playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

สุพรรณบุรี  ดินแดนแห่งเมืองยุทธหัตถี  คำนี้ปลุกกระตุ้นให้เครือข่ายองค์กรชุมชนจังหวัดสุพรรณบุรีที่กำลังมีข้อติดขัดในการขับเคลื่อนงานพัฒนาของจังหวัดให้มีจิตใจที่มุ่งมั่นหาหนทางที่จะนำพาจังหวัดไปสู่การจัดการตนเองตามเป้าหมายที่วางไว้ คือ  ชุมชนอยู่ดีมีสุขอย่างยั่งยืนบนวิถีความพอเพียง   จังหวัดวางแนวทางสำคัญไปสู่เป้าหมาย คือ  การพัฒนากลไกผู้นำร่วม, ขับเคลื่อนการทำงาน 3 ป.(เปิดใจรับ  ปรับมุมมอง  เปลี่ยนความคิด),การพัฒนาระบบข้อมูลจังหวัด/ตำบล, สร้างระบบบริหารจัดการที่ดี  และการขยายพื้นที่สภาองค์กรชุมชน  สวัสดิการชุมชน เศรษฐกิจและทุนชุมชน แก้แก้ไขปัญหาที่ดินและที่อยู่อาศัย

slide_3.JPG
          ที่ผ่านมา จังหวัดสุพรรณบุรี มีกลไกสำคัญที่รวมตัวกันขับเคลื่อนงานพัฒนา  คือ คณะประสานงานขบวนองค์กรชุมชน ( คปอ.) จังหวัดสุพรรณบุรี  มีทีมย่อยที่เขาเรียกตัวเองว่า ทีม  hard core  ซึ่งถือเป็นทีมยุทธศาสตร์  ที่มีบทบาทสำคัญในการ วางแนวทาง ออกแบบวิธีการ  กระบวนการทำงานให้บรรลุเป้าหมาย  มีทีมทำงานย่อยแบ่งตามพื้นที่การทำงาน  6 โซน แต่ละโซนประกอบด้วยโซนละ 1-3 อำเภอตามเนื้องานในพื้นที่และมีทีมทำงานระดับโซน 5-8  คน  แนวทางสำคัญในการจะนำพาจังหวัดไปสู่การจัดการตนเองแนวทางหนึ่งคือ  การขยายพื้นที่สภาฯ ถือเป็นเรื่องท้าทายของคนสุพรรณฯ อย่างมาก เนื่องจาก สุพรรณบุรีเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ ถึง  10 อำเภอ  110 ตำบล    ได้ดำเนินการไปแล้ว   69  ต  คงเหลือพื้นที่ถึง 41  ต. ซึ่งเป็นเรื่องยากมากที่จะจัดตั้งให้ครบภายในระยะเวลาจำกัด 4 เดือน( มิถุนายน – กันยายน 2559 )  เมื่อเทียบกับสถิติการขยายพื้นที่ ทีมงานสามารถขยายได้เพียงปีละ 10 พื้นที่โดยเฉลี่ย  อีกทั้งพื้นที่ที่เหลือเป็นพื้นที่ที่เครือข่ายพี่น้องไม่ได้มีความสัมพันธ์   เป็นพื้นที่อยู่ไกลเดินทางลำบาก แกนนำในพื้นที่ไม่เข้าใจแนวทาง บทบาทสภาฯ บางคนเห็นว่าเป็นภาระ และแกนนำบางคนมองว่าเป็นองค์กรเถื่อน ผู้นำบางส่วนมีอาการต่อต้าน รวมถึงหน่วยงานต่าง ๆ  ที่ไม่เข้าใจการใช้เครื่องมือสภาฯ ในการพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน อย่างไรก็ดี ทีมงานก็ยัง “ปักธง”  ชัดเจนในแนวทางสำคัญนี้จึงมีแนวคิด “ปูพรม” สุพรรณฯ ในการขยายพื้นที่จัดตั้งสภาองค์กรชุมชน

          นายเนตร ปิ่นแก้ว  ประธานคณะประสานงานขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดสุพรรณบุรี หรือที่รู้จักและเรียกกันของคนสุพรรณฯว่า “อ.เนตร” ซึ่งเป็นแกนนำหลักสำคัญ   ท่านได้เล่าถึงกระบวนการนำไปสู่การปูพรมจังหวัดสุพรรณฯ ดังนี้   “  สุพรรณฯ ปักธงชัด  ถ้ามีฐานกำลังเต็มพื้นที่ จะทำให้เรามีข้อมูลที่คลอบคลุม  โยงเครือข่ายพี่น้องได้อย่างทั่วถึงในการหนุนเสริมงานพัฒนา    จึงได้ร่วมกันออกแบบวิธีการซึ่งตอนนั้นนึกไรไม่ออก  คิดแต่เพียงว่าต้องปูพรมให้เต็มจังหวัด จึงจะมีพลังในการพลักดันจังหวัดไปสู่การจัดการตนเองได้จริง  ในทีม  hard core  หันมานั่งคุยกันอย่างจริงจัง เพื่อคิดค้นวิธีการ  โดยเริ่มจาก  วิเคราะห์ตัวตนของเราเอง โดยแบ่งออกเป็น  2  ส่วน  คือ วิเคราะห์ทีมทำงาน   เราพบปัจจัยปัญหาหลัก คือเรามีทีมทำงานน้อย  ไม่เพียงพอต่อปฏิบัติการปูพรม ทำให้ต้องเร่งดำเนินการเพิ่มทีมงานโดยใช้ฐานคนทำงานที่โซนเข้ามาช่วยทีมจังหวัด และสิ่งที่ต้องเติมเต็มอย่างเร่งด่วนคือ องค์ความรู้  แน่นอน !!!!!   ทีมใหม่  คนใหม่   งานใหญ่คือต้องเร่งเติมวิทยายุทธให้ทีมอย่างเร่งด่วน  ทั้งหลักคิด แนวทาง กระบวนการจัดตั้ง จนถึงระบบเอกสาร    อีกส่วนที่วิเคราะห์ คือพื้นที่  41 ตำบล  พบว่าเป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างยาก เนื่องจาก แกนนำเราสัมพันธ์ไปไม่ถึงพื้นที่ ด้วยสภาพพื้นที่ที่ห่างไกลกัน  บางพื้นที่ดำเนินการสร้างความเข้าใจแล้วแต่ติดปัญหาเรื่องแกนนำไม่มั่นใจ ใน พรบ. ไม่รู้จัก พอช. ซึ่งเป็นหน่วยงานสนับสนุนภาคประชาชน

slide_4.JPG  เดิมวิธีการจัดตั้ง ขบวนฯ สุพรรณบุรี ใช้ เพื่อนชวนเพื่อน ใช้แกนนำชักชวนพื้นที่ใกล้เคียงให้จัดตั้ง ก่อนจะให้ประสานแกนนำหลักเพื่อสร้างความเข้าใจก่อนเข้าสู่กระบวนการจัดตั้งฯ  ซึ่งวิธีการนี้ช่วงหลังไม่สามารถดำเนินการได้ จึงเริ่มออกแบบใหม่ และนี่เองคือจุดเริ่มต้นของกระบวนการ ปูพรม   จากปัญหาใหญ่คือ แกนนำไม่ยอมรับ  กำนำไม่ยอมจัดตั้ง  หน่วยงานไม่เข้าใจ ฉะนั้น ถ้าเราจะรบให้ชนะเราต้องเก็บแม่ทัพของฝ่ายตรงข้าม  นั้นหมายถึง เราต้องจัดการกับคนที่มีปัญหาเหล่านี้  โดยการสร้างความเข้าใจกับงานที่เราทำ  และดึงมาเป็นพวก  เป็นสะพานเชื่อมต่อไปถึงกลุ่มเป้าหมายของเรา ” 

จัดทำข้อมูล   ข้อมูลสำคัญที่ต้องจัดเตรียมรวบรวมเพื่อนำไปใช้ในการหารือ
พูดคุย สร้างความเข้าใจ ประกอบด้วย   ข้อมูลพื้นฐาน อำเภอ/จังหวัด  ผลการขับเคลื่อนงาน  รูปธรรมของสภาฯ ที่ประสบผลสำเร็จ ความสำคัญ บทบาทภารกิจสภาฯ สื่อ/เอกสารต่าง ๆ  เช่น แผ่นพับแนะนำสถาบันฯ พรบ.สภาฯ  

การประสานงาน   ก่อนดำเนินการขั้นตอนนี้ ต้องมีการวิเคราะห์ถึงกลุ่มเป้าหมายที่จะสร้าง

ความเข้าใจว่าจะต้องเป็นเป้าหมายหลักที่จะหนุนเสริมงานเราได้   เช่น นายอำเภอ  เพราะมีบทบาทเชื่อมโยงกับกำนันผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่  พัฒนาชุมชน   เพราะ มีเนื้องานที่เกี่ยวโยงกันในพื้นที่   รวมถึง แกนนำหลักในตำบล  เช่น กำนัน  ผู้ใหญ่ บ้าน  ผู้นำกลุ่มองค์กร ปราชญ์ชาวบ้าน  ถ้าเราสร้างความเข้าใจกับเป้าหมายหลักนี้ได้จะทำให้การขับเคลื่อนงานในภายหน้าสามารถเชื่อมโยงหน่วยงานภาคีได้อย่างดีเพราะแต่ละหน่วยงานก็มีเป้าหมายเดียวกันคือทำให้ชุมชนอยู่ดีมีสุข ภาคีต่างๆ  เหล่านี้ก็จะสามารถใช้สภาฯ เป็นเครื่องมือในการทำงานของเขาได้ด้วยเช่นกัน  สิ่งสำคัญที่ต้องเตรียมก่อนทำงานประสานงาน คือ    

1.คน/ทีม  ที่จะเข้าไปประสาน  ต้องรู้เรื่องสภาฯ เป็นอย่างดี และต้องมีสัมพันธ์ที่ดีกับเป้าหมายที่จะ

เข้าพบ เข้าใจถึงกระบวนการที่จะดำเนินการ มีบุคลิกที่มีมนุษย์สัมพันธ์

2.ศึกษาเป้าหมาย ที่จะเข้าพบ ถึงบุคลิก  พฤติกรรม เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการพูดคุย

3.เตรียมเนื้อหาที่จะพูดคุย  เช่น ความสำคัญของสภาฯ,บทบาทภารกิจ,รูปธรรมความสำเร็จ,  เป้าหมาย,วัตถุประสงค์ ของการเข้าพบพูดคุย  

4.เตรียมเอกสารต่างๆ เช่น หนังสือประสานงาน (สนง.ภาค),พรบ.สภาฯ,แผ่นพับพอช.,ข้อมูลอื่น ๆ

5.ปฏิบัติการประสานงาน เข้าพบเพื่อขอความร่วมมือในการประสานพื้นที่เพื่อดำเนินการจัดตั้งสภาฯ เทคนิคสำคัญเมื่อเข้าพบ คือต้องสามารถจบการพูดคุยให้ได้ว่าต้องการให้เขาช่วยทำอะไร ที่ไหน  กับใคร  เมื่อไร  อย่างไร

ปฎิบัติการจัดตั้งสภาฯ องค์กรชุมชน    ในวันปฏิบัติการจัดตั้งสภาฯ เนื่องจากเราดำเนินการจัดตั้ง

ครั้งละหลายๆ ตำบล ดังนั้นจึงต้องออกแบบเวทีให้เหมาะสม ใน 1 เวทีเราแบ่งเป็น 2 ช่วง  ช่วงแรก

เป็นช่วงที่ต้องอธิบายเนื้อหาสาระที่เราต้องทำความเข้าใจ เช่น แนะนำสถาบันฯ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับกลุ่มเป้าหมาย สร้างความเข้าใจความสำคัญ บทบาท ภารกิจ แนวทางการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชน รวมถึงการจัดทำระบบเอกสาร  ช่วงที่สอง เป็นช่วงที่แบ่งกลุ่มย่อยรายตำบลเพื่อปฏิบัติการในการดำเนินการด้านเอกสารในการจดแจ้งจัดตั้ง รวมถึงจัดโครงสร้างสภาฯ

          นอกจาก 4 ขั้นตอนที่เล่ามานี้ต้องบอกว่าทีมสุพรรณฯ ยังรับกระบวนการ AAR (After Action Review ) จากสำนักงานภาคที่ฝึกให้เราได้พูดคุย และสรุปบทเรียนกันทุกครั้ง ก่อนและหลังเริ่มกระบวนการ เรามีปัญหา ข้อติดขัดทุกขั้นตอนแต่เราก็ร่วมกันพูดคุยแก้ไขได้ทุกครั้งทุกขั้นตอนด้วยความมุ่งมั่นของทีมงาน

          หลายๆ ท่านเมื่ออ่านมาถึงจุดนี้  อาจมีข้อกังวลว่าการจัดตั้งรูปแบบนี้จะมีคุณภาพเพียงพอหรือไม่ซึ่งตรงกับใจของทีมสุพรรณฯ เช่นกัน   อ.เนตร เล่าว่า “  ทีมมีความกังวลมาก ได้วิเคราะห์กันก่อนเริ่มปฏิบัติการว่ากระบวนการนี้เป็นกระบวนการที่เร่งรีบ อาจทำให้สภาฯ ที่ตั้งใหม่เป็นสภาฯที่ไม่มีคุณภาพ เพราะข้อจำกัดในการจัดตั้งด้านเวลา การสร้างความเข้าใจมีน้อย ข้อจำกัดในการประสานกลุ่มองค์กร ซึ่งผลสรุปที่เราคุยกันคือถึงแม้จะใช้วิธีการจัดตั้งในรูปแบบเดิมและรอให้พื้นที่มีความพร้อมแล้วจึงจัดตั้ง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสภาฯ จะมีคุณภาพทุกตำบล  โจทย์มีอยู่ว่าสภาฯจะมีคุณภาพต้องมีกลุ่มองค์กรที่คลอบคลุมทั่วถึงทั้งพื้นที่  มีการขับเคลื่อนงานใช้เป็นพื้นที่กลางได้อย่างแท้จริงซึ่งหมายถึงมีการพูดคุยอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังสามารถนำเรื่องราวที่พูดคุยมาจัดทำเป็นแผนในการพัฒนาเชื่อมโยงกับหน่วยงานภาคีได้ ทั้งหมดนี้ไม่ได้สามารถสร้างขึ้นได้ในวันจัดตั้งเพียงวันเดียว ดังนั้นจึงไม่ใช้จุดที่ต้องกังวลแต่อาจเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำที่จะค่อยๆเริ่มจากจุดเล็กๆ จำนวนน้อยค่อยทำความเข้าใจและขยายให้ใหญ่และครอบคลุมขึ้นทั้งพื้นที่ แต่อย่างไรก็ดีจังหวัดก็มีแผนในการที่จะพัฒนาเสริมหนุนคุณภาพสภาฯ ใหม่เหล่านี้ให้พร้อมที่จะเป็นกำลังสำคัญในการหนุนเสริมจังหวัดให้พัฒนาไปสู่จังหวัดจัดการตนเองตามที่เราได้วางแนวทางไว้ต่อไป ”

slide_5.JPG
          ทั้งหมดนี้คือกระบวนการที่ สุพรรณบุรีใช้ในการ “ปูพรม” จัดตั้งสภาฯ ทั้งจังหวัด  สิ่งที่ได้นอกจากเราจะบรรลุเป้าตามแนวทางที่วางไว้คือ มีสภาฯ  เต็มพื้นที่ 110 ต. แล้ว กระบวนการจัดตั้งนี้ยังทำให้เราได้ทีมทำงานที่มีคุณภาพเข้ามาเสริมทัพงานพัฒนาระดับจังหวัดเราให้เข้มแข็ง ได้เรียนรู้ท่ามกลางการปฏิบัติ            ( Learning by doing  and  enjoying ) และความสัมพันธ์ที่ดี ระหว่างชาวบ้าน  เจ้าหน้าที่ ภาคีพัฒนา  รูปแบบนี้สามารถนำไปขยายผลกับพี่น้องจังหวัดภาคกลางที่ปรับเปลี่ยนวิธีการเป็น “ปูพรมอำเภอ” เช่น จังหวัดสระบุรี  พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง นครสวรรค์  ที่สำคัญเลยคือ ได้ปูฐานการทำงานร่วมกับภาคีภาครัฐ เช่นนายอำเภอ/ท้องถิ่นท้องที่ /พัฒนาชุมชน  ซึ่งจะง่ายต่อการเชื่อมโยงงานพัฒนาของพื้นที่ต่อไปในอนาคต

slide_6.JPG

ข้อมูลโดย : เนตร  ปิ่นแก้วและทีมงานสุพรรณบุรี
เรียบเรียงโดย : สดิ้งทิพย์   

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter