playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

86748.jpg

นับตั้งแต่รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ จันทรโอชา เข้ามาบริหารประเทศ เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งรัฐบาลได้จัดแถลงผลงานครบ 2 ปี ไปเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งมีหลายอย่างที่น่าพอใจ เช่น ผลงานด้านการออกกฎหมาย การรักษาความสงบภายใน การต่อต้านคอรัปชั่น ฯลฯ แต่หลายอย่างก็ไปยังไม่เข้าเป้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือผลงานด้านเศรษฐกิจฐานราก หรือการกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชน  

               ดร.สมคิด จตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลงานด้านเศรษฐกิจ ออกมาพูดย้ำเพียงว่า เราเดินมาถูกทางแล้ว ได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว เศรษฐกิจกำลังโตขึ้นเรื่อยๆ คาดว่าจะโตถึง 3.4

86745.jpg
               ก่อนหน้านี้รัฐบาลให้ความสำคัญกับระบบเศรษฐกิจที่เน้นการลงทุนขนาดใหญ่ทั้งของรัฐและเอกชน เร่งรัดการใช้จ่ายภาครัฐ  กระตุ้นการส่งออก หวังว่าปัจจัยทั้ง 3 ประการดังกล่าว จะส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศโตขึ้น โดยให้ความสำคัญกับปัจจัยตัวสุดท้าย คือการใช้จ่ายหรือกำลังซื้อของภาคประชาชนค่อนข้างน้อย เช่นนโยบาย เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ครอบคลุม 10 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งได้กำหนดประเภทของการลงทุนในแต่ละจังหวัดที่แตกต่างกันออกไป  แต่ทั้งหมดเน้นการดึงดูดนักธุรกิจต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศ มีการออกกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เอื้อหรือจูงใจให้เกิดการลงทุน ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางก็คือ การอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติเช่าที่ดินได้นานถึง 99 ปี ที่สำคัญไม่ด้อยไปกว่ากัน หรือประชาชนในพื้นที่ซึ่งต้องแบกรับผลกระทบต่างๆ ที่จะตามมา มีโอกาสหรือช่องทางในการสร้างประโยชน์ค่อนข้างยาก

               อย่างไรก็ดี ชุมชนหรือคนในท้องถิ่นสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษได้ หากมีการเตรียมความพร้อมรู้เท่าทันสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วจะมีสักกี่แห่งที่คนในพื้นที่รู้ทันข้อมูล มองเห็นช่องทางที่จะทำประโยชน์ให้กับชุมชนได้ตามหลักการข้างต้น เพราะทางสายนี้เปิดกว้างสำหรับผู้ที่มีความพร้อมเท่านั้น นั่นก็คือนักลงทุน  

86744.jpg

               นั่นคือปีแรกเรื่องผลงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล พอถึงปีหลัง มีการเปลี่ยนแปลงหัวขบวนด้านเศรษฐกิจ เป็น ดร.สมคิด จตุศรีพิทักษ์ ทันทีที่เข้ามารับผิดชอบงานด้านเศรษฐกิจก็ประกาศให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากกระตุ้นการบริโภคของประชาชน โดยงานอัดฉีดงบประมาณจำนวนมากลงสู่ชุมชน เช่นกองทุนหมู่บ้าน เงินพัฒนาโครงการขนาดย่อย 1 ล้านบาท เงินพัฒนาตำบล ๆ ละ 5 ล้านบาท เงินหมู่บ้าน ละ 200,000 บาท และตามด้วยเงินผ่านกองทุนหมู่บ้านอีก หมู่บ้านละ 500,000 บาท รวมๆ แล้ว จะมีเงินทุกระบบข้างต้นลงสู่ชนบท เฉลี่ยตำบลละ ไม่น้อยกว่า 22 ล้านบาท (คิดจากฐานตำบลละ  10 หมู่บ้าน) ซึ่งเงินจำนวนนี้หากมีการใช้ให้ถูกทางเอาไปแก้ปัญหาชาวบ้านจริงๆ เช่นการสร้างงานในหมู่บ้าน การพัฒนาแหล่งน้ำและการเกษตร พัฒนาระบบตลาดชุมชน ฯลฯ เชื่อว่าจะช่วยทำให้ชาวบ้านลืมตาอ้าปากได้อย่างมั่นคง แต่ด้วยเวลาที่จำกัดประกอบกับการทำงานที่ไร้เป้าหมาย ไร้การส่งเสริม ตรวจสอบ ฯลฯ เงินก้อนโตนั้นก็ละลายไปกับโครงการเดิมๆ ที่ผู้มีอำนาจในท้องถิ่นคุ้นเคย เช่นสร้างศาลา สร้างถนน สร้างเต้นท์ โต๊ะ เก้าอี้ เป็นต้น ในที่สุดก็ไหลกลับไปยังพ่อค้า ไม่ถึงมือประชาชนและแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนไม่ได้ อำนาจซื้อของประชาชนจึงไม่เพิ่มขึ้น

86750.jpg

               ถัดจากนั้นก็หันมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามนโยบาย “ประชารัฐ” โดยเน้นให้เกิดความร่วมมือ ระหว่างภาคีพัฒนาต่างๆ กับชุมชน ใช้ความเข้มแข็งของชุมชนเป็นตัวขับเคลื่อน มีการจัดบันทึกข้อตกลงร่วมกันระหว่าง 30 องค์กร มีหลักการทำงานสำคัญ 3 ประการ คือ 1) การใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งที่ทุกภาคส่วนจะมาหนุนเสริมชุมชนพัฒนาระบบเศรษฐกิจฐานราก โดยใช้ทุนและภูมิปัญญาที่มีอยู่ในชุมชน 2) ยกระดับสินค้าเกษตรให้ได้อย่างน้อยหนึ่งตำบลหนึ่งสินค้าเกษตร และ 3) ประสานงานกับผู้ค้าส่งนำสินค้าชุมชนไปเปิดตลาด แต่ดูเหมือนว่าแนวทางดังกล่าวยังไปไม่ถึงไหน ก็มีแนวคิดในการจัดตั้งบริษัทประชารัฐสามัคคีทั้งระดับชาติและระดับจังหวัด มีเป้าหมายจัดตั้งให้แล้วเสร็จทุกจังหวัดในปี 2559 นี้

