ปราจีนบุรี : ระหว่างวันที่ 4-5 พฤศจิกายน 2559 เวทีสัมมนาเครือข่ายประชาสังคม “ยุทธศาสตร์สังคมอนาคตประเทศไทยกับวาระเปลี่ยนตะวันออก” ณ ฮิลล์ไซด์คันทรีโฮม กอล์ฟ&รีสอร์ท อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี มีเครือข่ายองค์กรชุมชนและภาคประชาสังคม จาก 8 จังหวัดภาคตะวันออก เข้าร่วม 90 คน เพื่อให้ข้อมูล และนำมาสู่การวางยุทธศาสตร์การเคลื่อนหลักคิด “วิถีไทสร้างสรรค์” สู่สาธารณะในทุกระดับต่อไป
นางระตะนะ ศรีวรกุล ประธานสภาองค์กรชุมชน ต.นนทรีย์ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี กล่าวว่า เครือข่ายเปลี่ยนตะวันออก คือ กลุ่มคนภาคตะวันออก 8 จังหวัด ที่มีการรวมตัวกันของผู้คนที่หลากหลายในพื้นที่ เชื่อมร้อยเป็นเครือข่ายในระดับภาคทำงานในรูปแบบภาคประชาสังคม ได้ขับเคลื่อนกันมาตั้งแต่ปี 2555-2558 ของเพื่อนวาระเปลี่ยนตะวันออก มีเป้าหมายการทำงานเชิงยุทธศาสตร์ว่าด้วยเรื่อง ปกป้องพื้นที่อาหาร สร้างพื้นที่อาหารปลอดภัย อนุรักษ์ทรัพยากรสิ่งแวดล้อม และการกระจายอำนาจสู่การจัดการตนเองของชุมชน จากยุทธศาสตร์ที่ร่วมกันคิดได้ถูกนำไปสู่การปฏิบัติของเครือข่ายองค์กรชุมชนอย่างกว้างขวาง และการสัมมนาในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับยุทธศาสตร์จากเครือข่ายวาระเปลี่ยนตะวันออก สู่การร่วมคิดของภาคส่วนต่างๆ ทั้งภายในภาคตะวันออกและภาคีความร่วมมือ รวมถึงการวางแนวทางการขับเคลื่อนร่วมกัน และเป้าหมายสำคัญคือการแสวงหาความร่วมมือจากองค์กรภาคส่วนต่างๆ มากขึ้น
นายกัญจน์ ทัตติยกุล เครือข่ายเปลี่ยนตะวันออก กล่าวถึงวิถีปากปล่อง วิถีทุนก้าวหน้า วิถีไทสร้างสรรค์ว่า ภาพอนาคตของประเทศไทย ยังแตกต่างกับประเทศแอฟริกันมาก เพราะของเขาชวนคนที่มีอำนาจในประเทศมาวางอนาคตร่วมกัน แต่ประเทศไทยเชิญคนเล็กคนน้อยที่ทำงานขับเคลื่อนสังคมอยู่มาทำร่วมกัน เป็นระบบปฏิบัติการทั้งชุมชน ภาคการเมืองทั้ง อบต. อบจ. เทศบาล และข้าราชการ โยธาธิการและผังเมือง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประมาณ 30 คน ในช่วงปี 2557-2558 ที่ผ่านมา ได้มีการคุยร่วมกันในเรื่องการมองภาพอนาคต 20 ปีข้างหน้าของคนตะวันออกและมีการร่วมกันระดมความคิดแลกเปลี่ยน จากเพื่อนวาระเปลี่ยนตะวันออก ที่มีองค์ประกอบของผู้เข้าร่วมหลากหลายภาคส่วน จนเกิดข้อเสนอรูปธรรมออกมาใน 3 รูปแบบ คือ 1) วิถีปากปล่อง คือ วิถีชีวิตของผู้คนที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน แต่มีแนวโน้มสู่ระบบอุตสาหกรรม และทุนนิยมแบบนำเข้ามากยิ่งขึ้น เป็นภาพของคนที่ทนอยู่เฉยๆ ตามมีตามเกิด 2) วิถีทุนก้าวหน้า เป็นวิถีระบบทุนที่ต้องปรับตัวเพื่อการดำรงอยู่ของผู้คน และทรัพยากรสิ่งแวดล้อม และ 3) วิถีไทสร้างสรรค์ ที่เป็นวิถีการดำเนินการของคนไทยในแผ่นดินนี้มาร่วมกัน พัฒนาสร้างสรรค์บ้านเมืองของตนเองตามบริบทวิถีวัฒนธรรม ทรัพยากรสิ่งแวดล้อม ให้ดำคงอยู่ต่อไปในภายภาคหน้า
“วันนี้ภาคตะวันออกมีเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนสระแก้ว และตราด ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก พ.ร.บ.เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ที่ดิน น้ำ ขยะ พลังงาน ขนส่ง ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และเชื่อว่าเราเจอมา 50 ปี อยู่ภายใต้นโยบายต่างๆ มากมาย และสิ่งที่อยากจะกล่าวถึงในครั้งนี้คือ “คำตอบอยู่ในมือเรา” และขบวนพี่น้องเราพร้อมจะไปรถไฟขบวนเดียวกันหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเราเอง”
ดร.สมนึก จงมีวศิน ฝ่ายวิชาการเครือข่ายวาระเปลี่ยนตะวันออก ได้กล่าวถึงยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 และยุทธศาสตร์ 3S ของคนตะวันออกว่า เดิมเรามียุทธศาสตร์เปลี่ยนตะวันออกในหลายข้อ สิ่งที่เราสรุปไม่สามารถทัดทานกับนโยบายประเทศไทย 4.0 ได้ เพราะโลกทั้งใบขับเคลื่อนไปสู่สังคม 4.0 แล้วนั่นเอง นั่นคือ การก้าวจากอุตสาหกรรมปกติ ไปสู่อุตสาหกรรมความรู้ ใช้เทคโนโลยี ใช้องค์ความรู้ ประเทศไทยที่เห็นได้ชัดก็คือเป็นชาวนาทันสมัย เป็นสังคมใช้องค์ความรู้นำ มีจริยธรรม คุณธรรม ความคิด และทักษณะมากขึ้น แต่ที่ผ่านมารัฐไม่ได้ขีดเส้นทางในสิ่งที่เราเป็น ในช่วงที่ผ่านมาภาคตะวันออกได้มีการอนุรักษ์ทรัพยากรลุ่มน้ำบางปะกง เครือข่ายประมงชายฝั่งป่ารอยต่อ 5 จังหวัด เข้าสู่ยุคสมัยเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ในปี 2559 วาระเปลี่ยนตะวันออกมีการปรับยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนจากเดิม เป็น 3S คือ S1 การมองภาพอนาคต (Scenario Planning) S2 การประเมินผลด้านสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ หรือ SEA (Strategic Environmental Assessment) และ S3 การพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDG (Sustainable Development Goal) และในขณะที่ภาคตะวันออกก้าวเข้าสู่ยุทธศาสตร์เชิงรุก เปลี่ยน EEC ไปสู่ ECEC เราจะทำระเบียงเศรษฐกิจพิเศษอย่างสร้างสรรค์ของตะวันออกได้หรือไม่ คำตอบคือ ได้ แต่เราต้องยัดยุทธศาสตร์นี้ไปสู่ยุทธศาสตร์ชาติ และกฎกระทรวงต่างๆ ให้ได้ ซึ่งก็นำสิ่งที่พี่น้องได้ออกแบบร่วมกันนั่นเอง
“การต่อยอดการเรียนรู้นำไปสู่การปฏิบัติงานโดยนำยุทธศาสตร์ทางสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ (SEA) หากเราจะทำไม่ยาก แต่แรกๆ ก็เหนื่อยหน่อย โดยมีการวิเคราะห์ สังเคราะห์ยุทธศาสตร์ทางสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ (SEA) ผ่านเครื่องมือ Overlay Mapping – GIS นำมาประยุกต์ ใช้ อย่างที่ผ่านมาสระแก้ว ได้มีการทำ SEA สระแก้วขึ้นมาและประสบผลสำเร็จในระดับหนึ่ง หากเราจะยกระดับโมเดลสระแก้วสู่ SEA 8 จังหวัดตะวันออกก็ต้องขึ้นอยู่กับความพร้อม และบริบทของพื้นที่นั่นเอง ซึ่งสิ่งที่เราจะต้องทำประกอบด้วย ประการแรก เราต้องสร้างฐานข้อมูล GIS เพื่อ SEA ก่อน เช่น จ.ชลบุรี มีพื้นที่การก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบังเฟสที่ 3 และพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษแหลมฉบัง ประกอบด้วย เทศบาลนครแหลมฉบัง เทศบาลตำบลบางละมุง เทศบาลตำบลตะเคียมเตี้ย และมีพื้นที่ช่องแสมสาร (พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษสัตหีบ-อู่ตำเภา) การไล่ที่โซน 1 ประมาณ 1,000 ไร่ การบังคับให้เช่าที่ดินโซน 1 และ โซน 5 จะต้องมีการเชื่อมโยงข้อมูลให้ได้ และมีการวิเคราะห์เป็นปี นั่นคือ เราต้องระบุพื้นที่สร้างสรรค์ให้นโยบายและผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับทราบ ประการที่สอง กระบวนการสร้าง “ไทยร่วม” ซึ่งจะต้องมีห้าร่วมเพื่อการเปลี่ยนแปลง คือ (๑) ร่วมกันริเริ่ม รวมทีมตัวแทนทั้งระบบ (๒) ร่วมกันรับรู้ สังเกตความเป็นไป (๓) ร่วมกันเปิดใจ (๔) ร่วมกันสร้างสรรค์ และ(๕) ร่วมกันเปลี่ยนแปลง ซึ่งกระบวนการหลังนี้เป็นกระบวนการเพื่อวางภาพอนาคตร่วมกัน”
ด้านนายพลากร วงค์กองแก้ว ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) บรรยายภายใต้หัวข้อ ทางเดินยุทธศาสตร์สังคมอนาคตเพื่อการพัฒาที่ยั่งยืน และวิเคราะห์สถานกาณ์ว่า สถานการณ์ภาคตะวันออก ถือว่ามีโครงการหรือนโยบายที่จะพัฒนาประเทศในพื้นที่ตะวันออกโยงไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเขมร เวียดนาม และลาว โดยวางเป้าหมายให้ตะวันออกเป็นศูนย์กลาง เช่น เขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ สระแก้ว ตราด ทะลุสู่ทวาย รวมถึงตะวันออกเองเป็นเมืองศูนย์กลางอุตสาหกรรมรถยนต์ การท่องเที่ยว เป็นต้น และสำหรับเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พอช. ได้ทำงานกับชาวบ้านมา ๑๖ ปี และภาคประชาสังคมเองก็ทำงานมากับชาวบ้านมานานเช่นกัน ในวันนี้เรากำลังพูดถึงเรื่องการเชื่อมโยงพลัง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากด้วยการสร้างพลังจากหลายฝ่าย ซึ่งจะต้องสร้างระบบร่วมกันให้ได้

“ปัจจุบัน พอช. มีการ ปรับการบริหารกระจายไปในพื้นที่ภาค และหนุนเสริมให้เกิดการเชื่อมโยงงานร่วมกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้อมูล ความรู้ การสื่อสาร และการผสานพลังร่วมในพื้นที่ ให้เกิดการหนุนเสริมในพื้นที่ เชื่อมโยงประเด็นงานต่างๆ ขึ้นมาให้เกิดแผนการขับเคลื่อนด้วยกัน มีเวทีพูดคุย เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกัน ดังนั้นแล้วงานที่จะสำเร็จได้ต้องเปลี่ยนวิธีการทำงานทั้งหมด ทั้งนี้กลไกที่ พอช. สนับสนุนพื้นที่นั้นมีการส่งเสริมในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอนุกรรมการภาค ที่จะมีคณะทำงานชุดต่างๆ ทำร่วมกันเป็นภาคียุทธศาสตร์มาสู่การทำงานร่วมกันกับภาคประชาชนและขบวนองค์กรชุมชนทั้งหมดให้ได้ สิ่งที่อยากเห็นคือ อยากเห็นพวกเราปรับขบวนใหม่ เพราะพื้นที่เปิดหมดแล้ว สร้างพลังร่วม สร้างการเปลี่ยนแปลง และสูงสุดคือ เราจะเป็นเจ้าของงานพัฒนาของเราเอง"
ทั้งนี้จากการสัมมนาคนตะวัตออกมีเป้าหมายในการขับเคลื่อนร่วมกันในการผลักดันวิถีไทสร้างสรรค์ โดยวางวิสัยทัศน์คนตะวันออกคือ อยากเห็นวิถีการจัดการทรัพยากรธรรมชาติตะวันออก ที่มีความหลากหลายทั้งภูเขา ป่า ทะเล และระบบเกษตร มีการจัดการทรัพยากรทั้งหมด เป็นการจัดการทรัพยากรที่ยั่งยืนสู่ลูกหลาน ประชาชนหรือคนที่ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรต้องมีส่วนร่วมในการออกแบบทรัพยากรร่วมกัน และเป้าหมายของคนตะวันออกคือ มีรูปธรรมของพื้นที่เกษตร เช่น อีก 10 ปี ท้องถิ่นหรือตำบลต้องลุกขึ้นมาทำธรรมนูญในการจัดการสุขภาวะของคนทั้งตำบล จะต้องสร้างรูปธรรม/พื้นที่ต้นแบบ 1) การจัดการทรัพยากรชุมชนโดยท้องถิ่น มีข้อบัญญัติร่วม 2) มีการจัดการธรรมนูญท้องถิ่น 3) มีการจัดการความมั่นคงทางด้านอาหาร และ 4) มีการเชื่อมร้อยกันเป็นเครือข่าย สำหรับยุทธวิธี/แนวทาง
และได้วางกระบวนการไว้ ประกอบด้วย 1) การสำรวจหรือจัดทำข้อมูล เป็นข้อมูลระดับพื้นที่ ใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง มีองค์กรชุมชนมาร่วมทำและจัดทำเป็นข้อมูล นำมาสู่แผนผังการจัดการทรัพยากรที่สอดคล้องกับพื้นถิ่น มีการจัดการพื้นที่ที่สอดคล้องกับภูมินิเวศน์ รวมถึงการออกแบบธรรมนูญต่างๆ และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆ ในระดับนโนบาย 2) สร้างกระบวนการเรียนรู้ระดับพื้นที่ ที่จะต้องมีการเชื่อมโยงระหว่างข้อมูลพื้นที่และนโยบาย เพ่อนำมาสู่การแก้ไขปัญหาเป็นไปตามที่ต้องการ 3) เชื่อมโยง/เชื่อมร้อยเครือข่ายภาคประชาสังคม ที่สนับสนุนการขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ 4) มีการพัฒนาเครือข่าย/พัฒนาศักยภาพ กลไก อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ รวมถึงการพัฒนารูปธรรม เพื่อเชื่อมโยงช่องทางต่างๆ เพื่อยกระดับงานของตนเอง และในตอนท้ายมีการกำหนดพื้นที่ในการทำกระบวนการอบรมเชิงปฏิบัติการยุทธศาสตร์ทางสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ (SEA) และให้เกิดภาพอนาคตของคนตะวันออกร่วมกันที่ชัดเจนยิ่งขึ้นต่อไป

สุธิดา บัวสุขเกษม : รายงาน





