หาดราไวย์-ภูเก็ต/ ชาวเลนับพันคนจาก 5 จังหวัดชายฝั่งอันดามันร่วมงาน “รวมญาติชาติพันธุ์ชาวเล” คึกคัก นำเสนอปัญหาเรื่องที่ดิน พื้นที่ทำกิน พื้นที่ทางวัฒนธรรม ฯลฯ ถูกรุกรานจากกลุ่มทุนและการท่องเที่ยว เฉพาะที่หาดราไวย์ชาวเลถูกเอกชนฟ้องร้องขับไล่ออกจากที่ดินทั้งชุมชน 117 ราย ขณะที่ตัวแทนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ และคณะกรรมการแก้ไขปัญหาชาวเลเสนอรัฐบาลจ่ายเงินชดเชยให้เอกชนที่มีโฉนด แล้วนำที่ดินมาพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัย รวมทั้งออก พ.ร.บ.พื้นที่คุ้มครองทางวัฒนธรรม
กลุ่มชาวเลเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ตามชายหาดและเกาะแก่งต่างๆ ด้านทะเลอันดามันมายาวนานหลายร้อยปี ในพื้นที่ 5 จังหวัด คือ ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ และสตูล รวมประชากรทั้งหมดประมาณ 12,300 คน ส่วนใหญ่อยู่อาศัยในพื้นที่ก่อนการประกาศเป็นเขตอุทยาน ป่าชายเลน ป่าสงวนฯ พื้นที่บางส่วนชาวเลมีเอกสารสิทธิ์ครอบครองที่ดิน ขณะเดียวกันเอกชนก็อ้างสิทธิ์การครอบครองที่ดิน ทำให้เกิดข้อพิพาท มีการฟ้องร้องขับไล่ชาวเล ทำให้ชาวเลได้รับผลกระทบทั้งด้านที่อยู่อาศัย การหากินในทะเล ฯลฯ จนในปี 2553 รัฐบาลในขณะนั้นจึงมีมติคณะรัฐมนตรี ( 2 มิ.ย.2553) เรื่องการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล แต่ระยะเวลาผ่านไป 7 ปี ปัญหาส่วนใหญ่ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข
ล่าสุดเมื่อวันที่ 19-20 พฤศจิกายน กลุ่มชาวเลและภาคีเครือข่าย เช่น กระทรวงวัฒนธรรม คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มูลนิธิชุมชนไท สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ สกว. พอช. ฯลฯ ได้จัดงาน “รวมญาติพันธุ์ชาวเล ปีที่ 7 พัฒนาพื้นที่คุ้มครองทางวัฒนธรรมชาติพันธุ์ชาวเล สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” ขึ้นที่หาดราไวย์ จังหวัดภูเก็ต โดยในงานมีการจัดนิทรรศการ การพูดคุยกลุ่มย่อยเพื่อนำเสนอปัญหาและหาทางออก การแสดงทางวัฒนธรรม รวมทั้งมีการจัดเวทีอภิปรายเรื่องการคุ้มครองวัฒนธรรมชาวเล มีนักวิชาการ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฯลฯ ร่วมอภิปราย โดยมีนายสนิท ศรีวิหค รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตเป็นประธานเปิดงาน มีชาวเลจาก 5 จังหวัดและภาคีเครือข่ายเข้าร่วมงานตลอดทั้ง 2 วัน ประมาณ 1,000 คน
นายนิรันด์ หยังปาน ผู้นำชาวเลหาดราไวย์ กล่าวว่า ชุมชนราไวย์เป็นชุมชนชาวเลที่อยู่อาศัยกันมานานนับร้อยปี นับตั้งแต่รู่นปู่ย่าตายาย ส่วนใหญ่จะหากินด้วยวิธีประมงพื้นบ้าน ใช้อวน ลอบ ไซ หรือดำน้ำลงไปจับปู ปลา กุ้ง หอย โดยในปี 2502 ในหลวงได้เสด็จมาเยี่ยมชาวเลที่นี่ ตอนนั้นสภาพพื้นที่รอบๆ ชุมชนยังเป็นป่ารกร้าง และใช้พื้นที่บางส่วนเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมหลายอย่างตามความเชื่อและวัฒนธรรมของชาวเล รวมทั้งเป็นสุสาน ไม่มีนายทุนเข้ามาครอบครองพื้นที่ ชาวบ้านยังหาอยู่หากินได้อย่างสุขสบาย
“แต่ตอนหลังที่ดินมีราคาแพงขึ้น มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามามากขึ้น ก่อนเกิดสึนามิปี 2547 ชาวเลที่หาดราไวย์เริ่มถูกนายทุนเข้ามาบีบให้ออกจากพื้นที่ อ้างว่าตัวเองมีเอกสารสิทธิ์ แต่ก็ยังไม่มีการฟ้องร้อง พอหลังปี 2548 จึงเริ่มมีการฟ้องร้องให้ชาวเลออกจากพื้นที่ แต่พวกเราก็ไม่ยอม หาทางต่อสู้เรื่อยมา เพราะถือว่าพวกเราอยู่อาศัยมานานตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย เพียงแต่พวกเราไม่รู้หนังสือ จึงไม่ได้ไปแจ้งการครอบครองที่ดิน ทำให้ถูกนายทุนฟ้องร้องขับไล่” นายนิรันด์กล่าว และบอกว่าตอนนี้ชาวเลในชุมชนราไวย์มีทั้งหมด 244 ครอบครัว รวมประชากร 2,063 คน อยู่อาศัยในที่ดิน 19 ไร่ แต่ถูกฟ้องร้องขับไล่ไปแล้ว 117 ราย
ที่ดินบริเวณหาดราไวย์มีที่ดิน 2 แปลงติดกันที่ชาวบ้านได้เข้าไปใช้ประโยชน์ แปลงแรกเนื้อที่ 19 ไร่ เป็นที่ตั้งชุมชน มีสภาพแออัด บริเวณด้านหน้าชุมชนเป็นย่านขายอาหารทะเลสดและร้านอาหารทะเล มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาซื้อและกินอาหารทะเลเป็นจำนวนมาก แปลงที่สองเนื้อที่ประมาณ 33 ไร่ ด้านหน้าติดทะเล ชาวบ้านใช้พื้นที่บนบกเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมต่างๆ ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนเรียกว่า “บาลัย” รวมทั้งเป็นสุสาน ใช้เป็นที่ซ่อมแห อวน ลอบ ไซ ฯลฯ และใช้พื้นที่หน้าชายหาดเป็นที่จอดเรือ เมื่อเอกชนเข้ามาอ้างสิทธิ์ครอบครองจึงมีการถมพื้นที่ที่เคยเป็นลำรางสาธารณะ ทำให้เกิดผลกระทบต่อชาวบ้าน เพราะเมื่อฝนตกจะทำให้น้ำจากชุมชนไม่สามารถระบายลงลำรางออกสู่ทะเลได้ เกิดปัญหาน้ำท่วมขัง เน่าเหม็น เกิดโรคไข้เลือดออกจากยุงลาย โรคฉี่หนู และโรคตาแดง
นอกจากนี้ในปี 2558 บริษัทเอกชนยังได้พยายามนำแท่งปูนเข้ามาเพื่อปิดทางเข้า-ออกบริเวณที่ดิน 33 ไร่ และเจรจาให้ชาวบ้านย้ายบาลัยออกไป ขณะที่ชาวบ้านได้ขอให้ทางจังหวัดตรวจสอบแนวเขตที่ดินสาธารณะ ช่วงปลายเดือนมกราคม แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป ต่อมาในช่วงปลายเดือนมกราคม 2559 บริษัทเอกชนได้นำคนงานพร้อมรถบรรทุกหินเข้ามาปิดเส้นทางทางเข้าออกอีก จนเกิดเหตุการณ์ปะทะกัน ชาวเลได้รับบาดเจ็บกว่า 20 คน ในเดือนมีนาคมถัดมา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตได้เสนอให้รัฐบาลซื้อที่ดินบริเวณที่ชุมชนชาวเลตั้งอยู่เนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ ราคา 98 ล้านบาทจากเอกชน เพื่อให้ชาวเลได้อยู่อาศัยอย่างถูกต้อง แต่ชาวเลบางส่วนไม่เห็นด้วย เพราะถือว่าพวกตนเข้ามาอยู่อาศัยก่อน ตั้งแต่สมัยที่ชาวเลยังไม่มีนายสกุล ไม่ใช่กลุ่มนายทุน
อย่างไรก็ตาม นอกจากพื้นที่บริเวณหาดราไวย์ที่เกิดข้อพิพาทแล้ว ยังมีชาวเลในจังหวัดต่างๆ ที่เกิดข้อพิพาทเรื่องที่ดินกับหน่วยงานรัฐและเอกชนรวม 7 พื้นที่ รวมครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ 1,228 หลังคาเรือน รวมทั้งเกิดปัญหาอื่นๆ เช่น ปัญหาไม่มีพื้นที่จอดเรือประมง ไม่มีพื้นที่ซ่อมเรือ เครื่องมือประมง เนื่องจากถูกธุรกิจท่องเที่ยวเบียดพื้นที่สำหรับจอดเรือท่องเที่ยว-พื้นที่เล่นน้ำ, ถูกเอกชนปิดทางเข้า-ออกสุสาน สถานที่ประกอบพิธีกรรม, ถูกกำหนดเขตประกอบอาชีพ ทำให้ต้องไปหากินในทะเลน้ำลึก เสี่ยงต่อความปลอดภัยเพราะเรือชาวเลเป็นเรือเล็ก และการดำน้ำจับปลาในทะลึกจะเสี่ยงต่อปัญหาด้านสุขภาพจากโรค “น้ำหนีบ” ทำให้ตายหรือพิการเป็นอัมพฤกต์-อัมพาต, ปัญหาการไม่มีบัตรประชาชน ทำให้เข้าไม่ถึงบริการสุขภาพ, ขาดโอกาสในการศึกษา ฯลฯ ทั้งนี้
“คณะกรรมการชุดนี้ได้เสนอรายงานความเห็นไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีแล้วตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2559 ที่ผ่านมา โดยตรวจสอบทั้งพยานเอกสาร พยานบุคคล ภาพถ่ายทางอากาศ เป็นที่ประจักษ์ว่าชาวเลหาดราไวย์ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานนานกว่า 400 ปี และได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน โดยปลูกบ้าน ทำสวนมะพร้าว ทำข้าวไร่ มีที่ฝังศพ มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มีบ่อน้ำโบราณ ฯลฯ ที่ดินบริเวณนี้จึงเป็นสิทธิโดยรอบของชาวเล การออกเอกสารสิทธิจึงเป็นการออกเอกสารโดยมิชอบ จึงควรคืนสิทธิให้ชาวเล ส่วนผู้ที่ถือโฉนดที่ดินที่มิใช่เป็นผู้แจ้งสิทธิครอบครอง ส.ค.1 สมควรได้รับการชดเชยจากรัฐตามความเหมาะสมและความเป็นธรรม เพราะเป็นการออกเอกสารโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ” พลเอกสุรินทร์กล่าว และว่า เมื่อชดเชยให้แก่เจ้าของที่ดินไปแล้วก็ให้นำที่ดินดังกล่าวมาจัดทำเป็นที่อยู่อาศัยให้แก่ชาวเล พร้อมทั้งมีการปรับปรุงที่อยู่อาศัย ปรับภูมิทัศน์ ให้เป็นพื้นที่คุ้มครองทางวัฒนธรรม และส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวเลได้ อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวนี้ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาดำเนินการของสำนักนายกรัฐมนตรี
นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า ในกรณีของชาวเลที่หาดราไวย์ คณะกรรมการสิทธิฯ จะเสนอความเห็นไปยังรัฐบาลใน 3 ประเด็น คือ 1.ให้ทบทวนการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินโดยมิชอบ 2.ให้รัฐบาลหาทางออกที่ดินราไวย์ เช่น ให้จ่ายเงินชดเชยให้เอกชนที่มีเอกสารสิทธิครอบครองที่ดิน 3.นำที่ดินที่ชาวราไวย์อยู่อาศัยเดิมมาพัฒนาให้เป็นที่อยู่อาศัยและเป็นพื้นที่ที่มีการคุ้มครองวัฒนธรรม นอกจากนี้จะสนับสนุนให้มีการจัดทำร่าง พ.ร.บ.เพื่อให้เกิดการคุ้มครองทางวัฒนธรรมแก่กลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลด้วย
นายคมสันต์ โพธิ์คง คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยรังสิต ในฐานะคณะกรรมการจัดทำร่าง พ.ร.บ.เพื่อให้เกิดความคุ้มครองทางด้านวัฒนธรรมแก่ชาวเล กล่าวว่า ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในการฟื้นฟูวิถีชีวิตและวัฒนธรรมชาวเลที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาที่ดินและการประกอบอาชีพ มาตั้งแต่ปี 2553 แล้ว แต่ยังไม่มีผลในทางปฏิบัติ เนื่องจากมติ ค.ร.ม.ไม่ถือเป็นกฎหมายที่มีผลบังคับใช้ ดังนั้นหน่วยงานต่างๆ จึงอาจละเลยไม่ปฏิบัติตามมติ ค.ร.ม.ก็ได้ ดังเช่นในกรณีของชาวเล
“ดังนั้นผมจึงเห็นด้วยที่จะสนับสนุนให้มีการออกเป็นพระราชบัญญัติขึ้นมา เพราะหากหน่วยงานใดไม่ปฏิบัติตามก็จะถือว่าเป็นการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ มีความผิดตามกฎหมาย โดยในขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการร่างโครงสร้าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการคุ้มครองทางวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ขึ้นมา ซึ่งจะต้องมีการรับฟังความคิดเห็นของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รวมทั้งกำหนดเขตพื้นที่คุ้มครองทางวัฒนธรรมขึ้นมา เช่น หากจะมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวในเขตพื้นที่คุ้มครองฯ ของชาวเลก็จะต้องมีมาตรการเพื่อไม่ให้การท่องเที่ยวเข้าไปทำลายวิถีชีวิตหรือวัฒนธรรมของชาวเล” นายคมสันต์ยกตัวอย่าง
นางปรีดา คงแป้น ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท กล่าวว่า การทำงานในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มูลนิธิได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายเชื่อมโยงชาวเลทั้ง 5 จังหวัดให้มารู้จักกันเป็นเครือข่าย และนำเสนอปัญหาของแต่ละพื้นที่เพื่อนำไปสู่การแก้ไขและพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวเลให้ดีขึ้น มีการส่งเสริมให้เยาวชนชาวเลหรือคนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้การพัฒนา การใช้สื่อสมัยใหม่บอกเล่าเรื่องราวและภูมิปัญญาของชาวเลให้สังคมได้รับรู้ นอกจากนี้ยังได้ร่วมกับสถาปนิกชุมชนออกแบบพื้นที่ชุมชน ให้เป็นพื้นที่ที่อยู่อาศัย พื้นที่ทางวัฒนธรรม โดยในปีหน้าจะร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเสนอพื้นที่คุ้มครองทางวัฒนธรรมของชาวเลทั้ง 5 จังหวัด และประกาศให้เป็นพื้นที่คุ้มครอง เช่น พื้นที่คุ้มครองทางพิธีกรรม ความเชื่อ และวัฒนธรรม เพื่อไม่ให้วิถีชีวิตของชาวเลต้องสูญหายไปจากการส่งเสริมเรื่องการท่องเที่ยวและการพัฒนาพื้นที่
สุวัฒน์ กิขุนทด : รายงาน





