกระชับการทำงานเครือข่าย มีปฏิบัติการในพื้นที่ สู้ตามหลักสิทธิและกฏหมายที่มีอยู่ ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้ง ทำจนกว่าจะเกิดความไว้วางใจจากการทำงาน 2) อัตตลักษณ์คนอีสาน เข้าไปปลุกให้ชาวบ้าน คนในเมืองลุกขึ้นมาทำงานร่วมกัน ทำระบบสื่อสารอัตตลักษณ์วิถี คนอีสานมีของดี สินทรัพย์อะไร ปฺดพื้นที่สาธารณะโดยภาคประชาสังคม เอ็นจีโอ ให้ชาวบ้านรับรู้ คนในเมืองรับรู้ 3) ผลักดันการมีส่วนร่วมในการเสนอข้อเสนอเชิงนโยบาย เสนอตรงต่อนายกรัฐมนตรี เป็นการเปิดประเด็นการพัฒนาที่มั่นคงยั่งยืนโดยการลุกขึ้นมายืน ไม่ใช่เรื่องที่กระทบต่อความมั่นคง แต่เป็นเรื่องความมั่นคงของประชาชน 4) ประชาชนต้องการเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ทั่วโลกยืนยัน เศรษฐกิจจะดีขึ้นได้ประเทศต้องเป็นประชาธิปไตย
การพัฒนาขณะนี้ ไม่ใช่เรื่องความเจริญก้าวหน้า แต่เป็นเรื่องการพัฒนาที่เป็นธรรมต่อประชาชน ภายใต้บริบทที่ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่เป็นอำนาจนิยม สิทธิชุมชน คือสิทธิในการพัฒนา อย่างไร้พรมแดน ต้องยกระดับการต่อสู้ไม่เฉพาะอีสาน แต่ในระดับประชาคมอาเซียนด้วย นายแพทย์นิรันดร์ กล่าวในช่วงท้าย
นายอุบล อยู่หว้า เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก กล่าวว่า คณะกรรมการที่เกี่ยวกับพืชเศรษฐกิจ 5 ชนิด ไม่มีเกษตรกรเป็นกรรมการอยู่ในนั้นสักแห่ง แต่กลับสะท้อนว่ารัฐและทุนมีความสัมพันธ์กันแนบสนิท อย่างเรื่องข้าว ในกลไกก็ไม่มีชาวนาเลยอีกทั้งยังไม่การปรับปรุงหน่วยงานที่ทำเรื่องข้าวด้วย ประเทศเรามีข้าวเยอะแต่ส่งออกไม่ได้ ไม่แปลกใจรัฐจึงดำเนินการลดพื้นที่การปลูกข้าวลง ซึ่งสิ่งที่มาถึงคนอีสาน คือโรงงานน้ำตาลทั้ง 5 แห่งเร็วๆ นี้ บ.น้ำตาลที่สกลกำลังจะเสนออีไอเอ ที่อำนาจเจริญ สุรินทร์ บุรีรัมย์ซื้อที่แล้ว โรงงานน้ำตาลมากับการยกเลิกอีไอเอ เป็นทางเลือกการลดพื้นที่ปลูกข้าว ซึ่งรัฐมองว่าอีสานไม่เหมาะกับการปลูกข้าว
คนที่มีบทสำคัญในประชารัฐ ก็มาจากบริษัทน้ำตาล การส่งเสริมการทำน้ำตาลขนาดย่อม ที่ชาวบ้านทำเอง ไม่ให้รายใหญ่ลงทุนแต่ฝ่ายเดียวจะเป็นไปได้หรือไม่ เพราะการลงทุนในการทำโรงงานน้ำตาล แต่ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำตาล จะมีอุตสาหกรรมต่อเนื่องตามมา ทั้งเรื่องกากน้ำตาล กระดาษชานอ้อย บรรจุภัณฑ์ กระทั่งเป็นวัตถุดิบป้อนไฟฟ้าชีวมวล การปลูกอ้อยแท้จริงไม่ได้อยู่ในมือเกษตรกร แต่กำลังถ่ายไปสู่มืออุตสาหกรรมรายใหญ่ ชาวไร่อ้อยรายย่อยเข้าไม่ถึงความเป็นธรรม และต้องเผชิญสินเชื่อต้นทุนสูง ดอกเบี้ยร้อยละ 7 การดิ้นรนหาทางออก เกษตรกรทั่วไป เผชิญสินเชื่อร้อยละ 7 กลุ่มที่เข้าไปในระบบพันธะสัญญา สาขาพืช แสนสี่หมื่นครอบครัว กลุ่มเกษตรทางเลือกซึ่งเป็นกลุ่มน้อย สร้างระบบการผลิตของตนเอง
ในอดีตอีสาน เคยเกิดปัญหาสมภูมิ 4 ประสาน รัฐ นายทุน ซึ่งรวมตัวกันตลอด คนงานกับชาวนาก็เจ็บตัวอยู่ร่ำไป กำลังจับตาประชารัฐที่ตั้งขึ้นแล้วจะทำธุรกิจอะไร จะกระทบกับชาวบ้านอย่างไร การหาทางออกของเกษตรกรให้กับตัวเอง การปรับตัวตามศักยภาพพื้นที่ ต้องใช้วัฒนธรรมการทำงานแบบเอ็นจีโอ ที่ทนฟัง รับฟัง ไม่สั่งให้ทำ
เสนอ กป.อพช. ต้องผลักกลไกนโยบาย เพราะรัฐกำลังรวบกลไกนโยบาย ภาคประชาชนจำเป็นต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย เรากำลังกลับไปสู่วัฒนธรรมอำนาจนิยมอย่างหลัก เรายังอยู่ในปัญหาเชิงโครงสร้างเดิมๆ และจำเป็นต้องเข้าใจพหุสังคม เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ หน่วยเคลื่อนไหวทางสังคม จำเป็นต้องสร้างสรรงานวิชาการให้คนในอาเซียนอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข
นายสุวิทย์ กุหลาบวงษ์ เลขาธิการ กป.อพช.ภาคอีสาน กล่าวในหัวข้อ “บทเรียน ต้นทุน ความรู้ นิเวศวัฒนธรรม ทรัพยากร เกษตร เศรษฐกิจชุมชน จากอดีตสู่อนาคต” กล่าวว่า รุ่นผมเข้ามาที่ภาคอีสานในช่วงที่มีการต่อสู้กันรุนแรงขึ้น ช่วงนั้นเข้ามาทำงานจัดตั้ง ทำงานม็อบ อีสานถูกรุกด้วยกระแสการพัฒนา ปัจจุบันยิ่งหนัก คำถามเรื่องสิทธิการพัฒนาเป็นเรื่องที่ยังมีในปัจจุบัน และสิทธิในการไม่เชื่อฟังต่อรัฐ ความสัมพันธ์ชาวบ้าน กับดินน้ำป่านิเวศ การต่อสู้ในยุคแรกเป็นผู้หญิงและคนแก่ ที่ต่อสู้นาน จนมีต้นทุนที่สามารถจัดตั้ง สร้างทางเลือก ติดตาม และการหารือ จัดรูปแบบเครือข่ายการเคลื่อนไหวของชาวบ้านได้อย่างหลากหลาย
ยุคหนึ่งประชาชนมีอำนาจ มีสิทธิตั้งคำถาม มีสิทธิในการชุมนุม เป็นต้นทุน แต่ปัจจุบันมีใครที่ทำงานจัดตั้งสร้างองค์กรชาวบ้านบ้าง มองไม่ค่อยเห็น เป็นเรื่องที่ต้องพัฒนาต่อ ต้องขบคิดเรื่องการเมืองส่วนบนให้มีส่วนเอื้อต่อขบวนการชาวบ้านอย่างไร เราถูกปิดล้อมด้วยวาทกรรมของการเมือง ชาวบ้านถูกปิดล้อมไปเรื่อยๆ แต่เราก็สร้างรูปธรรมการต่อสู้ไว้มากมาย อย่างเขื่อนปากมูล ก่อให้เกิดกระบวนการ EIA ชาวบ้านสู้เรื่องระบบนิเวศ สู้เรื่องโปแตส สู้ด้วยการให้คงอยู่ต่อของระบบนิเวศ สิ่งสำคัญของการเคลื่อนไหวไม่สยบยอมให้คงอยู่อย่างไร เพราะพื้นที่หดหายลงไปเรื่อยๆ
การมองชุมชนอย่างเข้าใจ ลงลึก มาจากข้างใน สร้างทางเลือกการพัฒนาให้ขยายไปมากที่สุด ขบวนการกำหนดการพัฒนาในพื้นที่ต้องควบคู่กับสิทธิประชาธิปไตยในพื้นที่มีสิทธิเสรีภาพ ทำให้ชาวบ้านมีปากมีเสียงมากขึ้น
นายสุเมธ ปานจำลอง เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก กล่าวว่า ทางออกสังคมอีสาน อดีตสู่ปัจจุบันจะไปอย่างไร เกษตรและอาหารจากปฏิบัติการจะสู่นโยบายแบบไหน จากฐานความเชื่อของเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ที่มองว่าการเกษตรที่รัฐส่งเสริมนั้นไม่สามารถสร้างความมั่นคงให้เกษตรกรรายย่อยได้ ทางออกคือการทำเกษตรเพื่อการพึ่งตนเองเป็นทางออกของเกษตรทุกยุคสมัย
การต่อสู้ทางการเปลี่ยนแปลงทางการเกษตร ไล่ตั้งแต่การปลูกพืชเชิงเดี่ยว การทำเกษตรผสมผสาน รัฐก็เสนอไร่นาสวนผสม เกษตรทฤษฎีใหม่ แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง การต่อสู้ด้านการเกษตรที่ผ่านมา เป็นการต่อสู้ทางวาทกรรมที่สร้างความสยบยอมต่อการเปลี่ยนแปลง จนถึงเรื่องความมั่นคงทางอาหาร และแนวคิดอธิปไตยทางด้านอาหารของเกษตรกร เรากินไข่ กินหมู กินปลา จากบริษัทที่ผูกขาด เปลี่ยนวิธีการกินวิธีการบริโภคจนต้องเข้าห้างค้าปลีกเพื่อซื้อเนื้อแช่แข็ง
นิเวศ 4 ส่วนของอีสานนั้นประกอบด้วย ทาม ทุ่ง โคก ภู ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนอีสาน เราสร้างระบบการทำงานผ่านระบบนิเวศ ทำพันธุกรรมพื้นบ้าน ตลาดทางเลือก นวตกรรมทางการเกษตร เครือข่ายช่างชาวนา เกษตรกรคนรุ่นใหม่ และตัวชี้วัดความมั่นคงทางอาหาร เป็นเครื่องมือที่เป็นกระบวนในการต่อสู้
เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกเสริมสร้างอธิปไตยทางอาหารของชุมชน ภายใต้นิยามความมั่นคงทางอาหารของเกษตรกรรายย่อยอีสาน เฮ็ดได้ หาได้ แลกได้ ซื้อได้ พอเพียง มั่นคง ปลอดภัย ความมั่นคงทางระบบการผลิต ธรรมชาติ วัฒนธรรมท้องถิ่น รายได้และตลาดที่เป็นธรรม เพื่อปกป้องฐานอาหารของชุมชนไว้ให้ยั่งยืน
อาจารย์สันติภาพ ศิริไพบูลย์ มหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานี เสนอมุมมองเพิ่มเติมว่า เห็นการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมในอีสานเปลี่ยนไปมาก เพราะเราพัฒนาอย่างไม่เคารพระบบนิเวศ ในทางภูมิศาสตร์ ดินทราย โคก ทาม เปลี่ยนอย่างช้าๆ ในมิติสิ่งแวดล้อมที่มีความแตกต่างทางภูมิศาสตร์ก่อให้เกิดพืชพันธ์ที่หลากหลาย ป่าดิบแล้ง เบญจพรรณ ป่าพรุ ฯลฯ ที่ขึ้นกับภูมิศาสตร์ และสภาพอากาศ จึงเกิดวิถีวัฒนธรรมที่หลากหลายสัมพันธ์กับพื้นที่นั้นๆ อยู่บนภูก็แบบหนึ่ง ที่ราบก็แบบหนึ่ง เป็น 3 มิติที่ทำให้เกิดนิเวศวัฒนธรรม
การพัฒนาที่ฝืนระบบนิเวศ จะทำให้ระบบเพี้ยนไปทั้งหมด อย่างหากทำนาแปลงใหญ่ จะทำให้เกลือขึ้นมาที่ผิวดิน เพราะใต้ผืนดินอีสานมีเกลืออยู่มาก หรือการจัดการน้ำ ที่ส่วนใหญ่อาศัยนิเวศน้ำฝน หากจัดการน้ำให้ทำนาได้หลายครั้งต่อปี จะทำให้ต้นไม้หัวไร่ปลายนาตายเพราะไม้ส่วนใหญ่อยู่ได้ดีในพื้นที่แล้ง ไม่ว่ารัฐบาลจากนักการเมืองหรือจากรัฐประหารทำการพัฒนา ก็ไม่เคารพนิเวศวัฒนธรรมของคนอีสานเหมือนกัน
การสร้างโรงงานน้ำตาลหนึ่งโรงต้องทำลายอะไรลงบ้าง ยกตัวอย่างโรงงานน้ำตาล 1 โรง กำลังผลิต 4 หมื่นตันต่อวัน ต้องส่งเสริมการปลูกอ้อยให้ได้ 15 ตันต่อไร่ วันหนึ่ง 26,000 ไร่ 120 วัน 320,000 หมื่นไร่ หากพื้นที่เยอะขนาดนี้ไปทำลายการเกษตรอื่นๆ ลง หลังจากนั้นก็ต่อยอดโรงไฟฟ้าชีวมวล ที่เอาอ้อยเป็นวัตถุดิบในการเผาผลิตไฟฟ้า เมื่อไม่พอรัฐก็อนุมัติให้ใช้ถ่านหิน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อไปอีก หากชาวบ้านคิดจะทำโรงงานน้ำตาลก็ไม่สามารถทำได้เพราะมีกฏหมายปิดกั้นคุ้มครองโรงงานน้ำตาลอยู่
ในการพัฒนาภาคประชาสังคมต้องคำนึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความสุดขั้วของสภาพภูมิอากาศ ซึ้งจะทำให้เกษตรกรปรับตัวยาก 2) ต้องปกป้องพื้นที่ความมั่นคงทางอาหาร และมียุทธศาสตร์การฟื้นฟูระบบอาหาร ซึ้งสามารถรองรับสังคมผู้สูงวัยในอนาคตได้ ซึ่งแม่น้ำ ป่า คือสวัสดิการของผู้สูงวันในอนาคต
รุ่งโรจน์ เพชระบูรณิน : รายงาน