               แนวคิดดังกล่าวของรัฐบาลได้รับการวิจารณ์อย่างมากจากสังคมเพราะผู้เป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากกลับเป็นกลุ่มทุนขนาดใหญ่ คณะกรรมการระดับประเทศทุกคณะก็มีเพียงภาครัฐกับนายทุนเท่านั้น ความเคลือบแคลงสงสัยจึงเกิดขึ้น ในขณะที่การขับเคลื่อนงานตามบันทึกข้อตกลง 3 ประการโดยเฉพาะประการแรกซึ่งเป็นแนวถนัดของชุมชน กลับไม่ได้รับการใส่ใจจากรัฐบาลมากนัก ในขณะที่บริษัทประชารัฐบางจังหวัด เริ่มมีคำบ่นจากชาวบ้านในเรื่องการตัดสินใจที่รวดเร็ว เน้นเรื่องการตลาดมากเกินไป

               เมื่อเป็นอย่างนี้ หากมัวจ้ำเดินตามนโยบายรัฐ น่าจะไปไม่ถึงฝั่ง ก็เลยชวนหันมามองเพื่อให้ความสำคัญกับบันทึกข้อตกลงข้อที่ 1 ที่อาศัยความเข้มแข็งขององค์กรชุมชนสร้างระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างมั่นคง โดยใช้ทุนและภูมิปัญญาในท้องถิ่น บวกกับการสร้างความร่วมมือกับภาคีทุกภาคส่วนเป็นตัวขับเคลื่อน ผมเรียกว่า “สร้างเขตพัฒนาเศรษฐกิจ(ฐานราก)พิเศษ” ขึ้น หนึ่งตำบลเท่ากับหนึ่งเขตพัฒนาเศรษฐกิจ(ฐานราก)พิเศษ

               เริ่มจากการใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นเวทีรวมคนในตำบลมานั่งพูดคุยกัน สำรวจข้อมูลดูว่าในตำบลเรามีทุนอะไรอยู่บ้าง มีอาชีพอะไร มีภูมิปัญญาอะไร มีทรัพยากรธรรมชาติ อะไรคือต้นเหตุของปัญหา อะไรคือโอกาส มีผู้รู้เรื่องอะไรอยู่บ้าง ฯลฯ เอาข้อมูลเหล่านี้มาพูดคุย วิเคราะห์ และหาทางออกร่วมกัน คิดใหม่ ทำใหม่ และปรับตัวให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง

               เท่าที่ลงพื้นที่ชุมชนยังพบว่าการเกษตรยังเป็นอาชีพหลักแต่หลายที่ยังติดอยู่กับพืชเชิงเดี่ยว เมื่อราคาตกต่ำจะปรับตัวกันอย่างไร หลายแห่งมีการปลูกพืชร่วมยาง(พารา) พืชร่วมปาล์ม พืชร่วมไม้ผล โดยให้ความสำคัญกับพืชปลอดสาร เป็นต้น หลังจากดูเรื่องการผลิต(ชนิดที่ต้องปรับตัว) แล้วให้คิดถึงระบบการตลาดเป็นตลาดในหมู่บ้าน ตำบล เทศบาล และจังหวัด เป็นการดึงตลาดมาทำเองเพราะเจ้าของตลาดคือผู้กำหนดราคา ดังนั้นแทนที่จะเดินไปหาตลาดซึ่งจะถูกเขากำหนดราคา ก็ปรับไปสู่การเป็นเจ้าของตลาดที่สามารถกำหนดราคาเองได้ นอกจากนี้ระบบการผลิตหากมีการพัฒนาให้ดีขึ้นก็จะต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยวโดยชุมชนได้อีกด้วย กล่าวได้ว่าในหนึ่งเขตพัฒนาเศรษฐกิจ(ฐานราก)พิเศษ สามารถเชื่อมโยงหลายๆเรื่องมาบูรณาการร่วมกันได้โดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง

86747.jpg

               และเพื่อให้มีการยกระดับงานให้กว้างขวางยิ่งขึ้น เรื่องหนึ่งๆอาจเชื่อมโยงข้ามพื้นที่เช่น เกษตรอินทรีย์วิถีชาวบ้าน หลายๆพื้นที่ (หรือทั้งอำเภอจังหวัด) อาจเชื่อมโยงกัน เพื่อให้การผลิตและการตลาดมีคุณภาพมากขึ้น การท่องเที่ยวโดยชุมชนก็เช่นกันอาจเชื่อมโยงกันข้ามพื้นที่เพื่อตอบสนองลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น เป็นต้น เป็นการทำงานทั้งระดับแนวตั้งและแนวขวางควบคู่กันไป

               แนวทางดังกล่าวหลายจังหวัดกำลังดำเนินการอยู่ แม้ว่าจะเป็นเพียงการเริ่มต้น และนี่ต่างหากที่ผมว่า “เดินมาถูกทางแล้ว” เป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจฐานรากอย่างมั่นคงยั่งยืนอย่างแท้จริง  

 

บทความโดยสุวัฒน์  คงแป้น

              

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter