playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก
economic_resize.JPG

กรุงเทพฯ/ ตัวแทนขบวนองค์กรชุมชน  5 ภาคร่วมสัมมนาทบทวนแผนยุทธศาสตร์และจัดทำแผนปฏิบัติการพัฒนาพื้นที่รูปธรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจและชุมชนท้องถิ่น 5 ปี  โดยในปี 2560 นี้ พอช.จะใช้งบ 37.5 ล้านบาทสนับสนุนเรื่องเศรษฐกิจฐานรากอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง  “สมสุข  บุญญะบัญชา” แนะขบวนชุมชนจะต้องทำเรื่องเศรษฐกิจฐานรากอย่างจริงจัง  ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง  เพื่อเป็นการถวายในหลวงที่ทรงทำเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมาก่อน  และจะถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจของโลก  ด้านขบวนองค์กรชุมชน 5 ภาคได้ขับเคลื่อนพื้นที่เศรษฐกิจชุมชนทั่วประเทศไปแล้ว 789 ตำบล  และประสานความร่วมมือกับภาคีเพื่อหนุนเสริมชุมชนแล้ว  373 ตำบล

                ระหว่างวันที่ 10-11  พฤศจิกายน  ที่โรงแรมทาวน์  อิน  ทาวน์  สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ได้จัดงานสัมมนาทบทวนแผนยุทธศาสตร์   และจัดทำแผนปฏิบัติการพัฒนาพื้นที่รูปธรรมเศรษฐกิจฐานรากประจำปีงบประมาณ 2560  เพื่อนำไปสู่การจัดทำแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี  (พ.ศ.2561-2565)  โดยมีผู้แทนขบวนองค์กรชุมชน  ตัวแทนพื้นที่รูปธรรม 5 ภาค  เจ้าหน้าที่ พอช.  ผู้บริหาร  และคณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์เศรษฐกิจฐานรากเข้าร่วมประมาณ  70  คน
economic_1_resize.JPG

                นายธีรพล  สุวรรณรุ่งเรือง  ผู้จัดการสำนักงานยุทธศาสตร์และเชื่อมโยงขบวนชุมชน พอช.  กล่าวชี้แจงวัตถุประสงค์การสัมมนาครั้งนี้ว่า  การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากเป็นนโยบายสำคัญของ พอช.  และเป็นทิศทางที่จะนำไปสู่ความมั่นคง  มั่งคั่ง  และยั่งยืนของประชาชนตามนโยบายของรัฐบาล  ซึ่งภารกิจดังกล่าวนี้ พอช.มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนขบวนองค์กรชุมชน  โดยในปี 2559  พอช.ได้ใช้งบประมาณสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากจำนวน 30 ล้านบาท  และปีงบประมาณ 2560   สำนักงบประมาณได้อนุมัติงบประมาณจำนวน 37.5  ล้านบาท

                “ในปี 2560  นี้ พอช.จะทำเรื่องเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มข้น  เข้มแข็ง  เต็มกำลัง  และทำอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งทุกฝ่ายจะต้องเข้าใจร่วมกัน  ทำงานร่วมกัน  ทั้งสำนักงานภาคของ พอช.  สำนักพัฒนาเศรษฐกิจและสัมมาชีพชุมชน  และขบวนเศรษฐกิจชุมชนในแต่ละพื้นที่  ซึ่งในการสัมมนาครั้งนี้เราจะมาคุยกันว่าเราจะทำอย่างไร  วางแผนอย่างไร  เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 500 ตำบล  และให้เกิดผลเป็นรูปธรรม”  นายธีรพลกล่าว
economic_2_resize.jpg

                นางสาวสมสุข  บุญญะบัญชา  ประธานอนุกรรมการยุทธศาสตร์เศรษฐกิจฐานราก  กล่าวถึงยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากว่า  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านได้ตรัสและทำเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมาโดยตลอด  ดังนั้นเมื่อพระองค์ท่านเสด็จสวรรคต  พวกเราจะต้องทำเรื่องเศรษฐกิจฐานรากอย่างจริงจัง  ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง  เพื่อเป็นการถวายในหลวงที่ดีที่สุด  ซึ่งการทำเรื่องเศรษฐกิจฐานรากนั้น  ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจของโลก  ไม่ใช่ระบบเศรษฐกิจแบบเก่าที่ปลาใหญ่  กินปลาเล็ก  เป็นเศรษฐกิจแบบล้างผลาญ  เพราะคนส่วนน้อยเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ที่ยึดกุมเศรษฐกิจ  แต่เกิดผลกระทบต่อคนส่วนใหญ่ถึง 99 เปอร์เซ็นต์

