playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก
baanporpieng1_resize.JPG

สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน/ ผู้นำขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศกว่า 200 คน  ร่วมเวทีสัมมนา “กำหนดแนวทางการขับเคลื่อนงานโครงการบ้านพอเพียงชนบท”  ตามแผนยุทธศาสตร์ที่อยู่อาศัย 10 ปี พอช.  รวม  352,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ  ประเดิมเป้าหมายแรก  3,000 ครัวเรือนให้แล้วเสร็จภายในปีนี้  ตั้งเป้าพัฒนาที่อยู่อาศัยเชื่อมโยงการพัฒนาด้านอื่นๆ  ไม่เน้นการสงเคราะห์  ใช้งบปีแรกรวม 200 ล้านบาท 
baanporpieng2_resize.JPG

วันนี้ (5ตุลาคม) ที่ห้องประชุมสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)  มีการจัดสัมมนาในหัวข้อ “กำหนดแนวทางการขับเคลื่อนงานโครงการบ้านพอเพียงชนบท”  โดยมีผู้นำขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศกว่า 200 คนเข้าร่วม  เพื่อระดมความคิดเห็น  กำหนดยุทธศาสตร์  เป้าหมาย  แนวทาง  หลักเกณฑ์  วิธีการทำงาน  รวมทั้งแผนการปฏิบัติงานในช่วง 3 เดือนและ 6 เดือนแรก  เพื่อนำไปเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนงานบ้านพอเพียงชนบทต่อไป

นางสาวกนิษฐา  สุวกุล  หัวหน้าสำนักนโยบายและแผน พอช.  ชี้แจงความเป็นมาของโครงการว่า   นายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการเมื่อเดือนสิงหาคม 2558 ให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน  จัดทำแผนงานรองรับผู้มีรายได้น้อยทั่วประเทศทั้งในเมืองและชนบท  ตามแผนยุทธศาสตร์ที่อยู่อาศัย 10 ปี (พ.ศ.2559-2568) รวม 1,044,510  ครัวเรือน  โดยแยกเป็น  1.ชุมชนแออัดและผู้มีรายได้น้อยในเมือง  รวม 692,752  ครัวเรือน (บ้านมั่นคง,ชุมชนริมคลอง และคนไร้บ้าน) 2.ผู้มีรายได้น้อยในชนบท  หรือ “บ้านพอเพียงชนบท”  รวม 352,000 ครัวเรือน

“สำหรับโครงการบ้านพอเพียงชนบทนั้น  เริ่มมาจากการที่ พอช.เคยทำเรื่องที่อยู่อาศัยใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาก่อน  จึงได้นำแนวทางนี้มาจัดทำเป็นโครงการบ้านพอเพียงชนบท  โดยให้ขบวนองค์กรชุมชนเป็นแกนหลัก  เชื่อมโยงท้องถิ่น  และเอกชนมาทำงานร่วมกัน  ถือเป็นโครงการประชารัฐ  เป็นการแก้ไขปัญหาความยากจนในชนบท  โดยใช้ประเด็นความเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยเป็นเครื่องมือในการพัฒนา นำไปสู่การแก้ไขปัญหาเรื่องอื่นๆ ต่อไป”  นางสาวกนิษฐาชี้แจง

สำหรับแผนการดำเนินการในปี 2559 (ปีงบประมาณ 2560) จะเริ่มทั่วประเทศจำนวน 9,000 หน่วย  โดยรัฐบาลอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือผ่าน พอช.  สนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัย  เช่น  ซ่อมแซม ปรับปรุง ต่อเติมบ้าน   ครัวเรือนละ 20,000 บาท  รวมเป็นเงินทั้งหมดประมาณ  200 ล้านบาท  โดยมีเงื่อนไขจะต้องเบิกจ่ายงบประมาณภายในไตรมาสที่ 1 หรือภายในเดือนธันวาคมนี้ให้ได้อย่างน้อย 35%  ของงบประมาณทั้งหมด  หากไม่เป็นไปตามแผนงานรัฐบาลก็จะยึดงบประมาณกลับคืน 

ในช่วงต่อมาได้มีการเสวนาเรื่อง “การพัฒนาที่อยู่อาศัยในพื้นที่ชนบทกับบทบาทขบวนองค์กรชุมชนและท้องถิ่น”  เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็นในการขับเคลื่อนโครงการบ้านพอเพียงชนบท  
baanporpieng3_resize.JPG

นายสมบูรณ์  สิงกิ่ง  ผู้แทนขบวนที่ดิน  อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา  กล่าวว่า  ชุมชนท้องถิ่นจะต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาในท้องถิ่น  โดยใช้เรื่องการพัฒนาที่อยู่อาศัยเป็นเครื่องมือ  และไม่ใช่ว่าจะทำเรื่องบ้านแล้วจบ  เพราะยังมีเรื่องอื่นๆ  เช่น  สวัสดิการ  ความเป็นอยู่  ฯลฯ  นำไปสู่การพัฒนาเรื่องอื่น  แล้วผลักดันให้ตำบล  จังหวัด เข้ามามีส่วนร่วม  เห็นพลังของท้องถิ่น 

“จากประสบการณ์ที่วังน้ำเขียว  เราใช้ผังชุมชนเป็นเครื่องมือ  เริ่มจากการทำแผนที่ทำมือ  ทำให้คนในตำบลเห็นผังในอนาคต  ดึงคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์  ดึง อบต.เข้าร่วม  มีการสำรวจข้อมูลครัวเรือน  กำหนดกลุ่มเป้าหมาย  ผู้เดือดร้อน จัดเวทีรับรองสิทธิ์  เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ได้รับผลประโยชน์ตกไปอยู่กับญาติพี่น้องของกรรมการ   ที่สำคัญก็คือ  จะต้องดึงทุกฝ่ายเข้ามาร่วมทำงาน  ทำให้เห็นพลังในการร่วมมือกัน” นายสมบูรณ์กล่าว

นายแก้ว  สังข์ชู  ผู้แทนประเด็นสวัสดิการจาก จ.พัทลุง  เสนอความเห็นว่า  งบประมาณบ้านพอเพียงชนบทหลังละ 20,000 บาท  ไม่ใช่สาระสำคัญ  เพราะเงินจำนวนเท่านี้คงไม่สามารถทำอะไรได้มาก  แต่สาระสำคัญอยู่ที่กระบวนการในชุมชน  ให้หันมามองสังคม  ใช้เงินเป็นเพียงเครื่องมือ  ให้คนที่เดือดร้อนหรือเจ้าของปัญหาลุกขึ้นมาจัดการ   โดยให้คนทั้งตำบลช่วยกันตัดสินว่าจะสร้างบ้านกี่หลัง  สร้างให้ใคร  และต้องเชื่อมโยงกับท้องถิ่น  กองทุนสวัสดิการฯ  อบต.  กาชาด  และเอกชนมาร่วมกันทำงาน

“การทำเรื่องที่อยู่อาศัยต้องใช้ข้อมูลเป็นหลัก  ต้องให้ทุกฝ่ายยอมรับ  เพราะการสร้างบ้านไม่ใช่แต่จะให้เจ้าของบ้านมีความสุขเท่านั้น  แต่คนทั้งตำบลก็จะต้องมีความสุข  รู้สึกตื้นตัน  มีความภาคภูมิใจที่ทุกคนได้มีส่วนร่วมและเป็นเจ้าของร่วมกัน”  นายแก้วให้ความเห็น

นายกนกศักดิ์  ดวงแก้วเรือน  ผู้แทนท้องถิ่นจาก จ.เชียงใหม่  กล่าวว่า  ที่ผ่านมาท้องถิ่นไม่เคยทำข้อมูลเชิงลึก  จึงไม่รู้ว่าใครเดือดร้อนอย่างไร  เมื่อมีงบประมาณพัฒนาที่อยู่อาศัยลงมาจึงใช้วิธีหารหรือกระจายลงไปทุกหมู่บ้าน  จึงทำให้เกิดปัญหาว่าใครได้รับ  หรือไม่ได้รับการช่วยเหลือ 

“เมื่อเรามีประสบการณ์แล้ว  เราจึงได้ปรับการทำงาน  เริ่มจากการสำรวจข้อมูล  ดึงทุกฝ่ายเข้ามาร่วม  ทั้งชาวบ้าน  กำนัน   ผู้ใหญ่บ้าน  ท้องถิ่น  มาประชุมร่วมกัน  แบ่งงานกันทำ  เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วต้องใช้เป็นข้อมูลกลาง  เป็นข้อมูลของตำบล  เพื่อหาคนที่เดือดร้อน  คนที่ต้องการความช่วยเหลือจริง”  นายกนกศักดิ์กล่าว

นายชาติชาย  เหลืองเจริญ   ผู้แทนประเด็นสภาองค์กรชุมชนจาก จ.ระยอง  กล่าวว่า  สภาองค์กรชุมชนเป็นพื้นที่ของขบวนชุมชนที่ชวนเครือข่ายมาทำงานร่วมกัน   และมีสถานะที่สังคมยอมรับ  บทบาทของสภาฯ จะเป็นผู้ประสานงาน  และเป็นกลไกเชื่อมโยงทำให้คนในตำบลมาทำงานร่วมกัน 

“ต่อไปเราจะใช้สภาฯ เป็นองค์กรแห่งความร่วมมือในการทำงานทุกเรื่อง   โดยเฉพาะการขับเคลื่อนเรื่องบ้านพอเพียงก็ไม่ใช่เรื่องยาก  หากใช้สภาฯ เป็นเครื่องมือ”  นายชาติชายกล่าว

