playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก
rice_1.JPG


            ในยุคที่ข้าวเปลือกหอมมะลิ 1  ตันมีราคารับซื้อ  5,000-6,000 บาท  หรือเฉลี่ยกิโลกรัมละ 5-6  บาท  ไม่ต่างจากราคาบะหมี่สำเร็จรูป 1 ซอง   จากเดิมที่เคยมีราคารับซื้อไม่ต่ำกว่าตันละ  8,000-9,000 บาท  และบางปีสูงกว่า 10,000 บาท   โดยเฉพาะในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ที่เริ่มเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวข้าว  และมีแนวโน้มที่จะมีผลผลิตออกมามาก   ราคาข้าวอาจจะตกต่ำลงอีก  ทำให้ชาวนาได้รับความเดือดร้อนไปทุกหย่อมย่าน

                อย่างไรก็ตาม  ยังมีเกษตรกรชาวนาในหลายพื้นที่ที่ไม่ได้เดือดร้อนจากปัญหาราคาข้าวตกต่ำ   เพราะชาวนาเหล่านี้ได้ “ปลดแอก” จากการขายข้าวเปลือกให้โรงสี  และได้รวมกลุ่มช่วยเหลือกันมาก่อนหน้านี้   โดยยึดหลัก “พึ่งตัวเอง”  ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง  เช่น  เพาะเมล็ดพันธุ์ข้าวเอง  ทำปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง  สีข้าวและนำมาแปรรูปขายเอง  ได้ราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ  50  บาท  และข้าวบางสายพันธุ์  เช่น  “ข้าว 101 สายพันธุ์”  ขายได้ราคาถึงกิโลกรัมละ  150 บาท



ชาวนาเงินล้านแห่งทุ่งกุลาร้องไห้

                ทุ่งกุลาร้องไห้มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ  2.1  ล้านไร่   ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของ   5 จังหวัด  คือ  มหาสารคาม  ร้อยเอ็ด  ยโสธร  สุรินทร์  และศรีสะเกษ  ในอดีตเคยเป็นพื้นที่ที่แห้งแล้ง  ผืนดินเป็นดินปนทราย  มีความเค็ม  เพาะปลูกไม่ค่อยได้ผล  เนื่องจากมีชั้นหินเกลืออยู่ใต้ผืนดิน  พื้นที่บางแห่งเป็นแหล่งผลิตเกลือสินเธาว์มาแต่โบราณ  เพราะในสมัยดึกดำบรรพ์พื้นที่แถบนี้น้ำทะเลเคยท่วมถึงมาก่อน  

                ในปี 2502  กรมการข้าวได้นำพันธุ์ข้าวเจ้าหอมมะลิ 105  จาก อ.บางคล้า  จ.ฉะเชิงเทรา  มาส่งเสริมให้ชาวนาในทุ่งกุลาฯ เพาะปลูก  เพราะข้าวพันธุ์นี้เหมาะสมกับสภาพดิน  แร่ธาตุ  น้ำ  และแสงแดด  ในบริเวณทุ่งกุลาฯ  แม้จะนำไปปลูกที่อื่นแต่ก็จะไม่ได้ข้าวที่นุ่มและหอมเหมือนกับปลูกที่นี่   และอีกหลายสิบปีต่อมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้   ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาฯ จึงกลายเป็นที่รู้จักกันไปทั่ว   และชาวนาในเขต 5 จังหวัดทุ่งกุลาฯ ต่างก็ปลูกข้าวหอมมะลิ 105  เป็นหลัก  เพราะตลาดทั้งในและต่างประเทศมีความต้องการสูง

 

rice_2.jpg


                “ช่วย  สาสุข” ชาวนาเงินล้าน   วัย 70 ปีเศษ  บ้านโพนละมั่ง  ต.หินกอง   อ.สุวรรณภูมิ   จ.ร้อยเอ็ด  เล่าว่า  ในวัยหนุ่มได้เข้าไปแสวงโชคในเมืองหลวง  รับจ้างทำงานต่างๆ  เป็นเวลานานหลายสิบปี  จนถึงปี 2540  เกิดวิกฤต “ต้มยำกุ้ง” เขาจึงกลับมาบ้านเกิด  และนำเงินที่เก็บออมจากการขายแรงงานในกรุงเทพฯ มาทำไร่นาสวนผสมในที่ดินของครอบครัวประมาณ 30 ไร่เศษ  ซึ่งในตอนนั้นการทำเกษตรแบบ “ไร่นาสวนผสม” กำลังเป็นเรื่องฮิต 

                “ตอนนั้นผมทำนา  ปลูกมะม่วง  เลี้ยงปลา  เลี้ยงไก่  หวังจะร่ำรวย  ทำมาหลายปี  แต่ยิ่งทำก็ยิ่งมีหนี้สิน  ต้องกู้ยืมเงินจาก ธกส.มาหลายแสนบาท   โดยเฉพาะการทำนาต้องซื้อปุ๋ยเคมี   ใช้สารเคมีบำรุงที่นาและต้นข้าว  จ้างรถไถนา  จ้างรถเกี่ยวข้าว แล้วเอาข้าวเปลือกไปขายโรงสี  แต่พอหักค่าใช้จ่ายแล้วไม่คุ้มต้นทุน  พอถึงปี 2542  มีเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกเข้ามาแนะนำให้ความรู้แก่ชาวนาเรื่องการทำนาแบบอินทรีย์  ผมจึงไปเข้าร่วมอบรมจนเข้าใจและได้ความรู้  และบังเอิญผมได้ดูโทรทัศน์เห็นในหลวงท่านพูดเรื่องการพึ่งพาตัวเองว่า  ‘หากจะทำอะไรก็ให้ทำอย่างจริงจัง  ทำให้พอกินพอใช้  ทำให้กินอิ่มก่อน   เมื่ออิ่มแล้วก็จะเกิดปัญญา  เมื่อเหลือแล้วจึงขาย’  ผมจึงนำหลักการนี้มาใช้  และเริ่มเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์เพื่อเป็นการพึ่งตัวเอง”  ลุงช่วยเล่าย้อนจุดเปลี่ยนของชีวิต

                หลังจากปี 2542  เป็นต้นมา  ลุงช่วยจึงหันมาทำเกษตรอินทรีย์แบบพึ่งตัวเองอย่างเต็มตัว  เริ่มตั้งแต่การพลิกฟื้นผืนนาที่เคยบำรุงด้วยปุ๋ยและสารเคมีมาเป็นนาข้าวหอมมะลิอินทรีย์   โดยในช่วงแรกๆ ต้องซื้อปุ๋ยอินทรีย์นำมาใส่ลงในแปลงนา  ต่อมาในปีหลังๆ จึงซื้อน้อยลง  เพราะลุงช่วยใช้ขี้วัว  ขี้ควาย  ขี้เป็ด  ขี้ไก่  ฯลฯ   นำมาหมักด้วยน้ำหมักชีวภาพที่ทำขึ้นเอง   ทำเป็นปุ๋ยคอกหมัก  ใช้ต้นสาบเสือที่ขึ้นอยู่ตามทุ่งตามนา   ตะไคร้หอม  ข่าแก่  ฯลฯ  หมักด้วยน้ำชีวภาพเพื่อใช้ไล่แมลงที่จะมากัดกินต้นข้าว   ใช้แรงงานภายในครอบครัวเป็นหลัก  ทำให้ลดต้นทุนต่างๆ ได้มาก  

                ส่วนผลผลิตที่ได้ก็จะเก็บเอาไว้กินภายในครอบครัวที่เหลือจึงขายตามแนวทางที่ในหลวงเคยตรัสเอาไว้  โดยลุงช่วยซื้อเครื่องสีข้าวด้วยมือราคาเครื่องละ  2,000  บาท   นำข้าวเปลือกหอมมะลิมาสีเป็นข้าวกล้อง  สามารถสีข้าวได้วันละ  300  กิโลกรัม  นำมาบรรจุถุงขาย  ถุงละ 1  กิโลกรัม  (ปัจจุบันขายถุงละ 50 บาท) ไม่ต้องขนขายเปลือกไปขายให้โรงสีกดราคาเหมือนเมื่อก่อน

  รวบรวมพันธุ์ข้าว 120  สายพันธุ์
               นอกจากนี้ลุงช่วยยังเริ่มเพาะปลูกข้าวเพื่อคัดเก็บพันธุ์ข้าวเอาไว้ทำนาในปีต่อๆ ไป  เป็นการลดต้นทุนในการทำนา  เพราะหากซื้อพันธุ์ข้าวมาปลูกจะต้องใช้พันธุ์ข้าวประมาณ  25  กิโลกรัมต่อ 1  ไร่  ราคากิโลกรัมละ 20 บาท  คิดเป็นเงินไร่ละ 500  บาท  หรือลดต้นทุนได้ประมาณ  15,000 บาทต่อที่นาประมาณ 30 ไร่เศษ    รวมทั้งยังเก็บรวบรวมพันธุ์ข้าวดั้งเดิมของภาคอีสานเอาไว้  เช่น ข้าวหอมมะลิดั้งเดิม  ข้าวเล้าแตก   ข้าวเจ้าโสมาลี  ข้าวเจ้ามะลิแดง  ข้าวเจ้ามะลิดำ  ข้าวเหนียวพม่าหอมนานวล  ฯลฯ  ซึ่งพันธุ์ข้าวต่างๆ  เหล่านี้ลุงช่วยนำมาเพาะปลูกเพื่อขยายพันธุ์และขายให้ชาวนาที่ต้องการพันธุ์ข้าวในราคากิโลกรัมละ  60 บาท

                ไม่เพียงแต่จะทำนาเฉพาะในครอบครัวเท่านั้น   ลุงช่วยยังได้ร่วมกับเพื่อนบ้านจัดตั้ง “กลุ่มทำนาอินทรีย์ลุ่มน้ำเสียวน้อย” ขึ้นมา  รวมกลุ่มกันผลิตและให้ความรู้เรื่องการทำนาอินทรีย์  การทำปุ๋ยอินทรีย์  น้ำหมักชีวภาพ  การเก็บและคัดเลือกพันธุ์ข้าว  ฯลฯ  ให้แก่เกษตรกร  ชาวนา  นักเรียนในตำบล  ตลอดจนผู้ที่สนใจทั่วไป   รวมทั้งยังทำเอาไว้ใช้เองและจำหน่าย   (ปัจจุบันมีสมาชิก  65  ครอบครัว)

                หลังจากทำนาอินทรีย์และเก็บสะสมพันธุ์ข้าวดั้งเดิมติดต่อกันมานานกว่า 10 ปี  ลุงช่วยสามารถรวบรวมพันธุ์ข้าวได้ถึง 120  สายพันธุ์  มีทั้งข้าวเจ้าและข้าวเหนียว  รวมทั้งยังผสมพันธุ์ข้าวใหม่ได้ 2 สายพันธุ์  คือ  ข้าวเหนียวพันธุ์  “หินกอง” ซึ่งเป็นชื่อตำบล  เกิดจากข้าวเหนียวพันธุ์นางนวลผสมกับข้าวเหนียวพันธุ์สันป่าตอง  ใช้เวลา 9 ปีจนได้ข้าวเหนียวพันธุ์ใหม่  มีความนุ่มและหอม  ให้ผลผลิตสูง   และ ข้าวเจ้าหอมมะลิพันธุ์ใหม่ (ยังไม่ได้ตั้งชื่อ  รอถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ)  ต้นข้าวใหญ่  รวงใหญ่ยาว  เมล็ดใหญ่  มีความนุ่มและหอม

 

rice_3.jpg

                จากผลงานการอนุรักษ์และรวบรวมพันธุ์ข้าว  รวมทั้งเป็นชาวนาต้นแบบที่ปลูกข้าวแบบอินทรีย์  ในปี 2556  ลุงช่วยได้รับคัดเลือกให้เป็น “เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ  สาขาอาชีพทำนา” ในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ  ประจำปี 2556   นอกจากนี้ลุงช่วยยังได้รับรางวัลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำเกษตรอินทรีย์อีกมากมาย   ถือเป็นต้นแบบของเกษตรกรที่ทำนาแบบอินทรีย์ในจังหวัดร้อยเอ็ด   โดยไม่ต้องพึ่งพาโรงสีหรือมาตรการช่วยเหลือจากรัฐ  เพราะลุงช่วยเอาข้าวเจ้าและข้าวเหนียวที่ปลูกได้มาสีเอง  ใช้เครื่องสีข้าวด้วยมือ  และเครื่องจักรสีข้าวขนาดเล็ก  (ซื้อมาด้วยเงินรางวัลจากโครงการสำนึกรักษ์บ้านเกิดและผู้ว่าฯ ร้อยเอ็ดสมทบ  ราคา 55,000 บาท)  สีข้าวได้วันละ 500 กิโลกรัม  นำมาบรรจุถุงแบบสุญญากาศ   ถุงละ 1 กิโลกรัม  มีทั้งข้าวกล้องหอมมะลิ  และข้าว  3 สี  6 สายพันธุ์  ใช้รูปและชื่อตัวเอง  “บุญช่วย  ข้าวอินทรีย์” เป็นเครื่องหมายการค้า  นำไปขายตามงานออกบูธหรือนิทรรศการต่างๆ  เช่น  โอทอป  รวมทั้งหน่วยราชการในจังหวัดร้อยเอ็ดและส่วนราชการต่างๆ สั่งซื้อเป็นประจำ

                ปัจจุบันลุงช่วยมีที่ดินทำการเกษตรทั้งหมด  53  ไร่  แบ่งพื้นที่ออกเป็น  2  ส่วน  ส่วนแรก  13 ไร่  ขุดเป็นบ่อเลี้ยงปลา  เลี้ยงหมู  ไก่  เป็ด   วัว  ควาย  ปลูกผักสวนครัว   ผลไม้  ฯลฯ  ส่วนที่สอง  40 ไร่  ทำนา  ปลูกทั้งข้าวเจ้าและข้าวเหนียว  ทำนาหลายแบบ  ทั้งนาดำ  นาหยอด  และนาหว่าน   ส่วนใหญ่จะใช้แรงคน (ครอบครัวมี 7 คน  ช่วยกันทำนา) และวัวควาย   บางแปลงใช้เครื่องจักรเข้าช่วย  ในจำนวนนี้มี 1 แปลงเนื้อที่ประมาณ  8 ไร่  ปลูกข้าวเจ้าและข้าวเหนียวจำนวน  101  สายพันธุ์ลงในแปลงเดียวกัน  เมื่อได้ผลผลผลิตก็จะนำมาสีรวมกัน   กลายเป็น “ข้าว 101  สายพันธุ์”  เมื่อหุงสุกจะมีรสชาติหวานมันหอมและนุ่มอร่อยเหมือนกับข้าวหลามหนองมน  โดยไม่ต้องนำไปเผาหรือใส่กะทิ   ราคาขายกิโลกรัมละ 150 บาท  

                ในปี 2559  นี้   ที่นาของลุงช่วยทั้ง 40 ไร่  จะผลิตข้าวเปลือกทั้งข้าวเจ้าและข้าวเหนียวได้ทั้งหมดประมาณ  38 ตัน  หรือประมาณไร่ละ 850  กิโลกรัม  เมื่อนำมาสีแล้วบรรจุขายตามประเภทของข้าว  เช่น  ข้าวขาวหอมมะลิ  กก.ละ 50 บาท, ข้าวกล้อง 3 สี  6 สายพันธุ์  กก.ละ 100  บาท,  ข้าว 101  สายพันธุ์  กก.ละ 150 บาท  ฯลฯ  จะได้เงินไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท   ขณะที่ต้นทุนการทำนาประมาณไร่ละ 1,800 บาท  (คิดต้นทุนรวม  ค่าพันธุ์ข้าว,ค่าปุ๋ยอินทรีย์,สารชีวภาพ,ค่าแรงงานในครอบครัวและจ้างแรงงานภายนอกวันละ 300  บาท, ค่าเครื่องจักร ฯลฯ )  รวมเป็นต้นทุนทั้งหมด  72,000 บาท 

                “ผมติดหนี้เงินกู้จาก ธกส.ทั้งหมดประมาณ  900,000  บาท   จากการทำนาแบบเคมีและสวนผสม   แต่พอมาทำนาอินทรีย์ก็ได้ทยอยจ่ายหนี้ไปแล้ว   ยังเหลืออีกประมาณ  200,000 บาท   คิดว่าปีนี้จะใช้หนี้ ธกส.ได้ทั้งหมด    ส่วนปัญหาราคาข้าวตกต่ำนั้น  หากเราพึ่งตัวเอง  ไม่พึ่งพาปุ๋ยและยาเคมีจากภายนอก   ไม่ต้องซื้อพันธุ์ข้าว  เราก็จะมีต้นทุนต่ำ  และถ้าขายข้าวได้เอง  เราก็จะกำหนดราคาข้าวได้  ไม่ต้องง้อโรงสี  หรือมาโทษราคาข้าวว่าเป็นต้นเหตุ”  ลุงช่วยบอก 

                นอกจากนี้ในปีการผลิต 2560  ลุงช่วยบอกว่า  จะเริ่มทำนาอินทรีย์แบบ “ประณีต”  ในพื้นที่  10 ไร่  ใช้พันธุ์หอมมะลิดั้งเดิมที่ให้ข้าวรวงใหญ่กว่าพันธุ์อื่น  ส่วนสมาชิกคนอื่นๆ ก็จะเริ่มทำนาประณีต  8  รายๆ ละ 5 ไร่   เพื่อเพิ่มคุณภาพ  เพิ่มปริมาณ  และลดต้นทุนในการเพาะปลูก  เพราะใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวเพียง 1  กก.ต่อไร่  จากเดิมที่เคยใช้ 10 กก.  โดยใช้วิธีปลูกข้าวแบบนาหยอด  พื้นที่ 1 ไร่จะใช้ด้ามเสียมกระทุ้งให้เป็นหลุมได้ทั้งหมดประมาณ  6,400 หลุม  (ห่างกันหลุมละ 50 เซนติเมตร) แล้วหยอดข้าวลงไปหลุมละ 1-2 เมล็ด  ข้าวที่ปลูกแต่ละหลุมจะได้ข้าวประมาณ  100  รวง  หรือประมาณครึ่งกิโลกรัม  ดังนั้นการปลูกแบบประณีตจะทำให้ได้ข้าวเปลือกไม่ต่ำกว่า  3,000  กก.ต่อไร่   มากกว่าการปลูกแบบเดิมที่เคยได้ 850  กก.ต่อไร่
rice_4_resize.JPG

ชาวนาหนองแคนต่อยอดพัฒนาสินค้าจากข้าวหอมมะลิทุ่งกุลา

          ในสถานการณ์ที่ข้าวเปลือกหอมมะลิราคาตกต่ำ  และราคาอาจจะเป็นเช่นนี้ติดต่อกันหลายปี  เนื่องมาจากปริมาณข้าวในประเทศยังมีล้นเกินความต้องการตลาด  ข้อมูลจากสำนักงานสถิติการเกษตรคาดการณ์ว่าในฤดูการผลิต 2558-2559นี้  ประเทศไทยจะมีปริมาณข้าวเปลือกรวมทั้งหมดประมาณ  27 ล้านตันเศษ (ประมาณ 19 ล้านตันข้าวสาร  และยังมีข้าวสารในสต็อกของรัฐอีกประมาณ 9 ล้านตัน  ไม่รวมข้าวในสต็อกของเอกชน  ขณะที่ในแต่ละปีประเทศไทยจะส่งออกข้าวรวมกันปีหนึ่งไม่เกิน 10 ล้านตัน  บริโภคในครัวเรือนและผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆ  ประมาณ 10 ล้านตัน )   ขณะที่ผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ของโลก  เช่น  อินเดีย  เวียดนาม  ปากีสถาน  ฯลฯ  ต่างก็เพาะปลูกได้ผลผลิตมากเช่นกัน   ทำให้เกิดการแข่งขันทางด้านราคา  ราคารข้าวในตลาดโลกจึงมีแนวโน้มต่ำลง 

อย่างไรก็ตาม  นอกจากการทำนาแบบพึ่งตัวเองเป็นหลักดังเช่นลุงช่วย สาสุข  ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบจากราคาข้าวที่ตกต่ำแล้ว  การพัฒนาคุณภาพข้าว  รวมทั้งการนำข้าวมาแปรรูปเพื่อเพิ่มช่องทางการตลาด  เพิ่มมูลค่าข้าว  ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่เกษตรกรในหลายพื้นที่ได้ริเริ่มขึ้นมา  เป็นการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส   ดังเช่นที่ตำบลหนองแคน   อ.ปทุมรัตน์  จ.ร้อยเอ็ด  ซึ่งเป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาเช่นกัน

rice_5_resize.JPG

สว่าง  สุขแสง  ผู้ประสานงานเครือข่ายเกษตรยั่งยืนตำบลหนองแคน  บอกว่า  ชาวนาในตำบลหนองแคนเริ่มรวมกลุ่มกันทำเกษตรอินทรีย์  ปลูกข้าวอินทรีย์หอมมะลิตั้งแต่ปี 2553  มีสมาชิก  160  คน   มีโรงสีชุมชนผลิตข้าวกล้องและข้าวขาว รวมทั้งข้าวไรซ์เบอร์รี่เอาไว้กินเอง  และขายราคากิโลกรัมละ 60-80  บาท  สามารถสีข้าวได้วันละ 1 ตัน  โดยขายผ่านทาง Facebook  การออกร้านจำหน่าย  และวางขายในโรงแรมชั้นนำในจังหวัดร้อยเอ็ด

นอกจากนี้ชาวบ้านยังใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นนำข้าวหอมมะลิมาแปรรูปผสมกับสมุนไพรในท้องถิ่น  เช่น  พญายา (กระแจะจันทน์หรือทานาคาของพม่า) ไพล  กวาวเครือ ฯลฯ  มาผลิตเป็นผงพอกหน้าขาว  ใช้ชื่อสินค้าว่า “ผงพอกหน้าข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้”  มีสรรพคุณบำรุงผิวหน้า  ลดการอักเสบของสิว  จำน่ายในราคาซองละ 50 บาท (ขนาด 15  กรัม) เป็นการเพิ่มมูลค่าจากข้าวกิโลกรัมละ 100 บาท  เมื่อแปรรูปแล้วสามารถขายได้ในราคากิโลกรัมละ 4,000 บาท  ปัจจุบันผงพอกหน้าขาวกำลังพัฒนาและปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานเพื่อส่งออกไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ  โดยเฉพาะในยุโรป  นอกจากนี้ยังผลิตสบู่ข้าวกล้อง  และโคลนพอกหน้าจากข้าวกล้องหอมมะลิออกจำหน่ายด้วย
rice_6.JPG

rice_7_resize.JPG

rice_8_resize.JPG


การผลิต ข้าวหอมมะลิห่อกล้วย (Banana  Wrap  Rice  Floour) มีต้นแบบมาจากกล้วยทอดโมเลน  หรือกล้วยทอดอินโดนีเซีย  โดยศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอปทุมรัตน์ได้คิดค้นสูตรขึ้นมา  ใช้ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลานำมาทำเป็นแป้งข้าวเจ้าใช้แทนแป้งสาลี   นำมาผสมกับส่วนผสมต่างๆ  แล้วรีดออกมาเป็นแผ่นแป้ง  นำแผ่นแป้งมาพันกับกล้วยน้ำว้าอบน้ำผึ้ง  แล้วนำไปทอดในน้ำมันจนสุกเหลือง  จะได้กล้วยทอดหรือข้าวหอมมะลิห่อกล้วยที่มีรสชาติ  กลมกล่อม  หวาน  มัน  กรอบ  อร่อย  นำมาใส่กล่องจำหน่าย  ราคากล่องละ 20 บาท   โดยศูนย์ กศน.ได้ฝึกอบรมให้ชาวบ้านไปแล้วหลายรุ่น 

นอกจากนี้ยังสอนการทำข้าวกล้องงอก  ซึ่งข้าวกล้องงอกจะมีสาร Gaba เป็นกรดอะมิโนที่มีประโยชน์หลายอย่าง  เช่น ลดความดัน  ลดน้ำหนัก  บำรุงสมอง  ฯลฯ  เหมาะแก่ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน  หรือนำข้าวกล้องงอกมาแปรรูปเป็นน้ำข้าวกล้องงอกพร้อมชง   น้ำข้าวกล้องบรรจุขวดพร้อมดื่ม   การทำสบู่จากข้าวกล้องงอก  การทำขนมจีนจากแป้งข้าวหอมมะลิ  ฯลฯ   เป็นช่องทางในการพัฒนาสินค้าและสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลผลิตข้าวหอมมะลิที่มีอยู่ในตำบล
 

เตรียมตั้งบริษัทแปรรูปข้าวรองรับ พ.ร.บ.วิสาหกิจเพื่อสังคม

อย่างไรก็ตาม  นอกจากการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในระดับตำบลและจังหวัดร้อยเอ็ดแล้ว  ขณะนี้กลุ่มเกษตรกรใน 4 จังหวัด  คือ  ชัยภูมิ  ร้อยเอ็ด  มหาสารคาม  และยโสธร  รวม  20  ตำบล  ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก พอช.ตำบลละ 70,000 บาท  ได้รวมกลุ่มกันในลักษณะของ Cluster เป็นเครือข่ายข้าวอินทรีย์  เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเอง  เนื่องจากที่ผ่านมาชาวนาต้องซื้อพันธุ์ข้าวมาจากพ่อค้า  และส่วนใหญ่เมล็ดพันธุ์มักไม่มีคุณภาพ  เช่น  เมล็ดลีบ  หรือมีพันธุ์ข้าวอื่นปลอมปน  ทำให้ได้ผลผลิตไม่เต็มที่  ไม่มีคุณภาพ  เมื่อนำข้าวเปลือกไปขายก็จะโดนพ่อค้ากดราคา  ดังนั้นชาวนาใน 4 จังหวัดจึงรวมกลุ่มกันผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ได้มาตรฐาน  โดยจะคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพดี  มีความแข็งแรง  ทนทานต่อโรค  นำมาปลูกในแปลงนารวม  หลังจากนั้นจะคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่มีความสมบูรณ์เพื่อนำมาแจกจ่ายให้เกษตรที่เป็นสมาชิกนำไปขยายกระจายพันธุ์ต่อไป

“เราตั้งเป้าหมายว่าจะต้องมีศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวตำบลละ 1 แห่ง  เพื่อให้ชาวนาได้พันธุ์ข้าวที่ดี  เฉพาะในจังหวัดร้อยเอ็ดผลิตข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาได้ปีหนึ่งประมาณ 10,000 ตัน  หากผลผลิตมีคุณภาพและผ่านการรับรองมาตรฐาน GI (สิ่งบ่งชี้ถิ่นกำเนิดทางภูมิศาสตร์และได้ขึ้นทะเบียนกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว) จะทำให้ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาฯ ร้อยเอ็ดมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น  โดยเฉพาะกลุ่มประเทศยุโรปต้องการสินค้า GI สูงมาก”  สว่างกล่าว 

 

rice_9_resize.JPG




นอกจากการยกระดับการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวดังกล่าวแล้ว  สว่างกล่าวว่า  การรวมกลุ่มเป็น Cluster อินทรีย์ข้าวจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาและพัฒนาสมาชิกในด้านอื่นๆ ด้วย  ไม่ใช่แยกกันผลิต  แยกกันขายเหมือนที่ผ่านมา  เช่น  การลดต้นทุนการผลิต  การเชื่อมกับกลุ่มผลิตปุ๋ยอินทรีย์  กลุ่มแปรรูปข้าว  กลุ่มตลาดสีเขียว  ฯลฯ  ตลอดจนนำไปสู่การสร้างแบนด์  สร้างบรรจุภัณฑ์ให้สวยงาม  ทำให้สินค้ามีตลาดรองรับ  สร้างรายได้และลดปัญหาหนี้สินของเกษตรกร 

สว่างยังกล่าวถึงแผนงานสำคัญในขณะนี้ว่า  กลุ่มเกษตรกรในจังหวัดร้อยเอ็ดจะร่วมกันจัดตั้ง “บริษัทเกษตรอินทรีย์วิถีกุลา  วิสาหกิจเพื่อสังคม  จำกัด” ขึ้นมา  เพื่อเป็นกลไกกลางในการเชื่อมโยงให้กลุ่มเกษตรกร  กลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่ทำเรื่องเกษตรอินทรีย์  ข้าวอินทรีย์  และการท่องเที่ยวชุมชนมาทำงานร่วมกัน  เป็นการเตรียมการเพื่อสอดรับกับ พ.ร.บ.วิสาหกิจเพื่อสังคมที่ประกาศใช้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา  โดยจะร่วมกันผลิตสินค้า  พัฒนาคุณภาพสินค้า  และแปรรูปสินค้าต่างๆ เช่น  ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลา  โดยจะเปิดให้กลุ่ม  องค์กร  ตลอดจนชาวบ้านทั่วไปมาลงหุ้นๆ ละ 1,000 บาท  ใช้เงินทุนจดทะเบียนจำนวน 250,000 บาท  (จำนวนทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท)  คาดว่าจะจัดตั้งบริษัทได้ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้

“ตอนนี้มี  5 กลุ่มวิสาหกิจที่จะมาร่วมลงหุ้นแล้ว  ในช่วงแรกเราจะทำเรื่องข้าวหอมมะลิอินทรีย์ก่อน   เช่น การพัฒนาคุณภาพของข้าวอินทรีย์เพื่อนำไปสู่การจดทะเบียนรับรองคุณภาพและมาตรฐาน  รวมทั้งจดทะเบียนเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์หรือ GI ซึ่งจะทำให้สามารถเพิ่มมูลค่าข้าวได้อย่างมากมาย  และเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศทั้งยุโรปและอเมริกา  ส่วนผลกำไรก็จะนำมาปันผลให้ผู้ถือหุ้น  30 เปอร์เซ็นต์  อีก 70 เปอร์เซ็นต์จะนำกลับไปพัฒนาชุมชน”  นายสว่างกล่าว

                 ทั้งนี้ พ.ร.บ.วิสาหกิจเพื่อสังคม  หมายถึง  บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งประกอบกิจการเกี่ยวกับการผลิตสินค้า  การให้บริการ หรือการอื่น ๆ โดยมุ่งส่งเสริมการจ้างงานในท้องถิ่นที่มีวิสาหกิจเพื่อสังคมตั้งอยู่  หรือมีเป้าหมายในการแก้ปัญหาและพัฒนาชุมชน  สังคม  หรือสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก   มิใช่การสร้างกำไรสูงสุดต่อผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วน   โดยจะต้องนำผลกำไรไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ไปลงทุนในกิจการ  หรือใช้เพื่อผลประโยชน์ของเกษตรกร  ผู้ยากจน  คนพิการ  ผู้ด้อยโอกาส  หรือใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมอื่น ๆ               

                “นอกจากนี้ในช่วงวันที่ 26-28  พฤศจิกายนนี้  จังหวัดร้อยเอ็ดจะจัดงานวันข้าวหอมมะลิโลก  โดยในงานจะมีนิทรรศการต่างๆ  และที่สำคัญเราจะจัดให้มีการเจรจาซื้อขายข้าวด้วย  เป็นการพบกันระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภคโดยตรง  ดังนั้นผมจึงขอเชิญชวนพี่น้องชุมชนต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดที่สนใจจะรับซื้อข้าวจากชาวนาไปจำหน่ายในชุมชนมาพูดคุยตกลงกันในงานนี้  ถือว่าเป็นการช่วยเหลือชาวนาให้ขายข้าวได้ราคา  และพี่น้องก็จะได้ข้าวสารที่มีคุณภาพด้วย”  สว่างกล่าวทิ้งท้าย



                ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างของชาวนาและกลุ่มเกษตรกรที่ไม่ได้ปลูกข้าวเพียงเพื่อขายข้าวเปลือกให้แก่โรงสีเพียงอย่างเดียว  แต่พวกเขาได้ร่วมกันคิดค้นวิธีในการแก้ไขปัญหาต่างๆ  นับตั้งแต่เรื่องเมล็ดพันธุ์  วิธีการเพาะปลูกเพื่อเพิ่มผลผลิต  เพิ่มคุณภาพ  การแปรรูป  รวมทั้งหาช่องทางการจำหน่ายใหม่ๆ  แม้ว่าจะอยู่ในระหว่างการเริ่มต้น  แต่ก็เป็นก้าวย่างที่มีอนาคตสดใส  เป็นทางเลือกใหม่ของชาวนาทุ่งกุลาที่ไม่ต้องร้องไห้อีกต่อไป !!

 

บทความโดย สุวัฒน์ กิขุนทด

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter