สุพรรณบุรี ดินแดนแห่งเมืองยุทธหัตถี คำนี้ปลุกกระตุ้นให้เครือข่ายองค์กรชุมชนจังหวัดสุพรรณบุรีที่กำลังมีข้อติดขัดในการขับเคลื่อนงานพัฒนาของจังหวัดให้มีจิตใจที่มุ่งมั่นหาหนทางที่จะนำพาจังหวัดไปสู่การจัดการตนเองตามเป้าหมายที่วางไว้ คือ ชุมชนอยู่ดีมีสุขอย่างยั่งยืนบนวิถีความพอเพียง จังหวัดวางแนวทางสำคัญไปสู่เป้าหมาย คือ การพัฒนากลไกผู้นำร่วม, ขับเคลื่อนการทำงาน 3 ป.(เปิดใจรับ ปรับมุมมอง เปลี่ยนความคิด),การพัฒนาระบบข้อมูลจังหวัด/ตำบล, สร้างระบบบริหารจัดการที่ดี และการขยายพื้นที่สภาองค์กรชุมชน สวัสดิการชุมชน เศรษฐกิจและทุนชุมชน แก้แก้ไขปัญหาที่ดินและที่อยู่อาศัย
ที่ผ่านมา จังหวัดสุพรรณบุรี มีกลไกสำคัญที่รวมตัวกันขับเคลื่อนงานพัฒนา คือ คณะประสานงานขบวนองค์กรชุมชน ( คปอ.) จังหวัดสุพรรณบุรี มีทีมย่อยที่เขาเรียกตัวเองว่า ทีม hard core ซึ่งถือเป็นทีมยุทธศาสตร์ ที่มีบทบาทสำคัญในการ วางแนวทาง ออกแบบวิธีการ กระบวนการทำงานให้บรรลุเป้าหมาย มีทีมทำงานย่อยแบ่งตามพื้นที่การทำงาน 6 โซน แต่ละโซนประกอบด้วยโซนละ 1-3 อำเภอตามเนื้องานในพื้นที่และมีทีมทำงานระดับโซน 5-8 คน แนวทางสำคัญในการจะนำพาจังหวัดไปสู่การจัดการตนเองแนวทางหนึ่งคือ การขยายพื้นที่สภาฯ ถือเป็นเรื่องท้าทายของคนสุพรรณฯ อย่างมาก เนื่องจาก สุพรรณบุรีเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ ถึง 10 อำเภอ 110 ตำบล ได้ดำเนินการไปแล้ว 69 ต คงเหลือพื้นที่ถึง 41 ต. ซึ่งเป็นเรื่องยากมากที่จะจัดตั้งให้ครบภายในระยะเวลาจำกัด 4 เดือน( มิถุนายน – กันยายน 2559 ) เมื่อเทียบกับสถิติการขยายพื้นที่ ทีมงานสามารถขยายได้เพียงปีละ 10 พื้นที่โดยเฉลี่ย อีกทั้งพื้นที่ที่เหลือเป็นพื้นที่ที่เครือข่ายพี่น้องไม่ได้มีความสัมพันธ์ เป็นพื้นที่อยู่ไกลเดินทางลำบาก แกนนำในพื้นที่ไม่เข้าใจแนวทาง บทบาทสภาฯ บางคนเห็นว่าเป็นภาระ และแกนนำบางคนมองว่าเป็นองค์กรเถื่อน ผู้นำบางส่วนมีอาการต่อต้าน รวมถึงหน่วยงานต่าง ๆ ที่ไม่เข้าใจการใช้เครื่องมือสภาฯ ในการพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน อย่างไรก็ดี ทีมงานก็ยัง “ปักธง” ชัดเจนในแนวทางสำคัญนี้จึงมีแนวคิด “ปูพรม” สุพรรณฯ ในการขยายพื้นที่จัดตั้งสภาองค์กรชุมชน
นายเนตร ปิ่นแก้ว ประธานคณะประสานงานขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดสุพรรณบุรี หรือที่รู้จักและเรียกกันของคนสุพรรณฯว่า “อ.เนตร” ซึ่งเป็นแกนนำหลักสำคัญ ท่านได้เล่าถึงกระบวนการนำไปสู่การปูพรมจังหวัดสุพรรณฯ ดังนี้ “ สุพรรณฯ ปักธงชัด ถ้ามีฐานกำลังเต็มพื้นที่ จะทำให้เรามีข้อมูลที่คลอบคลุม โยงเครือข่ายพี่น้องได้อย่างทั่วถึงในการหนุนเสริมงานพัฒนา จึงได้ร่วมกันออกแบบวิธีการซึ่งตอนนั้นนึกไรไม่ออก คิดแต่เพียงว่าต้องปูพรมให้เต็มจังหวัด จึงจะมีพลังในการพลักดันจังหวัดไปสู่การจัดการตนเองได้จริง ในทีม hard core หันมานั่งคุยกันอย่างจริงจัง เพื่อคิดค้นวิธีการ โดยเริ่มจาก วิเคราะห์ตัวตนของเราเอง โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ วิเคราะห์ทีมทำงาน เราพบปัจจัยปัญหาหลัก คือเรามีทีมทำงานน้อย ไม่เพียงพอต่อปฏิบัติการปูพรม ทำให้ต้องเร่งดำเนินการเพิ่มทีมงานโดยใช้ฐานคนทำงานที่โซนเข้ามาช่วยทีมจังหวัด และสิ่งที่ต้องเติมเต็มอย่างเร่งด่วนคือ องค์ความรู้ แน่นอน !!!!! ทีมใหม่ คนใหม่ งานใหญ่คือต้องเร่งเติมวิทยายุทธให้ทีมอย่างเร่งด่วน ทั้งหลักคิด แนวทาง กระบวนการจัดตั้ง จนถึงระบบเอกสาร อีกส่วนที่วิเคราะห์ คือพื้นที่ 41 ตำบล พบว่าเป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างยาก เนื่องจาก แกนนำเราสัมพันธ์ไปไม่ถึงพื้นที่ ด้วยสภาพพื้นที่ที่ห่างไกลกัน บางพื้นที่ดำเนินการสร้างความเข้าใจแล้วแต่ติดปัญหาเรื่องแกนนำไม่มั่นใจ ใน พรบ. ไม่รู้จัก พอช. ซึ่งเป็นหน่วยงานสนับสนุนภาคประชาชน
เดิมวิธีการจัดตั้ง ขบวนฯ สุพรรณบุรี ใช้ เพื่อนชวนเพื่อน ใช้แกนนำชักชวนพื้นที่ใกล้เคียงให้จัดตั้ง ก่อนจะให้ประสานแกนนำหลักเพื่อสร้างความเข้าใจก่อนเข้าสู่กระบวนการจัดตั้งฯ ซึ่งวิธีการนี้ช่วงหลังไม่สามารถดำเนินการได้ จึงเริ่มออกแบบใหม่ และนี่เองคือจุดเริ่มต้นของกระบวนการ ปูพรม จากปัญหาใหญ่คือ แกนนำไม่ยอมรับ กำนำไม่ยอมจัดตั้ง หน่วยงานไม่เข้าใจ ฉะนั้น ถ้าเราจะรบให้ชนะเราต้องเก็บแม่ทัพของฝ่ายตรงข้าม นั้นหมายถึง เราต้องจัดการกับคนที่มีปัญหาเหล่านี้ โดยการสร้างความเข้าใจกับงานที่เราทำ และดึงมาเป็นพวก เป็นสะพานเชื่อมต่อไปถึงกลุ่มเป้าหมายของเรา ”
จัดทำข้อมูล ข้อมูลสำคัญที่ต้องจัดเตรียมรวบรวมเพื่อนำไปใช้ในการหารือ
พูดคุย สร้างความเข้าใจ ประกอบด้วย ข้อมูลพื้นฐาน อำเภอ/จังหวัด ผลการขับเคลื่อนงาน รูปธรรมของสภาฯ ที่ประสบผลสำเร็จ ความสำคัญ บทบาทภารกิจสภาฯ สื่อ/เอกสารต่าง ๆ เช่น แผ่นพับแนะนำสถาบันฯ พรบ.สภาฯ
การประสานงาน ก่อนดำเนินการขั้นตอนนี้ ต้องมีการวิเคราะห์ถึงกลุ่มเป้าหมายที่จะสร้าง
ความเข้าใจว่าจะต้องเป็นเป้าหมายหลักที่จะหนุนเสริมงานเราได้ เช่น นายอำเภอ เพราะมีบทบาทเชื่อมโยงกับกำนันผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ พัฒนาชุมชน เพราะ มีเนื้องานที่เกี่ยวโยงกันในพื้นที่ รวมถึง แกนนำหลักในตำบล เช่น กำนัน ผู้ใหญ่ บ้าน ผู้นำกลุ่มองค์กร ปราชญ์ชาวบ้าน ถ้าเราสร้างความเข้าใจกับเป้าหมายหลักนี้ได้จะทำให้การขับเคลื่อนงานในภายหน้าสามารถเชื่อมโยงหน่วยงานภาคีได้อย่างดีเพราะแต่ละหน่วยงานก็มีเป้าหมายเดียวกันคือทำให้ชุมชนอยู่ดีมีสุข ภาคีต่างๆ เหล่านี้ก็จะสามารถใช้สภาฯ เป็นเครื่องมือในการทำงานของเขาได้ด้วยเช่นกัน สิ่งสำคัญที่ต้องเตรียมก่อนทำงานประสานงาน คือ
1.คน/ทีม ที่จะเข้าไปประสาน ต้องรู้เรื่องสภาฯ เป็นอย่างดี และต้องมีสัมพันธ์ที่ดีกับเป้าหมายที่จะ
เข้าพบ เข้าใจถึงกระบวนการที่จะดำเนินการ มีบุคลิกที่มีมนุษย์สัมพันธ์
2.ศึกษาเป้าหมาย ที่จะเข้าพบ ถึงบุคลิก พฤติกรรม เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการพูดคุย
3.เตรียมเนื้อหาที่จะพูดคุย เช่น ความสำคัญของสภาฯ,บทบาทภารกิจ,รูปธรรมความสำเร็จ, เป้าหมาย,วัตถุประสงค์ ของการเข้าพบพูดคุย
4.เตรียมเอกสารต่างๆ เช่น หนังสือประสานงาน (สนง.ภาค),พรบ.สภาฯ,แผ่นพับพอช.,ข้อมูลอื่น ๆ
5.ปฏิบัติการประสานงาน เข้าพบเพื่อขอความร่วมมือในการประสานพื้นที่เพื่อดำเนินการจัดตั้งสภาฯ เทคนิคสำคัญเมื่อเข้าพบ คือต้องสามารถจบการพูดคุยให้ได้ว่าต้องการให้เขาช่วยทำอะไร ที่ไหน กับใคร เมื่อไร อย่างไร
ปฎิบัติการจัดตั้งสภาฯ องค์กรชุมชน ในวันปฏิบัติการจัดตั้งสภาฯ เนื่องจากเราดำเนินการจัดตั้ง
ครั้งละหลายๆ ตำบล ดังนั้นจึงต้องออกแบบเวทีให้เหมาะสม ใน 1 เวทีเราแบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงแรก
เป็นช่วงที่ต้องอธิบายเนื้อหาสาระที่เราต้องทำความเข้าใจ เช่น แนะนำสถาบันฯ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับกลุ่มเป้าหมาย สร้างความเข้าใจความสำคัญ บทบาท ภารกิจ แนวทางการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชน รวมถึงการจัดทำระบบเอกสาร ช่วงที่สอง เป็นช่วงที่แบ่งกลุ่มย่อยรายตำบลเพื่อปฏิบัติการในการดำเนินการด้านเอกสารในการจดแจ้งจัดตั้ง รวมถึงจัดโครงสร้างสภาฯ
นอกจาก 4 ขั้นตอนที่เล่ามานี้ต้องบอกว่าทีมสุพรรณฯ ยังรับกระบวนการ AAR (After Action Review ) จากสำนักงานภาคที่ฝึกให้เราได้พูดคุย และสรุปบทเรียนกันทุกครั้ง ก่อนและหลังเริ่มกระบวนการ เรามีปัญหา ข้อติดขัดทุกขั้นตอนแต่เราก็ร่วมกันพูดคุยแก้ไขได้ทุกครั้งทุกขั้นตอนด้วยความมุ่งมั่นของทีมงาน
หลายๆ ท่านเมื่ออ่านมาถึงจุดนี้ อาจมีข้อกังวลว่าการจัดตั้งรูปแบบนี้จะมีคุณภาพเพียงพอหรือไม่ซึ่งตรงกับใจของทีมสุพรรณฯ เช่นกัน อ.เนตร เล่าว่า “ ทีมมีความกังวลมาก ได้วิเคราะห์กันก่อนเริ่มปฏิบัติการว่ากระบวนการนี้เป็นกระบวนการที่เร่งรีบ อาจทำให้สภาฯ ที่ตั้งใหม่เป็นสภาฯที่ไม่มีคุณภาพ เพราะข้อจำกัดในการจัดตั้งด้านเวลา การสร้างความเข้าใจมีน้อย ข้อจำกัดในการประสานกลุ่มองค์กร ซึ่งผลสรุปที่เราคุยกันคือถึงแม้จะใช้วิธีการจัดตั้งในรูปแบบเดิมและรอให้พื้นที่มีความพร้อมแล้วจึงจัดตั้ง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสภาฯ จะมีคุณภาพทุกตำบล โจทย์มีอยู่ว่าสภาฯจะมีคุณภาพต้องมีกลุ่มองค์กรที่คลอบคลุมทั่วถึงทั้งพื้นที่ มีการขับเคลื่อนงานใช้เป็นพื้นที่กลางได้อย่างแท้จริงซึ่งหมายถึงมีการพูดคุยอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังสามารถนำเรื่องราวที่พูดคุยมาจัดทำเป็นแผนในการพัฒนาเชื่อมโยงกับหน่วยงานภาคีได้ ทั้งหมดนี้ไม่ได้สามารถสร้างขึ้นได้ในวันจัดตั้งเพียงวันเดียว ดังนั้นจึงไม่ใช้จุดที่ต้องกังวลแต่อาจเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำที่จะค่อยๆเริ่มจากจุดเล็กๆ จำนวนน้อยค่อยทำความเข้าใจและขยายให้ใหญ่และครอบคลุมขึ้นทั้งพื้นที่ แต่อย่างไรก็ดีจังหวัดก็มีแผนในการที่จะพัฒนาเสริมหนุนคุณภาพสภาฯ ใหม่เหล่านี้ให้พร้อมที่จะเป็นกำลังสำคัญในการหนุนเสริมจังหวัดให้พัฒนาไปสู่จังหวัดจัดการตนเองตามที่เราได้วางแนวทางไว้ต่อไป ”
ทั้งหมดนี้คือกระบวนการที่ สุพรรณบุรีใช้ในการ “ปูพรม” จัดตั้งสภาฯ ทั้งจังหวัด สิ่งที่ได้นอกจากเราจะบรรลุเป้าตามแนวทางที่วางไว้คือ มีสภาฯ เต็มพื้นที่ 110 ต. แล้ว กระบวนการจัดตั้งนี้ยังทำให้เราได้ทีมทำงานที่มีคุณภาพเข้ามาเสริมทัพงานพัฒนาระดับจังหวัดเราให้เข้มแข็ง ได้เรียนรู้ท่ามกลางการปฏิบัติ ( Learning by doing and enjoying ) และความสัมพันธ์ที่ดี ระหว่างชาวบ้าน เจ้าหน้าที่ ภาคีพัฒนา รูปแบบนี้สามารถนำไปขยายผลกับพี่น้องจังหวัดภาคกลางที่ปรับเปลี่ยนวิธีการเป็น “ปูพรมอำเภอ” เช่น จังหวัดสระบุรี พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง นครสวรรค์ ที่สำคัญเลยคือ ได้ปูฐานการทำงานร่วมกับภาคีภาครัฐ เช่นนายอำเภอ/ท้องถิ่นท้องที่ /พัฒนาชุมชน ซึ่งจะง่ายต่อการเชื่อมโยงงานพัฒนาของพื้นที่ต่อไปในอนาคต
ข้อมูลโดย : เนตร ปิ่นแก้วและทีมงานสุพรรณบุรี
เรียบเรียงโดย : สดิ้งทิพย์