นางสาวสมสุข  บุญญะบัญชา   กรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน  กล่าวว่า  ขบวนองค์กรชุมชนมีประสบการณ์ในการทำงานมาก  มีต้นทุนสูง  เราจะใช้เรื่องบ้านพอเพียงเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคม   โดยเชื่อมโยงเรื่องอื่นๆ เข้ามาร่วม  ทำให้คนทั้งประเทศมีที่อยู่อาศัย  ขบวนองค์กรชุมชนจะต้องมีอิสระในการคิดค้นอย่างสร้างสรรค์  มียุทธศาสตร์  วางเป้าหมายระยะยาว 3– 5 ปี

“โครงการนี้เป็นโครงการขนาดใหญ่  ต้องกระจายเต็มพื้นที่  ขบวนองค์กรชุมชนจะต้องคิดให้เต็มที่  ทำให้เต็มที่  ทำให้สังคมเห็นผล  เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น  โดยใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นเครื่องมือ  นำไปสู่การปฏิรูปประเทศ  ซึ่งการทำโครงการบ้านพอเพียงในช่วงแรก 9,000 หน่วย  เราจะต้องไม่ใช้วิธีการหารเฉลี่ยไปแต่ละภาค  แต่ขอเสนอว่าหากภาคไหนมีความพร้อม  ทำได้เร็ว  ก็ควรจะทำไปเลย”  นางสาวสมสุขกล่าว
baanporpieng4_resize.JPG

ในช่วงต่อมาได้มีการแบ่งกลุ่มย่อย 5 ภาค  เพื่อกำหนดแนวทาง  หลักเกณฑ์ในการดำเนินโครงการบ้านพอเพียงให้ครอบคลุมทุกจังหวัด  และให้มีคุณภาพ  และสรุปทิศทางแผนปฏิบัติงานในช่วง 3 เดือนต่อจากนี้ (ตุลาคม-ธันวาคม 2559)  โดยได้ข้อสรุปเบื้องต้นดังนี้  1.ขบวนองค์กรชุมชนแต่ละภาคจะกลับไปจัดเวทีหรือประชุมสร้างความเข้าใจกับภาคีเครือข่าย  ตั้งแต่ละดับตำบล  จังหวัด  โดยใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกขับเคลื่อน   2.กำหนดหลักเกณฑ์พิจารณาผู้ที่จะได้รับการช่วยเหลือ  3.มีระบบคัดกรอง  โดยการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาพิจารณา  4.มีการสำรวจข้อมูลระดับตำบลเพื่อใช้เป็นฐานในการดำเนินโครงการ

5.หลักการทำงานบ้านพอเพียงจะไม่ใช่ลักษณะของการสงเคราะห์  แต่จะเป็นการต่อยอดส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาด้านๆ อื่นๆ ตามมา  เช่น  มีกองทุนกลางเพื่อที่อยู่อาศัย  6.ทุกจังหวัดและทุกภาคจะต้องจัดทำข้อมูล  กลุ่มเป้าหมายโครงการบ้านพอเพียงฯ ให้แล้วเสร็จภายในวันที่  5 พฤศจิกายน  หลังจากนั้นจะนำเสนอโครงการในระดับประเทศภายในวันที่  17 เดือนเดียวกัน  และ 7.โครงการที่ผ่านการพิจารณาแล้วจะเริ่มเบิกจ่ายงบประมาณได้ภายในเดือนธันวาคม  และจะดำเนินการให้แล้วเสร็จอย่างน้อย  35 %  หรือประมาณ  3,000 ครัวเรือนภายในเดือนธันวาคม 2559  นี้

นายธีรพล  สุวรรณรุ่งเรือง  ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช.  กล่าวว่า  จากประสบการณ์การทำงานเรื่องที่อยู่อาศัยใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้  ตนเห็นว่างบประมาณในการซ่อมแซมพัฒนาที่อยู่อาศัยครัวเรือนละ 20,000 บาทคงจะไม่พอเพียง  เพราะบ้านบางหลังเมื่อรื้อออกแล้ว  วัสดุหรือโครงสร้างอื่นๆ อาจชำรุดเสียหาย  ต้องซ่อมแซมเพิ่มเติม  ดังนั้นขบวนองค์กรชุมชนจะต้องดึงภาคีและหน่วยงานต่างๆ มาร่วมให้การสนับสนุนด้วย
baanporpieng5_resize.JPG


นายพลากร  วงค์กองแก้ว  ผู้อำนวยการ พอช.กล่าวปิดการสัมมนาว่า  โครงการบ้านพอเพียงได้รับการอนุมัติโครงการจากรัฐบาลตามแผนงาน 5 ปีแล้ว  ดังนั้นขบวนองค์กรชุมชนจะต้องพิสูจน์ว่าเราสามารถทำงานนี้ได้  โดยเฉพาะการทำโครงการในช่วงไตรมาสแรกจะต้องทำให้ได้ตามเป้าหมายภายในเดือนธันวาคมนี้   เพื่อนำไปสู่การทำงานในระยะต่อไป  แต่หากทำไม่ได้ก็คาดว่ารัฐบาลจะมอบงานให้กระทรวงมหาดไทยรับไปทำแทน

 

 

สุวัฒน์ กิขุนทด : รายงาน

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter