ชุมชนเขียวไข่กา/พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานมอบกุญแจบ้านและทะเบียน
บ้าน “บ้านมั่นคงเจ้าพระยาประชารัฐ” ให้แก่ชาวบ้าน 3 ชุมชนแรกที่รื้อย้ายบ้านเรือนริมแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าอยู่อาศัยแฟลต ขส.ทบ. รวมทั้ง 2 ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ รวมทั้งหมด 64 ครัวเรือน ส่วนชุมชนริมน้ำเจ้าพระยาอีก 10 ชุมชนกว่า 200 ครัวเรือน มีแผนในการรื้อย้ายและพัฒนาที่อยู่อาศัยใหม่ตั้งแต่ปลายปีนี้
ตามที่รัฐบาลมีโครงการพัฒนาพื้นที่ริมฝั่งเจ้าพระยาช่วงแรก ตั้งแต่สะพานพระราม 7- สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ระยะทาง
รวม 14 กิโลเมตร โดยมอบหมายให้กรุงเทพมหานครรับผิดชอบด้านการศึกษาและออกแบบโครงการพัฒนาพื้นที่ริมน้ำ
ส่วนกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ได้รับ
มอบหมายให้จัดทำแผนงานรองรับที่อยู่อาศัยของชุมชนที่ปลูกสร้างบ้านเรือนรุกล้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาจำนวน 10
ชุมชน โดย พอช.มีแนวทางรองรับอยู่ 3 แนวทาง คือ 1.ย้ายเข้าอยู่ในแฟลต ขส.ทบ. เขตดุสิต ใกล้รัฐสภา
แห่งใหม่ 2. เข้าอยู่โครงการบ้านเอื้ออาทรท่าตำหนัก อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม และ 3. จัดหาที่ดินเพื่อสร้างบ้าน
ใหม่นั้น
ล่าสุดวันนี้ (7 ตุลาคม 2559) เวลา 09.00 น. พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะ
ประธานอนุกรรมการพัฒนาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อย พร้อมด้วยพลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก และคณะ ได้เดินทางมาที่ชุมชนเขียวไข่กา เขตดุสิต เพื่อเยี่ยมชาวชุมชนเขียวไข่กาที่ปลูกสร้างบ้านเรือนรุกล้ำแม่น้ำเจ้าพระยา และกำลังย้ายเข้าอยู่อาศัยในที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ที่ทางรัฐบาลจัดเตรียมเอาไว้ให้ที่แฟลตขนส่งทหารบก (ขส.ทบ.) ย่านเกียกกาย โดยมีพลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ นายพลากร วงค์กองแก้ว ผู้อำนวยการ พอช. นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ ฯลฯ ให้การต้อนรับ
หลังจากนั้นรองนายกฯ และคณะ ได้เดินทางไปที่แฟลต ขส.ทบ. เพื่อเยี่ยมที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ ซึ่งอยู่ห่างจากชุมชนเดิม
ประมาณ 2 กิโลเมตร และได้มอบกุญแจบ้านและทะเบียนบ้านให้แก่ตัวแทนชาวชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา
ชุดแรก จำนวน 3 ชุมชน รวมทั้งชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ จำนวน 2 ชุมชน
รวมทั้งหมด 64 ครัวเรือน และกล่าวแสดงความยินดีกับชาวชุมชน
พลเอกประวิตร กล่าวว่า ยินดีที่ได้มาเป็นประธานพิธีเปิดบ้านมั่นคงแม่น้ำเจ้าพระยาประชารัฐ เพราะรัฐบาลมีนโยบายชัดเจนที่จะทำโครงการเจ้าพระยา เพื่อให้เป็นแลนด์มาร์ค และเป็นสถานที่ออกกำลังกาย เป็นสิ่งที่เชิดหน้าชูตาของ กทม. แต่ก็จะมีผลดระทบต่อประชาชนที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แต่รัฐมนตรี พม.ได้เข้ามาแก้ไข เพื่อให้ประชาชนที่อยู่ริมแม่น้ำที่มีความลำบากยากจนได้ขึ้นมาอยู่ที่แฟลต โดยกระทรวง พม.ใช้งบประมาณในการปรับปรุงแฟลต เป็นความร่วมมือของทุกหน่วยงานและประชาชน ถือเป็นโครงการประชารัฐนั่นเอง
“งานนี้เป็นงานที่นายกรัฐมนตรีหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะประสบผลสำเร็จ โดยเตรียมงบประมาณเอาไว้แล้ว 14,000 ล้านบาท เพื่อทำโครงการนี้ และทำเรื่องที่อยู่อาศัยรองรับประชาชนกว่า 200 ครอบครัวที่ต้องรื้อย้ายออกมา ซึ่งการย้ายมาอยู่แฟลตขนส่งทหารบกในวันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้น เพื่อทำให้เห็นเป็นรูปธรรม ให้ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลทำจริง แต่ก็มีประชาชนบางส่วนที่ยังไม่เข้าใจ กล่าวหาว่าโครงการนี้ทำให้เสียทัศนียภาพแม่น้ำเจ้าพระยา เสียระบบนิเวศฯ มีการตอกเสาเข็ม ทำให้แม่น้ำเจ้าพระยาแคบลง ซึ่งไม่เป็นความจริง โดยรัฐบาลพร้อมที่จะชี้แจงให้เข้าใจว่ารัฐบาลทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งหมด โดยผู้ที่ออกแบบกำลังวางแนวทางให้ประชาชนเข้าถึงแม่น้ำเจ้าพระยาได้อย่างมีประสิทธิภาพ” พลเอกประวิตรกล่าว
พลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ กล่าวว่า กระทรวง พม.รับผิดชอบดำเนินการกับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาแม่น้ำเจ้าพระยา จำนวน 12 ชุมชน รวม 309 ครัวเรือน โดยกำหนดเป้าหมายแรกระยะแรกนำประชาชนที่รุกล้ำแม่น้ำเจ้าพระยา 5 ชุมชน รวม 64 ครัวเรือน 107 คน เข้ามาอยู่อาศัยแฟลต ขส.ทบ. โดยกรมธนารักษ์อนุเคราะห์แฟลต 64 ห้อง ขนาดห้องละ 51 ตารางเมตร และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนปรับปรุงซ่อมแซมแฟลตใช้งบ 6,270,000 บาท รวมทั้งการไฟฟ้า ประปา กทม. มหาดไทย กองทัพบก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกันสนับสนุนการทำงาน
นอกจากนี้ยังมีแผนดำเนินการต่อไป คือ 1.ชุมชนราชผาทับทิม และชุมชนศาลเจ้าแม่ทับทิม เขตดุสิต รวม 50 ครัวเรือน จะย้ายไปอยู่ที่บ้านเอื้ออาทรท่าตำหนัก อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ภายในเดือนธันวาคมนี้ 2. ชุมชนมิตรคาม 2 และราชผาทับทิมบางส่วน รวม 36 ครัวเรือน ซื้อที่ดินและสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ที่อำเภอบางใหญ่ จ.นนทบุรี เนื้อที่ 2.2 ไร่เศษ ภายในเดือนกันยายน 2560 และ 3.ชุมชนวัดฉัตรแก้วจงกลณี จำนวน 10 ครัวเรือน ขอรับเงินชดเชยจากกรุงเทพมหานครเพื่อกลับไปอยู่ต่างจังหวัด
นายจีรศักดิ์ พูลสง หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการที่อยู่อาศัยชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา(ศปก.ทชพ.) สถาบันพัฒนาองค์กร
ชุมชนฯ หรือ พอช. กล่าวว่า ขณะนี้แฟลต ขส.ทบ. (ขนส่งทหารบก) จำนวน 64 ห้องที่จะรองรับประชาชนที่รื้อ
ย้ายจากชุมชนเดิมริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาซ่อมแซมเสร็จแล้ว และมีผู้เข้าอยู่อาศัยตั้งแต่ปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา
สามารถรองรับชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา 3 ชุมชน คือ ชุมชนเขียวไข่กา วัดสร้อยทอง และปากคลองบางเขน
ใหม่ รวม 40 ครัวเรือน นอกจากนี้ยังรองรับชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างรัฐสภาใหม่ จำนวน 2 ชุมชน
คือชุมชนองค์การทอผ้าและริมไทร รวม 24 ครัวเรือน รวมผู้เข้าอยู่อาศัยทั้งหมด 64 ครัวเรือน 107 คน โดยชาวบ้านทั้ง
5 ชุมชนที่เข้าอยู่ในแฟลต ขส.ทบ.จะต้องจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลที่อยู่อาศัยร่วมกัน ออกกฎระเบียบ
ร่วมกัน และจะมีการจัดสรรพื้นที่ชั้นล่างซึ่งเป็นลานโล่งให้เป็นพื้นที่สันทนาการ รวมทั้งแบ่งพื้นที่ให้ชาวบ้านได้
ประกอบอาชีพค้าขายด้วย
สำหรับแนวทางการช่วยเหลือชาวบ้านนั้น นายจีรศักดิ์กล่าวว่า พอช. จะสนับสนุนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ
ครัวเรือนละไม่เกิน 80,000 บาท โดยแยกเป็น 1. อุดหนุนที่อยู่อาศัยครัวเรือนละ 25 ,000 บาท และ 2. พัฒนา
ระบบสาธารณูปโภคครัวเรือนละ 50 ,000 บาท และ 3.งบบริหารจัดการครัวเรือนละ 5 ,000 บาท ซึ่งทั้ง 3
รายการดังกล่าว พอช. ไม่ได้จ่ายให้ชาวบ้านเป็นเงินสด แต่จะอยู่ในรูปของงบอุดหนุน ในกรณีแฟลต ขส.ทบ. ทาง
พอช.อุดหนุนงบพัฒนาระบบสาธารณูปโภค (ซ่อมห้อง , ระบบประปา , ระบบไฟฟ้า) และค่าธรรมเนียมการเช่า ส่วน
ค่าเช่ารายเดือน เดือนละ 1 ,001 บาท ชาวบ้านจะต้องจ่ายเอง โดยจ่ายผ่านสหกรณ์เคหสถานที่ชาวบ้านจะ
ร่วมกันจัดตั้งขึ้นมา เพื่อนำเงินค่าเช่าไปชำระให้กับกรมธนารักษ์ในฐานะเจ้าของแฟลต(7)
นายศักดิ์น้อย พรรณพิจิตร ประธานชุมชนเขียวไข่กา กล่าวว่า ชุมชนเขียวไข่กา มีทั้งหมด 21 ครัวเรือน ส่วน
ใหญ่ปลูกสร้างบ้านเรือนในแม่น้ำเจ้าพระยามานานหลายสิบปี เฉพาะครอบครัวของตนอยู่อาศัยมาตั้งแต่รุ่นแม่
อยู่มานานไม่ต่ำกว่า 70-80 ปี ชาวบ้านมีอาชีพค้าขายเล็กๆ น้อยอยู่ข้างโรงเรียนราชินีบน แต่เมื่อรัฐบาลมี
โครงการพัฒนาริมแม่น้ำเจ้าพระยาและให้ความช่วยเหลือชาวบ้านเรื่องที่อยู่อาศัยชาวบ้านก็ไม่ได้คัดค้าน เพราะอยากจะมีส่วนร่วมพัฒนาบ้านเมือง เมื่อ พอช.มาแนะนำให้ชาวบ้านรวมกลุ่มกัน ชาวบ้านจึงตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นมาเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อเป็นทุนสำรองที่อยู่อาศัย กำหนดเก็บเงินจากสมาชิกครัวเรือนละ 1,120 บาทต่อเดือน แยกเป็น 1,000 บาทเป็นค่าเช่าห้อง , 100 บาท สะสมหุ้นเข้าสหกรณ์เคหสถาน และ 20 บาทเป็นค่าบริหารจัดการและค่าส่วนกลาง
นางเยาวนุช สมบูรณ์ อายุ 35 ปี ชุมชนเขียวไข่กา อาชีพขายหมูปิ้งอยู่ข้างโรงเรียนราชินีบน บอกว่า
ครอบครัวมีทั้งหมด 5 คน บ้านเดิมที่ปลูกอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยามีสภาพคับแคบ เข้า-ออกลำบาก เพราะ กทม.
สร้างเขื่อนกั้นน้ำเป็นแนวยาว เวลาจะเข้า-ออกบ้านต้องปีนข้ามเขื่อนสูงเกือบ 2 เมตร เด็กและคนแก่ปีนข้าม
ลำบาก เมื่อมาดูห้องพักที่แฟลต ขส.ทบ.ก็รู้สึกพอใจ เพราะห้องพักมีขนาดกว้าง มี 1 ห้องโถง 2 ห้องนอน
ห้องน้ำและห้องส้วมแยกต่างหาก ซึ่งหากเป็นห้องเช่าของเอกชน ความกว้างขนาดนี้ ค่าเช่าคงไม่ต่ำกว่าเดือนละ
4,000 บาท
“บ้านเก่าที่เขียวไข่กาตอนนี้ก็ทรุดแล้ว เวลาน้ำมาบ้านก็จะโยก และน้ำจะพัดเอากอผักตบชวามาติดอยู่ที่
เสาบ้านด้วย บางครั้งก็จะมีงูเลื้อยขึ้นมาจากน้ำ ดูแล้วไม่ค่อยปลอดภัย ตอนนี้ได้เข้ามาอยู่แฟลตแล้ว รู้สึกสะดวก
และปลอดภัย ค่าเช่าก็ถูกเดือนละ 1,000 บาทเอง” นางเยาวนุชกล่าว
สำหรับแฟลต ขส.ทบ. ตั้งอยู่บริเวณสี่แยกเกียกกาย อยู่ใกล้กับรัฐสภาแห่งใหม่ เป็นแฟลต 5 ชั้น 2 อาคาร
เชื่อมต่อกัน รวมทั้งหมด 64 ห้อง ขนาดพื้นที่ห้องละ 51 ตารางเมตร เดิมเป็นที่พักอาศัยของข้าราชการ ขส.ทบ.
สำนักงานเลขาธิการรัฐสภาได้ขอใช้แฟลตเพื่อเป็นที่พักของข้าราชการรัฐสภา แต่เมื่อรัฐบาลมีโครงการพัฒนาริมฝั่ง
แม่น้ำเจ้าพระยา รัฐสภาจึงมอบแฟลตให้กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ใช้รองรับชาวบ้านที่ต้องรื้อย้าย โดยกรมธนา
รักษ์มีฐานะเป็นเจ้าของแฟลต และผู้ที่อยู่อาศัยจะต้องทำสัญญาเช่ากับกรมธนารักษ์ทุกๆ 3 ปี
นายจีรศักดิ์ หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการที่อยู่อาศัยชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา(ศปก.ทชพ.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนที่อยู่อาศัยของการเคหะแห่งชาติ โครงการบ้านเอื้ออาทรนครชัยศรี (ท่าตำหนัก) อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ซึ่งอยู่ห่างจากที่อยู่อาศัยเดิม ประมาณ 30 กิโลเมตร ยังมีห้องว่างสามารถรองรับผู้อยู่อาศัยได้หลายสิบครอบครัว โดยในขณะนี้มีชาวชุมชนราชผาทับทิม และชุมชนศาลเจ้าแม่ทับทิม เขตดุสิต รวม 50 ครัวเรือน แจ้งความประสงค์ที่จะเข้าไปอยู่อาศัยในโครงการนี้ ทั้งนี้การเคหะฯ ได้ลดราคาให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาริมฝั่งเจ้าพระยาจากราคายูนิตละ 420,000 บาท เหลือ 400,000 บาท ขนาดพื้นที่ 31 ตารางเมตร โดยชาวบ้านได้รวมกลุ่มกันจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นมาในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา สะสมเงินเข้ากลุ่มครัวเรือนละ 300 บาท ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิสูจน์สิทธิ์ผู้ที่มีสิทธิ์อยู่อาศัย หลังจากนั้นจะเป็นขั้นตอน
ทำสัญญาซื้อขายกับการเคหะฯ โดยคาดว่าชาวบ้านจาก 2 ชุมชนจะเข้าอยู่อาศัยได้ภายในเดือนธันวาคมนี้ โดยใช้
เงินออมของชาวบ้านและสินเชื่อจาก พอช. (ไม่เกิน 330,000 บาท) ผ่อนชำระประมาณเดือนละ 2,500-2,700
บาท ระยะเวลา 15 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 บาทต่อปี
นอกจากนี้ยังมีที่ดินของบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์จำกัด มหาชน (บสก.) ขนาดเนื้อที่ 2 ไร่เศษ ตั้งอยู่
ในเขต อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ราคาขายประมาณ 12.7 ล้านบาท สามารถรองรับชาวบ้านได้ประมาณ 70
ครัวเรือน ขณะนี้อยู่ในระหว่างการเจรจาซื้อขายที่ดิน หากการซื้อขายสำเร็จ จะเริ่มปรับที่ดินเพื่อก่อสร้างบ้านได้
ภายในเดือนมกราคม 2560 และจะก่อสร้างบ้านเสร็จภายในปีเดียวกัน
“สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการอยู่อาศัยตามแนวทางดังกล่าว อยากจะหาที่อยู่อาศัยเอง หรือย้ายกลับต่างจังหวัด
รวมทั้งชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด ขณะนี้ กทม.อยู่ในระหว่างการกำหนดเงื่อนไขการจ่ายค่าชดเชยให้แก่
ชาวบ้าน และจะต้องนำเรื่องเข้าสู่คณะรัฐมนตรีเพื่อให้พิจารณาเห็นชอบก่อนจ่ายเงินค่าชดเชยให้แก่ชาวบ้าน
ต่อไป” นายจีรศักดิ์กล่าว
สำหรับชุมชนที่ปลูกสร้างบ้านเรือนรุกล้ำแม่น้ำเจ้าพระยาและจะได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาริมฝั่ง
แม่นำเจ้าพระยามีจำนวน 10 ชุมชน รวม 285 ครัวเรือน คือ (1.) ชุมชนปากคลองบางเขนใหม่ (2.) ชุมชนวัด
สร้อยทอง เขตบางพลัด (3.) ชุมชนวัดฉัตรแก้วจงกลนี (4.) ชุมชนเขียวไข่กา (5.) ชุมชนซอยศรีคาม (6.) ชุมชนราชผาทับทิม (7.) ชุมชนศาลเจ้าแม่ทับทิม (8.) ชุมชนมิตรคาม 1 (9.) ชุมชนมิตรคาม 2 (10.) ชุมชนวัดเทวราชกุญชร รวม 285 ครัวเรือนนอกจากนี้ยังมีชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ จำนวน 2 ชุมชน ซึ่งอยู่ในแผนงานพัฒนาที่อยู่อาศัยของ พอช. ด้วย คือ (1.) ชุมชนองค์การทอผ้า และ (2.) ชุมชนริมไทร รวม 24 ครัวเรือน รวมทั้งหมด 309 ครัวเรือน
รายงานโดย : สุวัฒน์ กิขุนทด





