สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน/ 9 หน่วยงานผนึกพลังเดินหน้าพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองลาดพร้าว พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.พม. ตั้งเป้าหมายปี 2560 สร้างบ้านเสร็จ 50 ชุมชน รวม 6,419 ครัวเรือน ซึ่งขณะนี้สร้างบ้านเสร็จไปแล้ว 3 ชุมชน รวม 481 หลัง โดยจะจัดชุดปฏิบัติการมวลชนสัมพันธ์จำนวน 5 ชุดๆ ละ 11 คน ลงไปสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านที่ยังไม่เข้าร่วมเพื่อให้โครงการเดินหน้าไปตามแผนการ ด้านสถาปนิกเผยแผนแม่บทพัฒนาพื้นที่ริมคลองจะทำให้เกิดประโยชน์เพิ่มมากขึ้น เช่น การเชื่อมการคมนาคม รถ-ราง-เรือ และพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวในอนาคต
ตามที่รัฐบาลมีนโยบายเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาชุมชนบุกรุกริมคลองและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยจะมีการรื้อย้ายบ้านเรือนที่รุกล้ำริมคลองลาดพร้าวซึ่งเป็นที่ดินที่ราชพัสดุดูแล และสร้างเขื่อนกั้นตลิ่งริมคลองเพื่อให้การระบายน้ำเป็นไปโดยสะดวก โดยมอบหมายให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) รับผิดชอบเรื่องการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง เป้าหมาย 11,004 ครัวเรือน (เป้าหมายปี 2560 จำนวน 50 ชุมชน 6,419 ครัวเรือน) และกทม.รับผิดชอบในการสร้างเขื่อนรวมความยาว 45 กิโลเมตรนั้น
ล่าสุดวันนี้ (27 ตุลาคม 2559) ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) 9 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาชุมชนริมคลองลาดพร้าว ประกอบด้วย คสช., กองทัพบก, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ., กทม, กรมธนารักษ์, กรมส่งเสริมสหกรณ์ เครือข่ายพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมคูคลอง และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ได้จัดให้มีการปฐมนิเทศชุดปฏิบัติการมวลชนสัมพันธ์การพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองลาดพร้าวและปทุมธานีโมเดล โดยมีพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นประธานในพิธี มีผู้เข้าร่วมอบรมจำนวน 84 คน ระยะเวลาอบรม 2 วัน คือในวันที่ 27-28 ตุลาคม 2559
ทั้งนี้ภารกิจของชุดปฏิบัติการมวลชนสัมพันธ์จะลงไปสำรวจข้อมูลและทำความเข้าใจกับประชาชนในชุมชนริมคลอง เพื่อแสวงหาความร่วมมือกับประชาชนที่เห็นด้วย และสำรวจความต้องการและแสวงหาความร่วมมือกับผู้อยู่อาศัยที่ไม่เห็นด้วย โดยใช้ระยะเวลาปฏิบัติงานมวลชนสัมพันธ์จำนวน 45 วัน เริ่มตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อให้โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองและการสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมในคลองลาดพร้าวสามารถดำเนินไปได้ตามแผนงาน โดยในปี 2560 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ พอช.ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาที่อยู่อาศัยตั้งเป้าหมายว่าจะสามารถดำเนินการได้จำนวน 50 ชุมชน รวม 6,419 ครัวเรือน ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการไปแล้ว 3 ชุมชน รวม 481 หลัง คือ ชุมชนบางบัว, สามัคคีร่วมใจ เขตบางเขน และชุมชนสะพานไม้ 1 เขตหลักสี่
“งานมวลชนถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะประชาชนบางส่วนในพื้นที่เป้าหมายอาจจะยังไม่เข้าใจ หรือเข้าใจก็ยังไม่เข้าใจถ่องแท้ รวมถึงผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ และกลุ่มเจ้าของบ้านเช่าก็ยังเป็นปัญหาอยู่ จึงให้ พอช. จัดปฐมนิเทศกับผู้ที่เกี่ยวข้อง และผมขอแนะนำก่อนที่จะลงไปในพื้นที่ คือ ต้องรู้ข้อมูลพื้นที่ปฏิบัติการ รู้ว่าใครเป็นแกนนำ ใครเป็นแนวร่วม ต้องมีความอดทน เกาะติดพื้นที่ ลงไปหาประชาชน และให้ยึดหลักศรัทธา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นกับประชาชน จึงจะทำให้การทำงานครั้งนี้ประสบผลสำเร็จ” รมว.พม.กล่าวมอบนโยบายแก่ผู้เข้าร่วมอบรม
พลตรีชนาธิป บุนนาค เสนาธิการประจำผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า คสช. มีระยะเวลาการทำงานภายในปี 2560 ดังนั้นจึงต้องร่นระยะเวลาการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองจากเดิมที่กำหนดเอาไว้ 3 ปี (ปี 2559-2561) ให้เสร็จสิ้นภายในปี 2560 โดยทหารจะมีหน้าที่ในการสนับสนุนการทำงาน และการสร้างความเข้าใจกับประชาชน ทั้งนี้ทหารได้ยึดหลักการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเมื่อครั้งที่พระองค์ท่านได้มีพระราชดำริให้สร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ท่านได้ตรัสว่า “อย่าทำให้ประชาชนเดือดร้อน” ดังนั้นในการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองและการสร้างเขื่อนคอนกรีตป้องกันน้ำท่วมก็จะใช้หลักการเดียวกัน
“การทำงานของเราจะเดินตามรอยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือจะไม่ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน และต้องลงไปสร้างการรับรู้ สร้างความเข้าใจ และแสวงหาความร่วมมือจากประชาชน เพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อไปตามแผนงาน และที่สำคัญก็คือ หากเราไม่ทำโครงการในตอนนี้ เราก็จะไม่มีโอกาสทำอีกเลย” พลตรีชนาธิปกล่าว
นายพลากร วงค์กองแก้ว ผู้อำนวยการ พอช. กล่าวว่า พอช.ผนึกกำลังความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนแออัด โดยในขณะนี้มีการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองลาดพร้าว ปทุมธานีโมเดล และเจ้าพระยา ตามโครงการบ้านมั่นคง เพื่อรองรับนโยบายของรัฐบาล ระยะเวลา 3 ปี (พ.ศ.2559-2561) มีเป้าหมาย 3 คลอง คือ คลองลาดพร้าว คลองบางซื่อ และคลองเปรมประชากร รวม 81 ชุมชน รวม 11,004 ครัวเรือน มีผู้รับผลประโยชน์ 64,869 คน ใช้งบประมาณรวม 4,061 ล้านบาทเศษ แต่ในปี 2559-2560 จะเริ่มในคลองลาดพร้าวก่อน ส่วนงบประมาณแยกเป็น 1. งบสนับสนุนสาธารณูปโภคและที่อยู่อาศัย 880 ล้านบาท 2. ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบและเสียโอกาส 880 ล้านบาท 3.สนับสนุนสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย 2,200 ล้านบาท และ 4.สำรวจและจัดทำฐานข้อมูลเพื่อพัฒนาองค์กรชาวบ้าน และติดตามประเมินผล 100 ล้านบาท
ทั้งนี้ชุมชนต่างๆ ที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองตามแนวทางบ้านมั่นคงจะต้องจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนในการสร้างบ้าน มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลโครงการ และจะต้องรื้อย้ายบ้านที่สร้างอยู่ในคลองหรืออยู่ในแนวเขื่อนออกมา เพื่อปรับผังชุมชนใหม่ในที่ดินเดิม และเนื่องจากพื้นที่แต่ละชุมชนมีจำกัด ดังนั้นจึงต้องรื้อบ้านเพื่อสร้างใหม่ทั้งชุมชน โดยแต่ละครอบครัวจะได้รับการจัดสรรที่ดินเท่ากันเพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันในชุมชนเดิมได้
“สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนหรือ พอช. จะให้การสนับสนุนชาวบ้านในเรื่องกระบวนการรวมกลุ่มเพื่อแก้ไขปัญหา ตลอดจนเรื่องของสินเชื่อและงบประมาณด้านสาธารณูปโภค ส่วนชุมชนใดที่มีพื้นที่ไม่เพียงพอหรืออยู่ในแนวเขื่อน ไม่สามารถสร้างบ้านใหม่ในชุมชนเดิมได้ พอช.ก็จะสนับสนุนให้ชาวบ้านรวมกลุ่มไปหาซื้อที่ดินแปลงใหม่ เช่น ที่ดินของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ในสังกัดของกระทรวงการคลัง หรือที่อยู่อาศัยของการเคหะแห่งชาติ เปลี่ยนจากชุมชนบุกรุกเป็นชุมชนที่อยู่อาศัยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีความมั่นคง โดยเฉพาะชุมชนริมคลองที่อยู่อาศัยอยู่ในที่ดินเดิมได้จะได้รับสัญญาเช่าในระยะยาวจากกรมธนารักษ์เป็นระยะเวลา30 ปี นอกจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะสนับสนุนให้ชาวชุมชนได้พัฒนาสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต รวมทั้งอาชีพ และเศรษฐกิจของชุมชนให้ดีขึ้นด้วย ” ผอ.พอช.กล่าว นายสยาม นนท์คำจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง (ศปก.ทชค.) กล่าวว่า การพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองใช้ยุทธศาสตร์ในการทำงาน 4 ด้าน คือ 1.การคืนคลองให้กับสาธารณะ โดยการสร้างความเข้าใจกับชาวชุมชนริมคลองให้เห็นถึงประโยชน์ของส่วนร่วม โดยการสร้างเขื่อนเพื่อป้องกันน้ำท่วม 2.ให้ประชาชนเป็นแกนหลักในการพัฒนา คือ เมื่อชาวบ้านรื้อย้ายบ้านเรือนออกจากริมคลองแล้ว ก็จะมีการสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ โดยให้ชาวบ้านเป็นคนคิด ตัดสินใจ มีทางเลือกในการจัดการที่อยู่อาศัย และบริหารโครงการเอง 3.การพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวชุมชนริมคลอง โดยหลังจากการสร้างบ้านใหม่แล้ว จะมีการพัฒนาสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมอาชีพและเศรษฐกิจของชุมชน เพื่อให้ชาวชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และ 4.การใช้คลองให้เกิดประโยชน์มากกว่าการระบายน้ำ เช่น ใช้เป็นเส้นทางสัญจรทางน้ำ เชื่อมต่อกับระบบรถไฟฟ้าและทางรถยนต์ รวมทั้งพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวต่อไป
นางวาสนา ศิลป์เบ็ญจพร ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ กทม. กล่าวว่า เหตุผลของการสร้างเขื่อน คือ เพื่อให้การระบายน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและป้องกันน้ำท่วม กทม. นอกจากนี้ยังป้องกันการรุกล้ำลำคลองซึ่งทำให้การระบายน้ำไม่คล่องตัว โดยหลังจากการก่อสร้างเขื่อนในคลองลาดพร้าวและคลองเปรมประชากรเสร็จแล้ว จะมีการขุดลอกคลองจากเดิมให้ลึกอีก 3 เมตร และ 3.5 เมตรตามลำดับ นอกจากนี้ กทม.ก็จะให้ความสำคัญกับการสัญจรทางน้ำ เช่น การเดินเรือในคลองลาดพร้าวเหมือนกับคลองแสนแสบ รวมทั้งรัฐบาลก็ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ด้วย โดยที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีได้สั่งให้มีการทดลองเดินเรือในคลองผดุงกรุงเกษม
นายสันติ สมบัติวิชาธร สถาปนิกอาวุโส คณะทำงานแผนแม่บทพัฒนาพื้นที่ริมคลองลาดพร้าว กล่าวว่า แผนแม่บทจะช่วยให้การใช้ประโยชน์จากคลองมีมากกว่าการใช้เป็นทางระบายน้ำ เช่น การเชื่อมเส้นทางคมนาคม รถ-ราง-เรือ หรือรถยนต์-รถรางไฟฟ้า-เรือโดยสารในคลอง เพราะจุดเชื่อมต่อจากคลองก็มีรถไฟฟ้าอยู่แล้ว เช่น คลองบางซื่อ มีรถฟ้าใต้ดินเชื่อมต่อที่สถานีรัชดาฯ นอกจากนี้ก็จะพัฒนาคลองให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว เพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการพูดคุยร่วมกับกลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยวทางเรือในแม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว โดยกลุ่มผู้ประกอบการมีความสนใจการท่องเที่ยวในคลอง เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่รองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะในคลองลาดพร้าวบางช่วงมีต้นไม้ที่ร่มรื่นอยู่ริมคลองเหมือนกับป่าอะเมซอน มีงานศิลปะ หัตถกรรมของชุมชน ฯลฯ ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานตามแผนแม่บทจะต้องมีการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงคมนาคม, กระทรวงท่องเที่ยวฯ, กระทรวงวัฒนธรรม และบูรณาการการทำงานร่วมกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ
บทความโดย สุธิดา บัวสุขเกษม / สุวัฒน์ กิขุนทด
ภาพโดย งานสื่อสารการพัฒนา