                “การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้  จะส่งผลไปถึงการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก  ไม่ใช่เศรษฐกิจแบบมือใครยาว  สาวได้สาวเอา  เราต้องสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง  ไม่จำเป็นต้องรวยเงิน  แต่รวยธรรมชาติ  รวยสิ่งแวดล้อม  ให้ทุกคนเกิดความเข้มแข็งและเท่าเทียมกัน  ทั้งทางเศรษฐกิจ  ข้อมูล  ความรู้  โดยพวกเราเป็นคนทำ  และไม่ใช่ทำเป็นจุด  แต่ต้องทำเป็นขบวน  และให้เต็มพื้นที่  เต็มจังหวัด  เชื่อมโยงหน่วยงานต่างๆ มาทำงานร่วมกัน ”  นางสาวสมสุขกล่าว

                ประธานอนุกรรมการยุทธศาสตร์เศรษฐกิจฐานรากกล่าวด้วยว่า  ขบวนองค์กรชุมชนที่ทำเรื่องเศรษฐกิจฐานรากจะต้องนำความรู้ในด้านต่างๆ  ทั้งของโลก  ทั้งด้านเศรษฐกิจ  นำมาผสมผสานกับความรู้ที่ชุมชนมีอยู่  เป็นความรู้แบบผสมผสาน  แต่ต้องมีความเป็นตัวของตัวเอง  และต้องทำในตอนนี้  เพราะถือว่าโอกาสตอนนี้เป็นของเรา  ซึ่งในชีวิตนี้อาจหาโอกาสแบบนี้ไม่ได้  เพราะหน่วยงานต่างๆ ต่างก็มีความสนใจที่จะลงมาทำงานในพื้นที่  ดังนั้นจึงต้องชวนหน่วยงานต่างๆ  มาทำงานร่วมกัน  ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ  เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง  เพราะไม่เช่นนั้นเมื่อมีรัฐบาลใหม่เข้ามาและไม่สนใจเรื่องเศรษฐกิจฐานราก  ก็จะทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งที่ขบวนองค์กรชุมชนได้ทำไป

                “แม้ว่าเงินช่วงแรก 30 ล้านบาทที่นำมาขับเคลื่อนจะเป็นเงินไม่มาก  แต่ก็ทำให้พวกเราต้องคิดเยอะ  ทำเยอะ  ต้องกล้าทำ  กล้าลองผิด  ลองถูก  ต้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง  เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง  ให้เห็นผลเป็นรูปธรรม  และไม่ใช่เป็นเรื่องการซื้อขายแต่เพียงอย่างเดียว  แต่ต้องมองให้เห็นภาพรวมที่สัมพันธ์กับเรื่องอื่นๆ  เช่น  เรื่องของสังคม  วัฒนธรรม  สวัสดิการ  แผนชุมชน”  นางสาวสมสุขกล่าวให้แง่คิด
economic_3_resize.jpg

                นายสุเทพ  เกื้อสังข์  รองผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท.  กล่าวว่า  ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะไปเที่ยวเฉพาะในเมืองใหญ่  เช่น  เชียงใหม่  ภูเก็ต  ฯลฯ  จึงเกิดคำถามว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้การท่องเที่ยวเกิดการกระจายตัว  ไม่กระจุกอยู่ในเมืองใหญ่  ไม่ใช่เกิดผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว  โรงแรม  บริษัททัวร์  ฯลฯ  โดยชาวบ้านไม่ได้รับประโยชน์  ต้องไปขายแรงงานหรือไปทำงานที่อื่น

                “ดังนั้นชุมชนจะต้องลุกขึ้นมาบริหารจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนเอง  โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน  ทั้งภาครัฐ  และเอกชน  เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์  เพราะชุมชนท้องถิ่นจะรู้เรื่องของตัวเองดีที่สุด  สามารถเล่าเรื่องราวของตัวเองได้  โดย อพท.จะทำหน้าที่สนับสนุน  ส่งเสริม  มี พอช.เป็นฐานราก  เพราะ พอช.มีเครื่องมือ  มีกลไกต่างๆ  เช่น  สภาองค์กรชุมชนหนุนเสริมการทำงานอยู่แล้ว”  นายสุเทพกล่าว

                รอง ผอ.อพท.กล่าวอีกว่า  ประเด็นที่สำคัญคือ  ชุมชนหรือชาวบ้านมีทุนของตัวเองอยู่แล้ว  เช่น  เรื่องผลผลิตต่างๆ  ในท้องถิ่น  ไม่ว่าจะเป็นกาแฟ  ข้าว  ประมงพื้นบ้าน  มีวิถีชีวิต  วัฒนธรรม  เครื่องจักสาน  ผ้าไหม  อาหารการกิน  เกษตรอินทรีย์  ฯลฯ  ซึ่งสิ่งเหล่านี้นักท่องเที่ยวอยากมาเห็น  มากิน  ดังนั้นชุมชนจะต้องหยิบเอาสิ่งเหล่านี้ออกมานำเสนอ  หากนักท่องเที่ยวมา  ชาวบ้านก็จะมีรายได้เพิ่ม  แต่ถ้านักท่องเที่ยวไม่มา  ชาวบ้านก็ยังอยู่ได้  เพราะการท่องเที่ยวชุมชนถือว่าเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งเท่านั้น

                นายชาติชาย  เหลืองเจริญ  ตัวแทนสภาองค์ชุมชนตำบลเนินฆ้อ  จ.ระยอง  เสนอความเห็นว่า  อพท.ควรจะจัดทำมาตรฐานการท่องเที่ยวชุมชนขึ้นมา  เหมือนกับมาตรฐานที่พักแบบโฮมสเตย์  เพื่อให้การท่องเที่ยวชุมชนเป็นระบบ  นำไปสู่การพัฒนามาตรฐานการท่องเที่ยวชุมชนต่อไป

ด้านตัวแทนขบวนองค์กรชุมชน 5  ภาค  ได้สรุปผลการดำเนินงานเศรษฐกิจและทุนชุมชนสู่เศรษฐกิจฐานรากปี 2559  เกิดรูปธรรมดังนี้  1.การสนับสนุนการสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจและทุนชุมชนในพื้นที่  เกิดการสนับสนุนกระบวนการจัดทำแผนพัฒนาระบบเศรษฐกิจชุมชนที่เชื่อมโยงกับหน่วยงานท้องถิ่น  สนับสนุนพื้นที่รูปธรรม 1,500 ตำบล  ให้ดำเนินการตามแผน  และเกิดกิจกรรมเชิงเศรษฐกิจ  เช่น  การแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจชุมชน  การสรุปบทเรียนการจัดการความรู้  การสร้างความร่วมมือกับหน่วยงาน  ฯลฯ  สามารถดำเนินงานได้ 789  ตำบล

                2.การเชื่อมโยงเครือข่ายและเชื่อมประสานภาคี  เกิดการสนับสนุนการเชื่อมโยงเครือข่ายเศรษฐกิจฐานรากในเชิงพื้นที่  และเชิงประเด็น/คลัสเตอร์  เช่น  เกษตรอินทรีย์  ร้านค้าชุมชน  ท่องเที่ยวโดยชุมชน  ประมงพื้นบ้าน  ภูมินิเวศน์  วิถีวัฒนธรรม  ข้าว  สถาบันการเงินชุมชน  ฯลฯ  ประสานความร่วมมือกับภาคี  เช่น  อพท.  กรมการพัฒนาชุมชน  กองทุนฟื้นฟูเกษตรกร  ธกส.  ธนาคารออมสิน  สปก. กรมการค้าภายใน  ฯลฯ  นำร่องสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชน 373  ตำบล  ให้มีแผนการหนุนเสริมตามบริบทพื้นที่  มีรูปธรรมกิจกรรม/คลัสเตอร์  เช่น  เกษตรอินทรีย์  ท่องเที่ยวโดยชุมชน  แปรรูปผลผลิต  ประมง  ผลไม้  ฯลฯ

                3.การพัฒนาระบบข้อมูล  จัดการความรู้  การสื่อสารประชาสัมพันธ์  เช่น  พัฒนาคุณภาพพื้นทีรูปธรรมเศรษฐกิจและทุนชุมชน  50 ตำบล  100 คน  หลักสูตรนักสื่อสารจัดการความรู้ชุมชน  โดยการจัดทำคลิป VDO.ด้วยโทรศัพท์มือถือ  การเขียนสารคดี   รายงาน  เกิดนักสื่อสารจัดการความรู้ชุมชน 38 ตำบล  63 คน  สนับสนุนการผลิตสารคดีโทรทัศน์  การเผยแพร่ผ่านช่องทางสาธารณะ  วิทยุ  โทรทัศน์  เว็บไซต์  ยูทูป  หนังสือพิมพ์  สื่อสิ่งพิมพ์ (หนังสือชุดความรู้พื้นที่รูปธรรมเศรษฐกิจและทุนชุมชน  10,000 เล่ม)

economic_4_resize.JPG

economic_5_resize.JPG

economic__6_resize.JPG

economic_7_resize.JPG

รายงานโดย สุวัฒน์ กิขุนทด 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter