playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก
Cluster_1_resize.JPG
อีสานกลาง /  เครือข่ายข้าวจังหวัดมหาสารคามและร้อยเอ็ดเดินตามรอยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง  ขับเคลื่อนเรื่องการเพาะเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อพึ่งตนเอง  เตรียมขยายพื้นที่เพาะพันธุ์เมล็ดข้าวและขยายแนวคิดเกษตรอินทรีย์  รวมทั้งเตรียมจดทะเบียน “บริษัทเกษตรอินทรีย์  วิถีทุ่งกุลา” เป็นบริษัทธุรกิจเพื่อสังคม นำผลกำไร 70 %  ไปพัฒนาชุมชน  ขณะที่จังหวัดร้อยเอ็ดรับมอบยุทธศาสตร์พัฒนาข้าวทุ่งกุลาภาคประชาชนไปสานต่อ  ด้าน พอช.ปีหน้าจะขยายพื้นที่ส่งเสริมตำบลเศรษฐกิจและทุนชุมชนในภาคอีสานอีก 100 ตำบล

Cluster_2_resize.JPG 


เมื่อวันที่ 28-29  ตุลาคม 2559  ที่ผ่านมา  คณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์เศรษฐกิจฐานราก  สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)  ร่วมกับเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน  สภาสาเกตนครจังหวัดร้อยเอ็ด  และภาคีเครือข่ายได้จัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร   โดยนำสื่อมวลชนหลายแขนง  ทั้งจากส่วนกลางและท้องถิ่นลงไปดูพื้นที่รูปธรรมการจัดการตนเองด้านเมล็ดพันธุ์ข้าวในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและทุนชุมชนในจังหวัดมหาสารคามและร้อยเอ็ด  และการประกาศยุทธศาสตร์ข้าวทุ่งกุลาร้องไห้ภาคประชาชน

โดยในวันที่  28 ตุลาคม  สื่อมวลชนได้ลงดูพื้นที่รูปธรรมที่ตำบลเขื่อน  อ.โกสุมพิสัย  จ.มหาสารคาม  ซึ่งมีระบบการจัดการแปลงนาเรียนรู้ของสภาองค์กรชุมชนตำบลจำนวน 4 ตำบล  โดยมีการทำเมล็ดพันธุ์ข้าวปลูก  พันธุ์ข้าวเหนียว  เช่น กข.6, ข้าวเจ้า เช่น   ข้าวหอมมะลิ 105  และหอมใบเตย  ในพื้นที่นาสาธิต 2 แปลง  เนื้อที่รวมประมาณ 3 ไร่  เริ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา  หลังจากนั้นในช่วงกลางเดือนสิงหาคมจึงนำต้นกล้ามาปลูก  และจะเก็บเกี่ยวได้ประมาณปลายเดือนพฤศจิกายนนี้   คาดว่าจะได้เมล็ดพันธุ์ประมาณไร่ละ 650 กิโลกรัม

นายน้อย  บุระคม  ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 3  ตำบลเขื่อน  เล่าว่า  ในตำบลเขื่อนมีพื้นที่นารวมทั้งหมดประมาณ 10,000 ไร่  แต่ชาวนาส่วนใหญ่ยังใช้สารเคมีในการเพาะปลูก  และต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวมาปลูก  ทำให้มีต้นทุนสูง  เมื่อ พอช.มีโครงการสนับสนุนเกษตรอินทรีย์ในปี 2559 นี้  โดยเฉพาะการปลูกข้าวอินทรีย์จึงเข้าร่วมโครงการ  เป็น 20 ตำบลแรกในภาคอีสานกลางที่ทำเรื่องข้าว  เริ่มจากการคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่สมบูรณ์นำมาเพาะเป็นต้นกล้า  จากนั้นจึงนำต้นกล้าต้นเดียวไปปักดำ  ทำให้ลดต้นทุน  เพราะหากทำนาแบบนาหว่าน  จะต้องใช้พันธุ์ข้าวประมาณ 25 กิโลกรัมต่อที่นา 1 ไร่  คิดเป็นเงินประมาณ 625 บาท (ราคากิโลกรัมละ 25 บาท)  แต่หากทำนาโดยใช้ข้าวต้นเดียวจะใช้เมล็ดพันธุ์เพียง 1 กิโลกรัมต่อไร่เท่านั้น

“หากทำนาแบบอินทรีย์โดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์  ใช้น้ำหมักชีวภาพบำรุงต้นข้าวหรือขับไล่แมลงที่ทำขึ้นเองก็จะช่วยลดต้นทุนได้อีกมาก  นอกจากนี้ก็ยังทำให้ต้นข้าวแข็งแรง  ต้นข้าวไม่ล้มแม้ว่าจะโดนลมโดนฝน  และเมล็ดข้าวในแต่ละรวงก็จะได้มากกว่าการทำนาแบบเดิม”  ผู้ใหญ่น้อยบอกผลดี

Cluster_3_resize.JPG 


ปัจจุบันในตำบลเขื่อนเริ่มมีการทำนาข้าวอินทรีย์ประมาณ 20 ครัวเรือน   แต่ผู้นำสภาองค์กรชุมชนตำบลจำนวน 4 ตำบลที่เข้าร่วมในโครงการนี้  คือ  ตำบลเขื่อน  อ.โกสุมพิสัย, ตำบลหนองคูขาด  อ.บรบือ, ตำบลเขวาไร่   อ.นาเชือก  และตำบลนาโพธิ์  อ.กุดรัง  จ.มหาสารคาม  จะใช้เวทีสภาองค์กรชุมชนของแต่ละตำบลขยายแนวคิดเรื่องการปลูกข้าวอินทรีย์และการเพาะพันธุ์เมล็ดข้าวใช้เองให้แก่ชาวบ้าน  เพื่อเป็นการพึ่งพาตนเอง  ลดต้นทุนการผลิต  และพัฒนาการปลูกข้าวให้มีคุณภาพและมีผลผลิตเพิ่มมากขึ้น

ผู้ใหญ่น้อยบอกถึงแผนงานในปีหน้าว่า  จะเช่าพื้นที่นาประมาณ  10 ไร่เพื่อทำแปลงเพาะเมล็ดพันธุ์ข้าวเพิ่มขึ้น  โดยจะให้ชาวบ้านที่สนใจเข้าร่วมลงหุ้นและร่วมกันทำแปลงเพาะพันธุ์  ผลผลิตที่ได้ก็จะนำมาจำหน่ายและแจกจ่ายให้แก่สมาชิกนำไปขยายพันธุ์   หรือหากจะเพาะเมล็ดพันธุ์ข้าวขายก็จะทำให้มีรายได้มากกว่าการปลูกข้าวขาย  เช่น  หากปลูกข้าวขายในพื้นที่ 1 ไร่  จะได้ข้าวเปลือกประมาณ 800 กิโลกรัม  ราคากิโลกรัมละ 6 บาท   รวมเป็นเงิน 4,800 บาทต่อไร่  แต่หากเพาะเมล็ดพันธุ์ขายจะได้ราคาอย่างต่ำกิโลกรัมละ 20 บาท  หรือไร่ละ 16,000 บาท

ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน  คณะสื่อมวลชนได้เดินทางไปที่ตำบลศรีโคตร อ.จตุรพักตรพิมาน  จ.ร้อยเอ็ด  ซึ่งที่ตำบลนี้มีปัญหาไม่แตกต่างจากตำบลเขื่อน  เช่น  ต้นทุนการผลิตสูง เพราะใช้สารเคมี  เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ซื้อมีราคาแพงและมีเมล็ดพันธุ์อื่นปะปนมา  เมื่อได้ผลผลิตและนำไปขายก็จะโดนพ่อค้าหักราคาเพราะมีข้าวอื่นปน  ดังนั้นแกนนำในสภาองค์กรชุมชนตำบลศรีโคตรจึงได้ใช้เวทีสภาฯ ปรึกษาหารือและนำไปสู่การจัดทำโครงการพัฒนาคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวพื้นเมืองหอมมะลิในปี 2559   โดยมีหมู่บ้านที่เข้าร่วมโครงการจำนวน  9 หมู่บ้าน   สมาชิก 150 ครัวเรือน

นายสง่า  มูลจันทร์  ผู้นำเกษตรกรหมู่ที่ 1 บ้านอีโคตร  กล่าวว่า  ในตำบลศรีโคตรมีแปลงนาเพาะพันธุ์เมล็ดข้าวจำนวน 10 แปลง  เนื้อที่รวมประมาณ  15 ไร่  เริ่มทำการเพาะพันธุ์ข้าวในช่วงกลางปีที่ผ่านมา   เริ่มจากการคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ข้าวที่สมบูรณ์นำมาเพาะ  นำต้นกล้าที่ได้มาปักดำ  โดยปลูกเป็นแถว (กอหนึ่งจะใช้ต้นข้าวต้นเดียว)  ปลูกห่างกันกอละ 50 เซนติเมตร  เมื่อต้นข้าวเริ่มโต  หากข้าวต้นไหนเอียงออกจากแถวหรือมีสีแตกต่างจากข้าวพันธุ์หลักก็จะต้องถอนออก  เพราะถือว่าเป็นข้าวพันธุ์อื่นที่ปนมา  เพื่อให้ได้ข้าวพันธุ์แท้  หลังจากนั้นจึงจะนำไปขยายพันธุ์ต่อไป

“ผมมีที่นา 10 ไร่  ตอนนี้เริ่มทำนาอินทรีย์  1 ไร่เพื่อเป็นแปลงทดลองก่อน  ตอนนี้ข้าวโตใกล้จะเก็บเกี่ยวแล้ว  คิดว่าจะได้ข้าวประมาณ  400  กิโลฯ ต่อไร่  เพราะผืนนาที่ตำบลนี้ไม่ค่อยสมบูรณ์  แต่ก็ถือว่าได้ข้าวมากกว่าการทำนาแบบสารเคมีที่เคยได้ประมาณ 300 กิโลฯ ต่อไร่  นอกจากนี้ผลผลิตแบบอินทรีย์ก็จะมีคุณภาพดีกว่า  หากนำไปขายเป็นข้าวพันธุ์ก็จะได้กิโลฯ ละ 30 บาท”  แกนนำเกษตรกรชาวนาตำบลศรีโคตรกล่าว

ทั้งนี้ตำบลศรีโคตรตั้งเป้าหมายว่า  1.ชาวบ้านจะร่วมกันจัดตั้งธนาคารข้าวพันธุ์พื้นเมืองที่มีคุณภาพเหมาะสมกับสภาพพื้นที่  2.ขยายแปลงปลูกพันธุ์ข้าวพื้นเมืองแบบอินทรีย์ให้เต็มตำบล  3.ส่งเสริมเกษตรกรรุ่นใหม่ให้ปลูกข้าวพื้นเมือง       4.สร้างรายได้  และ 5.ขยายเครือข่ายเกษตรกรผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวในระดับจังหวัด

Cluster_4_resize.JPG  


ต่อมาในวันที่  29 ตุลาคม  ที่ตำบลหนองแคน  อ.ปทุมรัตน์  จ.ร้อยเอ็ด  ได้มีการจัดงานเสวนา “จากศาสตร์พระราชา  สู่ปฏิบัติการบนท้องนาอีสาน  รูปธรรมการจัดการตนเองด้านเมล็ดพันธุ์ข้าว  สู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน”  มีตัวแทนเกษตรกรชาวนา  ภาคีเครือข่ายเข้าร่วมงานประมาณ 200 คน   โดยมีนายชยันต์  ศิริมาศ  รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ดเป็นประธานในงานดังกล่าว

นายสว่าง  สุขแสง  แกนนำเกษตรตำบลหนองแคน  กล่าวว่า  ขณะนี้กลุ่มเกษตรกรในจังหวัดร้อยเอ็ดจะร่วมกันจัดตั้ง “บริษัทเกษตรอินทรีย์วิถีกุลา  วิสาหกิจเพื่อสังคม  จำกัด” ขึ้นมา  เพื่อเป็นกลไกกลางในการเชื่อมโยงให้กลุ่มเกษตรกร  กลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่ทำเรื่องเกษตรอินทรีย์  ข้าวอินทรีย์  และการท่องเที่ยวชุมชนมาทำงานร่วมกัน  เพื่อร่วมกันผลิตสินค้า  พัฒนาคุณภาพสินค้า  และแปรรูปสินค้าต่างๆ เช่น  ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลา  โดยจะเปิดให้กลุ่ม  องค์กร  ตลอดจนชาวบ้านทั่วไปมาลงหุ้นๆ ละ 1,000 บาท  ใช้เงินทุนจดทะเบียนจำนวน 250,000 บาท  (จำนวนทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท)  คาดว่าจะจัดตั้งบริษัทได้ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้

“ตอนนี้มี  5 กลุ่มวิสาหกิจที่จะมาร่วมลงหุ้นแล้ว  ในช่วงแรกเราจะทำเรื่องข้าวหอมมะลิอินทรีย์ก่อน   เช่น การพัฒนาคุณภาพของข้าวอินทรีย์เพื่อนำไปสู่การจดทะเบียนรับรองคุณภาพและมาตรฐาน  รวมทั้งจดทะเบียนเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์หรือ GI. ซึ่งจะทำให้สามารถเพิ่มมูลค่าข้าวได้อย่างมากมาย  และเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศทั้งยุโรปและอเมริกา  ส่วนผลกำไรก็จะนำมาปันผลให้ผู้ถือหุ้น  30 เปอร์เซ็นต์  อีก 70 เปอร์เซ็นต์จะนำกลับไปพัฒนาชุมชน”  นายสว่างกล่าว

ในช่วงท้ายของการจัดงานในครั้งนี้   ตัวแทนเกษตรกรภาคอีสานกลางได้ประกาศ “ยุทธศาสตร์การพัฒนาข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้  ภาคประชาชน”  จำนวน 9 ข้อหลัก  เช่น   การส่งเสริมให้มีการคัดพันธุ์ข้าวหอมมะลิดั้งเดิมในพื้นที่  ส่งเสริมและอนุรักษ์พืชพันธุ์พื้นบ้านทุกชนิดในพื้นที่ทุ่งกุลาฯ  และให้มีการจดทะเบียน  ส่งเสริมการพัฒนาระบบการผลิตข้าวหอมมะลิ   ส่งเสริมการผลิตเกษตรอินทรีย์   ส่งเสริมให้มีการจัดการแหล่งน้ำในชุมชน  ส่งเสริมการตลาดทั้งในและต่างประเทศ  ส่งเสริมให้มีการจัดทำแผนพัฒนาชุมชนตั้งแต่ระดับตำบลถึงจังหวัด  และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกระดับนำเอาแผนของชุมชนมาบูรณาการร่วมกับแผนของหน่วยงาน  ฯลฯ  หลังจากนั้นนายชยันต์  ศิริมาศ  รองผู้ว่า จ.ร้อยเอ็ด  ได้รับมอบข้อเรียกร้องดังกล่าว

Cluster_5_resize.JPG 


นายชยันต์  รองผู้ว่าฯ จ.ร้อยเอ็ด  กล่าวว่า  ตนได้รับมอบหมายจากผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ดให้ทำหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาระบบเกษตรอินทรีย์  โดยเฉพาะเรื่องข้าวหอมมะลิอินทรีย์ให้เป็นวาระของจังหวัด  โดยในจังหวัดร้อยเอ็ดมีพื้นที่ที่อยู่ในเขตทุ่งกุลาฯ ประมาณ 47%  มีมูลค่าการผลิตข้าวหอมมะลิทั้ง 5 จังหวัดในเขตทุ่งกุลาฯ ทั้งหมดประมาณปีละ 120,000 ล้านบาท  ซึ่งใน 4 ปีข้างหน้าจะเพิ่มมูลค่าเป็นอีก  1 เท่า  คือ  240,000 ล้านบาท 

“ถ้าสร้างมูลค่าเพิ่มได้  รายได้ครึ่งหนึ่งก็จะตกอยู่กับคนร้อยเอ็ด  ความกินดีอยู่ดี  ยุทธศาสตร์สู่เมืองเกษตรพามี  อยู่ดี  มีแฮงก็จะเป็นไปได้จริง  โดยจังหวัดจะร่วมสนับสนุน  ส่งเสริม  ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ  คือตั้งแต่การผลิต  การแปรรูป  การจำหน่าย  และต้องใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วย  เช่น  ใช้ดาวเทียมมาสำรวจพื้นที่เพาะปลูก  นอกจากนี้รัฐบาลก็ได้ส่งเสริมโดยให้กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ใช้งบประมาณจำนวน 100 ล้านบาท  จัดตั้งศูนย์วิจัยและแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรขึ้นมา  ซึ่งข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาก็จะได้ประโยชน์จากโครงการนี้ด้วย”  รองผู้ว่าฯ จ.ร้อยเอ็ดกล่าว

นายสุพัฒน์  จันทนา  ผู้อำนวยการสำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  พอช.  กล่าวว่า  การจัดงานในครั้งนี้เป็นการจัดกิจกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจและทุนชุมชนที่ พอช.ได้ให้งบประมาณสนับสนุนตำบลต่างๆ ในภาคอีสานกลางตั้งแต่เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา  รวม 60 ตำบล  ตำบลละ 70,000 บาท  รวมเป็นงบประมาณทั้งสิ้น  4,200,000 บาท  แยกเป็นกลุ่มการผลิต  4 ด้าน  คือ  1.ข้าว รวม  20 ตำบล  2.เกษตรอินทรีย์ รวม 15 ตำบล  3.วิสาหกิจชุมชน  รวม 18 ตำบล   และ 4.สถาบันการเงินชุมชน  รวม  7 ตำบล 

“สำหรับกลุ่ม Clusster ข้าว 20 ตำบล  จะเริ่มจากการคัดเลือกพันธุ์ข้าวเพื่อให้เกิดการพึ่งพาตนเองด้านเมล็ดพันธุ์   ตามรอยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง   โดยสร้างเศรษฐกิจจากข้าว  นำไปสู่การเพิ่มมูลค่า  และสืบสานฐานความรู้ชุมชน  โดย พอช.ทำงานร่วมกับเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกที่ทำงานด้านนี้มานาน  สำหรับในปีต่อไปจะขยายพื้นที่ไปทั่วภาคอีสานจำนวน 100 ตำบล  โดย พอช.จะสนับสนุนงบประมาณเพื่อสร้างเครือข่ายข้าว  รวมทั้งเรื่องเกษตรอินทรีย์  และการท่องเที่ยวชุมชน  ชวนพี่น้องมาทำงานร่วมกัน  โดยใช้เวทีสภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นเวทีกลาง  ร่วมกันวิเคราะห์  วางแผน  นำไปสู่การสร้างระบบเศรษฐกิจและทุนชุมชนให้เข้มแข็งต่อไป”  นายสุพัฒน์กล่าวทิ้งท้าย 
Cluster_6_resize.JPG

7_resize.JPG

สุวัฒน์ กิขุนทด : รายงาน

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter