playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

004

ชื่อเสียงของนายวินิจ  สุภาจันทร์  ราษฎรหมู่ 9 บ้านโคกกลาง ต.นาเวียง อ.เสนางคนิคม  จ.อำนาจเจริญ  โด่งดังมาเป็นเวลาหลายปีจากการประกวดข้าวได้รับรางวัลชนะเลิศ ระดับประเทศ ติดต่อกันมาหลายปีและยังได้รับการยกย่องให้เป็น “ครอบครัวชาวนาตัวอย่างภาคอีสาน” เมื่อปี พ.ศ.2558 ที่ผ่านมา เห็นทีคราวนี้คณะทำงานสื่อสารของขบวนองค์กรชุมชนจะอยู่นิ่งเฉยไม่ได้แล้วต้องหาโอกาสไปเยี่ยมชม นำเรื่องราวดีๆ มาตีแผ่ให้สังคมวงกว้างได้รับรู้กันบ้างแล้ว


ผมนัดหมาย วัน เวลา ที่เหมาะสม ให้พ่อวินิจ และกลุ่มเกษตรอินทรีย์รออยู่ที่นาของพ่อวินิจ ในวันเสาร์แรกของเดือนสิงหาคม ผมและคุณชุติมาออกเดินทางมาตามถนนชยางกูร ผ่านบ้านสมสะอาด บ้านเนินกุง ขับรถช้าๆ พยายามหาจุดหมายที่จะเลี้ยวเข้าทางซอย ที่พ่อวินิจบอกไว้ปากซอยเข้านาจะมีเตาถ่านเล็กๆ อยู่ทางขวามือ  แสงแดดอุ่นๆ ต้นข้างพลิ้วไหวตามแรงลม แมลงปอเล่นลมอย่างสบายใจ นักดูแมลงเคยบอกไว้ว่าถ้าที่ใหนมีนก มีแมลง แสดงว่าที่นั้นมีความอบอุ่นอุดมสมบูรณ์ มีความหลากหลายทางชีวภาพ เพราะนกจะอาศัยจับแมลงกินเป็นอาหาร ตามคันนาของชาวบ้านจะปลูกถั่ว,บวบ,ฟักทอง,กล้วยน้ำหว้าสลับกันไป ผมพยายามมองหาแปลงมันสำปะหลัง แปลงอ้อย ผ่านทุ่งนามาหลายแปลงแต่ก็มองไม่เห็นเลย


“นั่นไงเตาถ่าน ข้างหน้านั่น เจอแล้ว” คุณชุติมา ที่นั่งรถมาด้วยกันบอกเสียงดัง ผมชะลอรถเลี้ยวเข้าไปในซอยเล็กๆ รถวิ่งได้ทางเดียว ภาวนาอย่าให้เจออีแต๊กสวนมาเพราะไม่รู้จะหลบไปใหน ระยะทาง 2 กิโลเมตร จากปากทางเข้านาพ่อวินิจ ชาวบ้านปลูกยูคาลิปตัสสองข้างทางให้ร่มเงา ไม่นานก็ถึงนาพ่อวินิจประมาณ  4 โมงเช้า


“สวัสดีครับ รอนานรึยังครับ” ผมเข้าไปทักทาย พ่อวินิจและสมาชิกสภาเกษตรอินทรีย์ ที่นั่งรออยู่ที่แคร่ไม้ไผ่ขนาดใหญ่ใต้ร่มบกใหญ่ ทุกคนท่าทางยิ้มแย้มแจ่มใสใจดีเหมือนคนอีสานทั่วไป


“นั่นแม่เตรียม บุญทิศ นั่นแม่สงกรานต์  บุตรสาร นั่นแม่สุปราณี เหมกัณฑ์ นั่นคนนั้นยังหนุ่มๆ เป็นเยาวชนอยู่ นายสมพร  คูณมา” พ่อวินิจแนะนำให้รู้จักกับเพื่อนบ้านกลุ่มเกษตรอินทรีย์ที่มาร่วมพูดคุยในวันนี้ สำหรับนายสมพร เขาบอกว่าจำผมได้เมื่อราว 20 ปีที่แล้ว เขาเป็นเด็กๆ เคยไปเดินป่า ดูนกกับผมและเข้าค่ายเยาวชนหลายครั้งรู้สึกดีใจที่เด็กๆที่เราเคยอบรมฝึกสอนมาแล้วนำความรู้ ความคิดมาประกอบอาชีพสุจริตอยู่ในท้องถิ่น เขาบอกว่ารักอาชีพเกษตรกร ทำให้เขาซึมซับเอาความรู้แนวคิดการทำมาหากินต้นแบบจากพ่อวินิจไปได้เยอะทีเดียว


“ลองชิมผลไม้สดๆ จากสวนก่อนค่ะ” เสียงแม่บ้านพ่อวินิจร้องบอกให้ทุกคนได้ชิมผลไม้ที่จัดวางในจานอย่างสวยงาม มะละกอสุก,ฝรั่ง,แก้วมังกร เมนูเด็ดตำหมากเม่า “อร่อยมากครับ”ผมและคุณชุติมา ลองชิมดูแล้วอร่อยจริงๆ (ยังไม่ได้หิวข้าวครับ) ทั้งเจ้าบ้านและผู้มาเยือนพูดคุยกันไปพอสมควร ผมจึงขอให้พ่อวินิจ พาเดินดูบริเวณศูนย์การเรียนรู้และแปลงเกษตรอย่างใกล้ชิดบ้าง


“ผมเคยไปเรียนหนังสือชั้นมัธยมที่ตัวเมืองอำนาจเจริญไปเป็นเด็กวัด อยู่ที่วัดเทพมงคล สมัยนั้นการเดินทางไปมาลำบาก ผมคิดถึงบ้านคิดถึงทุ่งนา ไม่อยากเรียนหนังสือ จึงออกมาทำไร่ ทำนาช่วยพ่อแม่” พ่อวินิจเล่าประวัติตัวเองให้ฟังระหว่างเดินชมทุ่งนาด้วยกัน


“ตอนเป็นวัยรุ่น เคยคิดอยากไปทำงานกรุงเทพ แต่พ่อไม่อนุญาตเลยไม่ได้ไป”


“แล้วมาทำไร่ ทำนาไม่อายเพื่อน ไม่อายสาวๆ หรอ” ผมถามพ่อวินิจ เพราะวัยรุ่นทั่วไปมักจะรักสวยรักงามไม่ชอบทำงานในไร่นา


“ผมไม่อายครับ เพราะผมคิดว่าเราไม่ได้ทำอะไรผิด การไปทำงานที่อื่นไม่มีอิสระเป็นลูกจ้างเขา ทำงานหนักไม่ได้ผักผ่อน ถ้าทำอยู่บ้านเราขยันขันแข็งเหมือนทำที่กรุงเทพ รับรองว่าไม่อดตายแน่ครับ” ผมไม่กล้าเถียงพ่อวินิจ เพราะภาพที่อยู่เบื้องหน้าต้นข้าวงามๆ พริ้วไหวสุดสายตา อีกฝากหนึ่งเป็นสวนกล้วยน้ำหว้า แชมด้วย ขนุน ฝรั่ง แก้วมังกร ฯลฯ


พ่อวินิจพาคณะ ผมเพื่อนบ้านเดินมาอีกฟากหนึ่ง เป็นฟาร์มหมู ไก่ วัว สระน้ำขนาดใหญ่ 2 สระ เลี้ยงปลาและไร่น้ำสูบขึ้นมารดแปลงผัก ผักสลัด ผักกุยฉ่าย (ผักแป้น) และที่น่ากินที่สุดคือมะนาวแป้นออกลูกเป็นพวง พวงหนึ่ง 5-6 ลูกเดินอ้อมตามริมรั้วมา เจอพืชสวนครัวรั้วกินได้ ทั้งชะอม ตำลึง,มะกล่ำ,ผักหวานบ้าน,ก้านตรง,ฯลฯ ทะลุออกมาที่โรงอาหาร อาคารฝึกอบรมและบ้านผักโฮมสเตย์ 2 หลัง ดูทุกคนจะเหนื่อยล้า พ่อวินิจจึงพาคณะเดินกลับมาที่แคร่ตัวเดิม


“พ่อวินิจ ทำที่นี่ให้เป็นฝึกอบรม ศึกษาดูงานไปด้วย มีหน่วยงานไหนมาช่วยเหลือบ้างไหมครับ “ ผมอดสงสัยไม่ได้ เพราะดูแล้วอาคารโรงเรือน ต่างๆคงหมดงบประมาณไปหลายแสนเหมือนกัน


“อ้อ ก็มี สำนักงานเกษตรจังหวัดบ้าง กศน.อำเภอบ้างครับ ที่มาสันบสนุนถ้าไม่พอก็ใช้งบประมาณส่วนตัวละครับรองบหลวงอย่างเดียวคงไม่พอ”


ก็มีเป็นคณะหน่วยงานราชการพามาอบรมหลักสูตร 3 วัน 5 วันบ้าง และที่มากันเองแบบคณะของท่านก็มีครับเวลามีการอบรมก็ได้ทีมงานเพื่อนบ้านกลุ่มอินทรีย์ กลุ่มเยาวชนบ้างมาช่วยเป็นวิทยากร เป็นพ่อครัว แม่ครัว  สนุกครับ เราไม่ได้ทำแบบรับจ้างทำด้วยใจรัก อยากให้ผู้เข้าอบรมได้ความรู้ติดตัว ไปทำอยู่ทำกินที่บ้านตัวเอง


“แล้วเรื่องผูกปิ่นโตข้าวอำนาจเจริญล่ะ กลุ่มเราได้ไปร่วมกับเขาบ้างไหมครับ”


“กลุ่มข้าวอินทรีย์ตำบลนาเวียง มีชื่อเรื่องข้าวอยู่แล้ว ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด พานิชย์จังหวัด ก็มาเชิญชวนให้พวกเราเป็น “เจ้าบ่าว” ผู้ปลูกข้าวแล้วไปเชิญ “เจ้าสาว” ผู้กินข้าวในเมือง พาสมัครเป็นคู่ซื้อขายกันเป็นญาติพี่น้องก็ไปได้ดีครับ” พ่อวินิจตอบด้วยความภาคภูมิใจ ยิ้มจนหน้าบาน


“ที่บ้านผมและบ้านใกล้เคียง มีคนทำตามแบบผมแล้ว 30 ครอบครัว ทำมากทำน้อยตามกำลังแรงงานในครอบครัว บ้านแม่สงกรานต์ บุตรสาร ทำเยอะกว่าคนอื่น ปลูกผักสวนครัว จนเหลือเกิน นำส่งขายที่ตลาดสีเขียว ที่อำเภอเมืองอำนาจ ทุกวันพุธครับ”


“ถามจริงๆ เถอะพ่อวินิจ ที่พ่อทำแบบนี้มันมีดีตรงใหน” ผมถามตรงๆทำเอาพ่อวินิจหยุดคิดนิดนึ่ง มองหน้าเพื่อนบ้านกลุ่มเกษตรอินทรีย์


“ผมคิดว่าสิ่งดีๆ ที่พวกผมทำขึ้นมา มันจะทำให้คุรภาพชีวิตดีขึ้นมามีอยู่มีกินไม่อดตาย สุขภาพดี เพราะเราทำเกษตร แบบปลอดภัย คนปลูกปลอดภัย คนกินปลอดภัย พวกผมภูมิใจมากที่เกิดมาเป็นคนตำบลนาเวียง ภูมิใจที่สังคมให้การยอมรับยกย่องพวกผมว่าเป็นกลุ่มเกษตรกรตัวอย่างครับ”


เวลาใกล้เที่ยงมากแล้ว เกรงใจเจ้าบ้าน เพราะกินผลไม้สดๆหมดไปหลายจานแล้ว ผม,ชุติมา จึงได้บอกลา และให้พ่อวินิจ ได้ฝากข้อคิดดีๆ แก่เพื่อนบ้าน คนไทยทุกคนที่มีโอกาสได้อ่านเรื่องเล่านี้บ้างว่ามีอะไรเป็นแรงใจ ทำให้พ่อวินิจ ลุกขึ้นมาสู้เพื่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติได้มากขนาดนี้


“ต้องมีความตั้งใจจริงครับ ไม่มีสิ่งใดที่คนเราจะทำไม่ได้ ความพยายามอยู่ที่ใหน ความสำเร็จอยู่ที่นั้น” นี่คือบทสรุปสุดท้ายของการพูดคุยในวันนี้

โดย วานิชย์ บุตรี/ ชุติมา มรีรัตน์ ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดอำนาจเจริญ 

 

001002003005

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter