เมื่อวันที่ 28-29 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา คณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์เศรษฐกิจฐานราก สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ร่วมกับเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน สภาสาเกตนครจังหวัดร้อยเอ็ด และภาคีเครือข่ายได้จัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร โดยนำสื่อมวลชนหลายแขนง ทั้งจากส่วนกลางและท้องถิ่นลงไปดูพื้นที่รูปธรรมการจัดการตนเองด้านเมล็ดพันธุ์ข้าวในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและทุนชุมชนในจังหวัดมหาสารคามและร้อยเอ็ด และการประกาศยุทธศาสตร์ข้าวทุ่งกุลาร้องไห้ภาคประชาชน
โดยในวันที่ 28 ตุลาคม สื่อมวลชนได้ลงดูพื้นที่รูปธรรมที่ตำบลเขื่อน อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม ซึ่งมีระบบการจัดการแปลงนาเรียนรู้ของสภาองค์กรชุมชนตำบลจำนวน 4 ตำบล โดยมีการทำเมล็ดพันธุ์ข้าวปลูก พันธุ์ข้าวเหนียว เช่น กข.6, ข้าวเจ้า เช่น ข้าวหอมมะลิ 105 และหอมใบเตย ในพื้นที่นาสาธิต 2 แปลง เนื้อที่รวมประมาณ 3 ไร่ เริ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา หลังจากนั้นในช่วงกลางเดือนสิงหาคมจึงนำต้นกล้ามาปลูก และจะเก็บเกี่ยวได้ประมาณปลายเดือนพฤศจิกายนนี้ คาดว่าจะได้เมล็ดพันธุ์ประมาณไร่ละ 650 กิโลกรัม
นายน้อย บุระคม ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 3 ตำบลเขื่อน เล่าว่า ในตำบลเขื่อนมีพื้นที่นารวมทั้งหมดประมาณ 10,000 ไร่ แต่ชาวนาส่วนใหญ่ยังใช้สารเคมีในการเพาะปลูก และต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวมาปลูก ทำให้มีต้นทุนสูง เมื่อ พอช.มีโครงการสนับสนุนเกษตรอินทรีย์ในปี 2559 นี้ โดยเฉพาะการปลูกข้าวอินทรีย์จึงเข้าร่วมโครงการ เป็น 20 ตำบลแรกในภาคอีสานกลางที่ทำเรื่องข้าว เริ่มจากการคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่สมบูรณ์นำมาเพาะเป็นต้นกล้า จากนั้นจึงนำต้นกล้าต้นเดียวไปปักดำ ทำให้ลดต้นทุน เพราะหากทำนาแบบนาหว่าน จะต้องใช้พันธุ์ข้าวประมาณ 25 กิโลกรัมต่อที่นา 1 ไร่ คิดเป็นเงินประมาณ 625 บาท (ราคากิโลกรัมละ 25 บาท) แต่หากทำนาโดยใช้ข้าวต้นเดียวจะใช้เมล็ดพันธุ์เพียง 1 กิโลกรัมต่อไร่เท่านั้น
“หากทำนาแบบอินทรีย์โดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ใช้น้ำหมักชีวภาพบำรุงต้นข้าวหรือขับไล่แมลงที่ทำขึ้นเองก็จะช่วยลดต้นทุนได้อีกมาก นอกจากนี้ก็ยังทำให้ต้นข้าวแข็งแรง ต้นข้าวไม่ล้มแม้ว่าจะโดนลมโดนฝน และเมล็ดข้าวในแต่ละรวงก็จะได้มากกว่าการทำนาแบบเดิม” ผู้ใหญ่น้อยบอกผลดี
ปัจจุบันในตำบลเขื่อนเริ่มมีการทำนาข้าวอินทรีย์ประมาณ 20 ครัวเรือน แต่ผู้นำสภาองค์กรชุมชนตำบลจำนวน 4 ตำบลที่เข้าร่วมในโครงการนี้ คือ ตำบลเขื่อน อ.โกสุมพิสัย, ตำบลหนองคูขาด อ.บรบือ, ตำบลเขวาไร่ อ.นาเชือก และตำบลนาโพธิ์ อ.กุดรัง จ.มหาสารคาม จะใช้เวทีสภาองค์กรชุมชนของแต่ละตำบลขยายแนวคิดเรื่องการปลูกข้าวอินทรีย์และการเพาะพันธุ์เมล็ดข้าวใช้เองให้แก่ชาวบ้าน เพื่อเป็นการพึ่งพาตนเอง ลดต้นทุนการผลิต และพัฒนาการปลูกข้าวให้มีคุณภาพและมีผลผลิตเพิ่มมากขึ้น
ผู้ใหญ่น้อยบอกถึงแผนงานในปีหน้าว่า จะเช่าพื้นที่นาประมาณ 10 ไร่เพื่อทำแปลงเพาะเมล็ดพันธุ์ข้าวเพิ่มขึ้น โดยจะให้ชาวบ้านที่สนใจเข้าร่วมลงหุ้นและร่วมกันทำแปลงเพาะพันธุ์ ผลผลิตที่ได้ก็จะนำมาจำหน่ายและแจกจ่ายให้แก่สมาชิกนำไปขยายพันธุ์ หรือหากจะเพาะเมล็ดพันธุ์ข้าวขายก็จะทำให้มีรายได้มากกว่าการปลูกข้าวขาย เช่น หากปลูกข้าวขายในพื้นที่ 1 ไร่ จะได้ข้าวเปลือกประมาณ 800 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 6 บาท รวมเป็นเงิน 4,800 บาทต่อไร่ แต่หากเพาะเมล็ดพันธุ์ขายจะได้ราคาอย่างต่ำกิโลกรัมละ 20 บาท หรือไร่ละ 16,000 บาท
ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน คณะสื่อมวลชนได้เดินทางไปที่ตำบลศรีโคตร อ.จตุรพักตรพิมาน จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งที่ตำบลนี้มีปัญหาไม่แตกต่างจากตำบลเขื่อน เช่น ต้นทุนการผลิตสูง เพราะใช้สารเคมี เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ซื้อมีราคาแพงและมีเมล็ดพันธุ์อื่นปะปนมา เมื่อได้ผลผลิตและนำไปขายก็จะโดนพ่อค้าหักราคาเพราะมีข้าวอื่นปน ดังนั้นแกนนำในสภาองค์กรชุมชนตำบลศรีโคตรจึงได้ใช้เวทีสภาฯ ปรึกษาหารือและนำไปสู่การจัดทำโครงการพัฒนาคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวพื้นเมืองหอมมะลิในปี 2559 โดยมีหมู่บ้านที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 9 หมู่บ้าน สมาชิก 150 ครัวเรือน
นายสง่า มูลจันทร์ ผู้นำเกษตรกรหมู่ที่ 1 บ้านอีโคตร กล่าวว่า ในตำบลศรีโคตรมีแปลงนาเพาะพันธุ์เมล็ดข้าวจำนวน 10 แปลง เนื้อที่รวมประมาณ 15 ไร่ เริ่มทำการเพาะพันธุ์ข้าวในช่วงกลางปีที่ผ่านมา เริ่มจากการคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ข้าวที่สมบูรณ์นำมาเพาะ นำต้นกล้าที่ได้มาปักดำ โดยปลูกเป็นแถว (กอหนึ่งจะใช้ต้นข้าวต้นเดียว) ปลูกห่างกันกอละ 50 เซนติเมตร เมื่อต้นข้าวเริ่มโต หากข้าวต้นไหนเอียงออกจากแถวหรือมีสีแตกต่างจากข้าวพันธุ์หลักก็จะต้องถอนออก เพราะถือว่าเป็นข้าวพันธุ์อื่นที่ปนมา เพื่อให้ได้ข้าวพันธุ์แท้ หลังจากนั้นจึงจะนำไปขยายพันธุ์ต่อไป
“ผมมีที่นา 10 ไร่ ตอนนี้เริ่มทำนาอินทรีย์ 1 ไร่เพื่อเป็นแปลงทดลองก่อน ตอนนี้ข้าวโตใกล้จะเก็บเกี่ยวแล้ว คิดว่าจะได้ข้าวประมาณ 400 กิโลฯ ต่อไร่ เพราะผืนนาที่ตำบลนี้ไม่ค่อยสมบูรณ์ แต่ก็ถือว่าได้ข้าวมากกว่าการทำนาแบบสารเคมีที่เคยได้ประมาณ 300 กิโลฯ ต่อไร่ นอกจากนี้ผลผลิตแบบอินทรีย์ก็จะมีคุณภาพดีกว่า หากนำไปขายเป็นข้าวพันธุ์ก็จะได้กิโลฯ ละ 30 บาท” แกนนำเกษตรกรชาวนาตำบลศรีโคตรกล่าว
ทั้งนี้ตำบลศรีโคตรตั้งเป้าหมายว่า 1.ชาวบ้านจะร่วมกันจัดตั้งธนาคารข้าวพันธุ์พื้นเมืองที่มีคุณภาพเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ 2.ขยายแปลงปลูกพันธุ์ข้าวพื้นเมืองแบบอินทรีย์ให้เต็มตำบล 3.ส่งเสริมเกษตรกรรุ่นใหม่ให้ปลูกข้าวพื้นเมือง 4.สร้างรายได้ และ 5.ขยายเครือข่ายเกษตรกรผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวในระดับจังหวัด
ต่อมาในวันที่ 29 ตุลาคม ที่ตำบลหนองแคน อ.ปทุมรัตน์ จ.ร้อยเอ็ด ได้มีการจัดงานเสวนา “จากศาสตร์พระราชา สู่ปฏิบัติการบนท้องนาอีสาน รูปธรรมการจัดการตนเองด้านเมล็ดพันธุ์ข้าว สู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน” มีตัวแทนเกษตรกรชาวนา ภาคีเครือข่ายเข้าร่วมงานประมาณ 200 คน โดยมีนายชยันต์ ศิริมาศ รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ดเป็นประธานในงานดังกล่าว
นายสว่าง สุขแสง แกนนำเกษตรตำบลหนองแคน กล่าวว่า ขณะนี้กลุ่มเกษตรกรในจังหวัดร้อยเอ็ดจะร่วมกันจัดตั้ง “บริษัทเกษตรอินทรีย์วิถีกุลา วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด” ขึ้นมา เพื่อเป็นกลไกกลางในการเชื่อมโยงให้กลุ่มเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่ทำเรื่องเกษตรอินทรีย์ ข้าวอินทรีย์ และการท่องเที่ยวชุมชนมาทำงานร่วมกัน เพื่อร่วมกันผลิตสินค้า พัฒนาคุณภาพสินค้า และแปรรูปสินค้าต่างๆ เช่น ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลา โดยจะเปิดให้กลุ่ม องค์กร ตลอดจนชาวบ้านทั่วไปมาลงหุ้นๆ ละ 1,000 บาท ใช้เงินทุนจดทะเบียนจำนวน 250,000 บาท (จำนวนทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท) คาดว่าจะจัดตั้งบริษัทได้ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้
“ตอนนี้มี 5 กลุ่มวิสาหกิจที่จะมาร่วมลงหุ้นแล้ว ในช่วงแรกเราจะทำเรื่องข้าวหอมมะลิอินทรีย์ก่อน เช่น การพัฒนาคุณภาพของข้าวอินทรีย์เพื่อนำไปสู่การจดทะเบียนรับรองคุณภาพและมาตรฐาน รวมทั้งจดทะเบียนเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์หรือ GI. ซึ่งจะทำให้สามารถเพิ่มมูลค่าข้าวได้อย่างมากมาย และเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศทั้งยุโรปและอเมริกา ส่วนผลกำไรก็จะนำมาปันผลให้ผู้ถือหุ้น 30 เปอร์เซ็นต์ อีก 70 เปอร์เซ็นต์จะนำกลับไปพัฒนาชุมชน” นายสว่างกล่าว
ในช่วงท้ายของการจัดงานในครั้งนี้ ตัวแทนเกษตรกรภาคอีสานกลางได้ประกาศ “ยุทธศาสตร์การพัฒนาข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ภาคประชาชน” จำนวน 9 ข้อหลัก เช่น การส่งเสริมให้มีการคัดพันธุ์ข้าวหอมมะลิดั้งเดิมในพื้นที่ ส่งเสริมและอนุรักษ์พืชพันธุ์พื้นบ้านทุกชนิดในพื้นที่ทุ่งกุลาฯ และให้มีการจดทะเบียน ส่งเสริมการพัฒนาระบบการผลิตข้าวหอมมะลิ ส่งเสริมการผลิตเกษตรอินทรีย์ ส่งเสริมให้มีการจัดการแหล่งน้ำในชุมชน ส่งเสริมการตลาดทั้งในและต่างประเทศ ส่งเสริมให้มีการจัดทำแผนพัฒนาชุมชนตั้งแต่ระดับตำบลถึงจังหวัด และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกระดับนำเอาแผนของชุมชนมาบูรณาการร่วมกับแผนของหน่วยงาน ฯลฯ หลังจากนั้นนายชยันต์ ศิริมาศ รองผู้ว่า จ.ร้อยเอ็ด ได้รับมอบข้อเรียกร้องดังกล่าว
นายชยันต์ รองผู้ว่าฯ จ.ร้อยเอ็ด กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายจากผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ดให้ทำหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาระบบเกษตรอินทรีย์ โดยเฉพาะเรื่องข้าวหอมมะลิอินทรีย์ให้เป็นวาระของจังหวัด โดยในจังหวัดร้อยเอ็ดมีพื้นที่ที่อยู่ในเขตทุ่งกุลาฯ ประมาณ 47% มีมูลค่าการผลิตข้าวหอมมะลิทั้ง 5 จังหวัดในเขตทุ่งกุลาฯ ทั้งหมดประมาณปีละ 120,000 ล้านบาท ซึ่งใน 4 ปีข้างหน้าจะเพิ่มมูลค่าเป็นอีก 1 เท่า คือ 240,000 ล้านบาท
“ถ้าสร้างมูลค่าเพิ่มได้ รายได้ครึ่งหนึ่งก็จะตกอยู่กับคนร้อยเอ็ด ความกินดีอยู่ดี ยุทธศาสตร์สู่เมืองเกษตรพามี อยู่ดี มีแฮงก็จะเป็นไปได้จริง โดยจังหวัดจะร่วมสนับสนุน ส่งเสริม ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ คือตั้งแต่การผลิต การแปรรูป การจำหน่าย และต้องใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วย เช่น ใช้ดาวเทียมมาสำรวจพื้นที่เพาะปลูก นอกจากนี้รัฐบาลก็ได้ส่งเสริมโดยให้กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ใช้งบประมาณจำนวน 100 ล้านบาท จัดตั้งศูนย์วิจัยและแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรขึ้นมา ซึ่งข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาก็จะได้ประโยชน์จากโครงการนี้ด้วย” รองผู้ว่าฯ จ.ร้อยเอ็ดกล่าว
นายสุพัฒน์ จันทนา ผู้อำนวยการสำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พอช. กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้เป็นการจัดกิจกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจและทุนชุมชนที่ พอช.ได้ให้งบประมาณสนับสนุนตำบลต่างๆ ในภาคอีสานกลางตั้งแต่เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รวม 60 ตำบล ตำบลละ 70,000 บาท รวมเป็นงบประมาณทั้งสิ้น 4,200,000 บาท แยกเป็นกลุ่มการผลิต 4 ด้าน คือ 1.ข้าว รวม 20 ตำบล 2.เกษตรอินทรีย์ รวม 15 ตำบล 3.วิสาหกิจชุมชน รวม 18 ตำบล และ 4.สถาบันการเงินชุมชน รวม 7 ตำบล
“สำหรับกลุ่ม Clusster ข้าว 20 ตำบล จะเริ่มจากการคัดเลือกพันธุ์ข้าวเพื่อให้เกิดการพึ่งพาตนเองด้านเมล็ดพันธุ์ ตามรอยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง โดยสร้างเศรษฐกิจจากข้าว นำไปสู่การเพิ่มมูลค่า และสืบสานฐานความรู้ชุมชน โดย พอช.ทำงานร่วมกับเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกที่ทำงานด้านนี้มานาน สำหรับในปีต่อไปจะขยายพื้นที่ไปทั่วภาคอีสานจำนวน 100 ตำบล โดย พอช.จะสนับสนุนงบประมาณเพื่อสร้างเครือข่ายข้าว รวมทั้งเรื่องเกษตรอินทรีย์ และการท่องเที่ยวชุมชน ชวนพี่น้องมาทำงานร่วมกัน โดยใช้เวทีสภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นเวทีกลาง ร่วมกันวิเคราะห์ วางแผน นำไปสู่การสร้างระบบเศรษฐกิจและทุนชุมชนให้เข้มแข็งต่อไป” นายสุพัฒน์กล่าวทิ้งท้าย
สุวัฒน์ กิขุนทด : รายงาน





