
เช้าวันนี้ผมพร้อมทีมงาน มีนัดกับกรรมการกองบุญสวัสดิการไทบ้านตำบลเสนางคนิคม อำเภอเสนางคนิคม จังหวัดอำนาจเจริญ เพื่อที่จะขอเข้าไปสังเกตการณ์ทำงานของกรรมการกองบุญสวัสดิการไทบ้านและกองทุนสัจจะออมทรัพย์ เพื่อนำเรื่องราวดีๆของหมู่บ้านเล็กๆ ทำไมถึงได้รวมตัวกันทำเรื่องใหญ่ๆได้ เดี่ยวจะเล่ารายละเอียดให้ฟังกันครับ
ผมและทีมงานออกเดินทางจากอำเภอเสนางคนิคมไปบ้านนาสะอาด ระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตร ผ่านบ้านหนองทับม้า บ้านบก ผ่านบ้านบกไปเล็กน้อยพ้นเขตป่าก็ทะลุออกมาทุ่งนาอันกว้างขวาง มีข้าวสีเขียวขจีอยู่เต็มทุ่ง มองลอดไปจะเห็นแสงระยิบระยับ ที่สะท้อนออกจามากใบข้าว หลังจากฝนรินในยามค่ำคืน ก่อนเข้าไปในหมู่บ้านก็จะมีเนินภูเขาเป็นฉากหลังของหมู่บ้าน ทางซ้ายมือเป็นภูผักหวาน ด้านหลังเป็นภูวัด ด้านขวาเป็นภูโพนทอง ภูเกษตรมองเห็นลิบๆ เป็นหมู่บ้านที่มีทุนทรัพยากรธรรมชาติ ดีกว่าหมู่บ้านอื่นๆ ในตำบลนี้ ชาวบ้านอาศัยป่าเขาเป็นที่เลี้ยงสัตว์ หาอาหารมีป่าต้นน้ำอุดมสมบูรณ์ หล่อเลี้ยงผู้คนให้มีจิตใจงดงาม
เวลาประมาณ 4 โมงเช้า ภาษาเวลาท้องถิ่นภาคอีสาน หรือ 10 นาฬิกา เวลามาตรฐานประเทศไทย ผมและทีมงานได้เดินทางมาถึงวัดนาสะอาด เมื่อเดินทางมาถึงกองบุญสวัสดิการไทบ้านตำบลเสนางคนิคม ก็ได้พบกับ คุณลุงบานใจ อ้วนดี ประธานกองบุญสวัสดิการไทบ้าน และมีคุณหนูพันธ์ ธรรมบุตร แกนนำสภาองค์กรชุมชนจังหวัดอำนาจเจริญ พร้อมกับกรรมการกองบุญสวัสดิการไทบ้าน ตำบลเสนางคนิคม ออกมาต้อนรับพวกกระผมและทีมงานอย่างอบอุ่น เชิญให้ไปยังศาลาหลังเล็กๆ ด้านตะวันออกของวัด ซึ่งวันนี้เป็นวันทำการของกองบุญ จึงแน่นขนัดไปด้วยกรรมการกองบุญและสมาชิกที่มาติดต่อทั้งส่งเงินออม ส่งเงินกู้ยืม และขอรับเงินสงเคราะห์ ส่งเสียงจอแจ
“สวัสดีครับ ท่านประธาน คณะกรรมการและพี่น้องบ้านใกล้เรือนเคียงครับ” ผมยกมือไหว้แล้วเข้าไปนั่งพักคอยสังเกตการณ์การทำงานของคณะกรรมการ
“คุณหนูพันธ์ ช่วยเล่าประวัติหมู่บ้านอย่างย่อๆ ได้ไหมครับ” ผมหันไปสอบถามคุณหนูพันธ์
“บ้านนาสะอาด หมู่ 7 ต.เสนางคนิคม ที่นี้แต่เดิมเป็นที่อยู่ของชนเผ่าขอม ในราวรัชการที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้มีชนเผ่าภูไท อพยพมาจากเมืองเซโปน ฝั่งลาว อพยพข้ามแม่น้ำโขงมาอยู่ฝั่งไทย ตั้งบ้านเรือนในแถบอำเภอชานุมาน เช่นบ้านคำเดือย บ้านเหล่าแก้วแมง และเลยมาถึงที่บ้านนาสะอาด หมู่บ้านนี้จัดตั้งขึ้น พ.ศ. 2461 โดยผู้พามาอยู่แรกๆ 9 ครอบครัว ผู้นำที่สำคัญเช่น นายบุญมา สุวอ นายคูณ สุวอ นายหำ อ้วนดี เดิมชื่อบ้านโคกกว้าง ต่อมาเปลี่ยนเป็นบ้านหินฮาง เปลี่ยนเป็นบ้านใหม่ สุดท้ายทางราชการเปลี่ยนให้ เป็นบ้านนาสะอาดจนถึงทุกวันนี้”
คุณหนูพันธ์หยุดพัก เมื่อเห็นกลุ่มชาวบ้านเข้ามาออกัน ยื่นสมุดฝากเงินรายเดือน ประกอบกับผมก็ให้ไปสนใจคุณบานใจ อ้วนดี ประธานกรรมการกองบุญสวัสดิการไทบ้าน
“ขอเวลานิดหนึ่งครับ ประธานบานใจ ช่วยเล่าประวัติความเป็นมาของกองบุญสวัสดิการไทบ้านยิอๆ ได้ไหมครับ “ ผมขอเวลาประธานบานใจเมื่อเห็นว่ามีเวลาว่างแล้ว
“กองบุญสวัสดิการไทบ้าน เกิดจากพระครูสุทธิเขตวรจิต เจ้าอาวาสวัดบ้านนาสะอาด พาไปศึกษาดูงานกองบุญไทบ้านที่ จ.ตราด ได้แนวคิดแนวทางมาก็มีพระครูวินศักดิ์ จากวัดหนองทับช้างและพระอาจารย์เกษม บ้านแก้วเหนือ อำเภอเขมราฐ มาช่วยยกร่างเขียนกฎกติกา เมื่อเห็นดีเห็นชอบร่วมกันจึงได้จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2548 ขณะนี้มีสมาชิกประมาณ 1,400 คน มีเงินกองบุญ 1 ล้าน 4 แสนบาท”
“ทำการมาแล้ว 10 กว่าปี ผลการดำเนินงานเป็นอย่างไรบ้างครับ ได้ช่วยเหมือนอะไรกันบ้าง” ผมถามเพื่อให้กระชับเรื่องกว่านี้
“เดิมเรารับสมาชิกเฉพาะบ้านนาสะอาดก่อน พอนำไป 3-4 ปี จึงเริ่มขยายไปบ้านที่อยู่ในตำบลเดียวกัน ทั้งคึมข่า นาไร่ใหญ่ หนองคล้า หนองทับม้า บ้านบก เราสามารถจัดสวัสดิการไทบ้านได้หลายอย่าง เมื่อมีลูกเกิดทั้งแม่ทั้งลูกจะได้รับเงินผูกแขนรับขวัญ เจ็บป่วยรักษาตัวได้ 10 คืน คืนละ 100 บาท เป็นเจ้าภาพจัดงานบุญปลอดเหล้ากองบุญช่วยงานไห้อีก 500 บาท เมื่อเกิดภัยธรรมชาติไฟไหม้ น้ำท่วม ลมพัดบ้านเพพัง กองบุญก็ช่วยอีก”
“พี่น้องเราร่วมจ่ายแค่วันละ 1 บาท แด่กองบุญจ่ายตั้งหลายอย่างแล้ว กองบุญจะอยู่ได้ไหมครับ” ผมถามเพื่อให้ประธานได้หยุดทบทวน
“ครับคณะกรรมการเราก็มีการนำเข้าพูดคุยในที่ประชุมบ่อยๆว่า กองบุญเราจะมีความยั่งยืนได้อย่างไร แต่ตอนนี้รัฐบาลก็ให้การสนับสนุนผ่านมาทาง พอช.(พัฒนาองค์กรชุมชน) และท้องถิ่นเทศบาลตำบลสิริเสนางค์ก็อุดหนุนทุกปี ปีละ 10,000 – 50,000 บาท แต่เราก็มีทางหนีทีไล่ไว้แล้วครับ”
ผมชักสงสัยขึ้นมาทันทีว่า ทางหนีทีไล่คืออะไร
“มันคืออะไรครับทางหนีทีไล่”
“คืออย่างนี้ครับ เราต้องมีตัวช่วย” ประธานบานใจ อ้วนดี พูดไปยิ้มไป ที่เห็นผมทำหน้าสงสัยมากขึ้น
“คือที่นี้จะมีกองทุนสัจจะออมทรัพย์ ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2544 ก่อนที่จะมีกองบุญไทบ้านด้วยซ้ำ กองทุนนี้จะเป็นการออมเงิน จากสมาชิกบ้านนาสะอาด ฝากให้คนละ 1 หุ้น ถึง 50 หุ้น ราคาหุ้นละ 10 บาท ขณะนี้มีสมาชิก 400 คน สมาชิกมีสิทธิ์กู้ยืมไปปรกอบอาชีพได้ ไม่เกินคนละ 7,000 บาท แต่ต้องจ่ายค่าบำรุงคืนร้อยละ 2 บาท ต่อเดือน ทำให้กองบุญของเรามีเงินมาปันผลให้สมาชิก หุ้นละ 1 บาท และนำไปจัดสวัสดิการให้สมาชิกทั้ง เกิด เจ็บป่วย แต่งงาน งานบวช จากเงินเริ่มก่อตั้ง 2,500 บาท ตอนนี้กองทุนเรามีเงินหมุนเวียน 3 ล้านบาทแล้ว”
ผมบอกให้ประธานบานใจ หยุดพักดื่มน้ำก่อน สังเกตดูแววตาของคณะทำงานทุกคนมีความสุขที่ได้ทำงานบริการเพื่อนบ้าน ให้สมาชิกมีสวัสดิการของตนเอง จากเงินออมตัวเอง บริหารจัดการชีวิตของตนเองได้
“คิดว่ากองบุญสวัสดิการไทบ้านและกองทุนสัจจะสะสมทรัพย์จะมีอนาคตไปอีกนานแค่ใหนครับ” ผมหันไปถามคุณณัฐสุดา คณาโรจน์ กรรมการอีกคนหนึ่ง
“ฉันคิดว่าคงจะอยู่ได้ไปอีกนาน เพราะกรรมการทุกคนทำงานด้วยความซื่อสัตย์ เสียสละ สมาชิกทุกคน ก็มีความซื่อสัตย์ ร่วมกันคิดหาทางป้องกันและแก้ไขปัญหาร่วมกัน รู้สึกภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือกัน กลุ่มอยู่ได้ ชุมชนอยู่ได้ คิดว่าต่อไปจะพัฒนาให้เป็นสถาบันการเงินของชุมชนค่ะ”
ผมเหลือบไปเห็นคุณยายสำราญ บุญรอด ชาวบ้านนาสะอาดที่มาทำเรื่องกู้ยืมเงินเสร็จแล้ว กำลังเดินทางกลับจึงเดินไปสอบถาม
“คุณยายสำราญมาทำเรื่องกู้ยืมเงินรึครับ คุณยายคิดว่ากองทุนหมู่บ้านเรามีความจำเป็นไหมครับ”
“จำเป็นมากเลยค่ะ ชาวบ้านสามารถมากู้ยืมเงินของตัวเองได้ มีทั้งระยะสั้น ระยะยาว ดอกเบี้ยถูกกว่า ธนาคารทั่วไป สิ้นปีมีเงินปันผลด้วย ทั้งนี้เพราะชาวบ้านนาสะอาดเราสามัคคีกัน มีสัจจะต่อกัน”
ยายสำราญหันมาตอบผมยิ้มเห็นเหงือกแดงๆ จากการกินหมาก ผมและคุณชุติมา เลยถือโอกาสขอลาสมาชิกและกรรมการเดินทางกลับมาเพื่อนำเรื่องราวดีๆมาเล่าสู่สังคมได้รับรู้ต่อไป
“คนภูไทเฮาต้องสามัคคีกัน มีสัจจะต่อกัน” คำพูดของยายสำราญ บุญรอด ยังก้องอยู่ในหูผม เพราะอย่างนี้นี่เองจึงทำให้ชุมชนแห่งนี้อยู่ด้วยความสงบสุขมายาวนาน
เขียนโดย นายวานิช บุตรี และ นางสาวชุติมา มรีรัตน์





