playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก
Sea_Gypsy_resize.JPG


หาดราไวย์-ภูเก็ต/ ชาวเลนับพันคนจาก 5 จังหวัดชายฝั่งอันดามันร่วมงาน “รวมญาติชาติพันธุ์ชาวเล” คึกคัก  นำเสนอปัญหาเรื่องที่ดิน  พื้นที่ทำกิน  พื้นที่ทางวัฒนธรรม ฯลฯ ถูกรุกรานจากกลุ่มทุนและการท่องเที่ยว เฉพาะที่หาดราไวย์ชาวเลถูกเอกชนฟ้องร้องขับไล่ออกจากที่ดินทั้งชุมชน  117 ราย  ขณะที่ตัวแทนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ และคณะกรรมการแก้ไขปัญหาชาวเลเสนอรัฐบาลจ่ายเงินชดเชยให้เอกชนที่มีโฉนด  แล้วนำที่ดินมาพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัย   รวมทั้งออก พ.ร.บ.พื้นที่คุ้มครองทางวัฒนธรรม


กลุ่มชาวเลเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ตามชายหาดและเกาะแก่งต่างๆ ด้านทะเลอันดามันมายาวนานหลายร้อยปี  ในพื้นที่ 5 จังหวัด  คือ  ระนอง  พังงา  ภูเก็ต  กระบี่  และสตูล  รวมประชากรทั้งหมดประมาณ  12,300 คน  ส่วนใหญ่อยู่อาศัยในพื้นที่ก่อนการประกาศเป็นเขตอุทยาน  ป่าชายเลน  ป่าสงวนฯ  พื้นที่บางส่วนชาวเลมีเอกสารสิทธิ์ครอบครองที่ดิน  ขณะเดียวกันเอกชนก็อ้างสิทธิ์การครอบครองที่ดิน  ทำให้เกิดข้อพิพาท  มีการฟ้องร้องขับไล่ชาวเล  ทำให้ชาวเลได้รับผลกระทบทั้งด้านที่อยู่อาศัย  การหากินในทะเล  ฯลฯ จนในปี 2553  รัฐบาลในขณะนั้นจึงมีมติคณะรัฐมนตรี ( 2 มิ.ย.2553) เรื่องการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล  แต่ระยะเวลาผ่านไป 7 ปี  ปัญหาส่วนใหญ่ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข  

ล่าสุดเมื่อวันที่ 19-20  พฤศจิกายน  กลุ่มชาวเลและภาคีเครือข่าย  เช่น  กระทรวงวัฒนธรรม  คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  มูลนิธิชุมชนไท  สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ  สกว.  พอช.  ฯลฯ  ได้จัดงาน “รวมญาติพันธุ์ชาวเล ปีที่ 7 พัฒนาพื้นที่คุ้มครองทางวัฒนธรรมชาติพันธุ์ชาวเล  สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน”  ขึ้นที่หาดราไวย์  จังหวัดภูเก็ต  โดยในงานมีการจัดนิทรรศการ  การพูดคุยกลุ่มย่อยเพื่อนำเสนอปัญหาและหาทางออก  การแสดงทางวัฒนธรรม  รวมทั้งมีการจัดเวทีอภิปรายเรื่องการคุ้มครองวัฒนธรรมชาวเล  มีนักวิชาการ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  ฯลฯ  ร่วมอภิปราย  โดยมีนายสนิท  ศรีวิหค  รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตเป็นประธานเปิดงาน  มีชาวเลจาก 5 จังหวัดและภาคีเครือข่ายเข้าร่วมงานตลอดทั้ง 2 วัน  ประมาณ 1,000 คน

3Sea_Gypsy_resize.JPG
นายนิรันด์  หยังปาน  ผู้นำชาวเลหาดราไวย์  กล่าวว่า  ชุมชนราไวย์เป็นชุมชนชาวเลที่อยู่อาศัยกันมานานนับร้อยปี  นับตั้งแต่รู่นปู่ย่าตายาย  ส่วนใหญ่จะหากินด้วยวิธีประมงพื้นบ้าน  ใช้อวน  ลอบ  ไซ  หรือดำน้ำลงไปจับปู  ปลา  กุ้ง หอย  โดยในปี 2502  ในหลวงได้เสด็จมาเยี่ยมชาวเลที่นี่  ตอนนั้นสภาพพื้นที่รอบๆ ชุมชนยังเป็นป่ารกร้าง  และใช้พื้นที่บางส่วนเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมหลายอย่างตามความเชื่อและวัฒนธรรมของชาวเล    รวมทั้งเป็นสุสาน  ไม่มีนายทุนเข้ามาครอบครองพื้นที่  ชาวบ้านยังหาอยู่หากินได้อย่างสุขสบาย

“แต่ตอนหลังที่ดินมีราคาแพงขึ้น  มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามามากขึ้น  ก่อนเกิดสึนามิปี 2547  ชาวเลที่หาดราไวย์เริ่มถูกนายทุนเข้ามาบีบให้ออกจากพื้นที่  อ้างว่าตัวเองมีเอกสารสิทธิ์  แต่ก็ยังไม่มีการฟ้องร้อง  พอหลังปี 2548 จึงเริ่มมีการฟ้องร้องให้ชาวเลออกจากพื้นที่  แต่พวกเราก็ไม่ยอม  หาทางต่อสู้เรื่อยมา  เพราะถือว่าพวกเราอยู่อาศัยมานานตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย  เพียงแต่พวกเราไม่รู้หนังสือ  จึงไม่ได้ไปแจ้งการครอบครองที่ดิน  ทำให้ถูกนายทุนฟ้องร้องขับไล่”  นายนิรันด์กล่าว  และบอกว่าตอนนี้ชาวเลในชุมชนราไวย์มีทั้งหมด  244  ครอบครัว  รวมประชากร  2,063 คน  อยู่อาศัยในที่ดิน  19 ไร่  แต่ถูกฟ้องร้องขับไล่ไปแล้ว  117  ราย    

ที่ดินบริเวณหาดราไวย์มีที่ดิน 2 แปลงติดกันที่ชาวบ้านได้เข้าไปใช้ประโยชน์  แปลงแรกเนื้อที่ 19 ไร่  เป็นที่ตั้งชุมชน  มีสภาพแออัด  บริเวณด้านหน้าชุมชนเป็นย่านขายอาหารทะเลสดและร้านอาหารทะเล  มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาซื้อและกินอาหารทะเลเป็นจำนวนมาก  แปลงที่สองเนื้อที่ประมาณ 33 ไร่  ด้านหน้าติดทะเล  ชาวบ้านใช้พื้นที่บนบกเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมต่างๆ  ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนเรียกว่า “บาลัย”  รวมทั้งเป็นสุสาน  ใช้เป็นที่ซ่อมแห  อวน  ลอบ  ไซ  ฯลฯ  และใช้พื้นที่หน้าชายหาดเป็นที่จอดเรือ  เมื่อเอกชนเข้ามาอ้างสิทธิ์ครอบครองจึงมีการถมพื้นที่ที่เคยเป็นลำรางสาธารณะ  ทำให้เกิดผลกระทบต่อชาวบ้าน  เพราะเมื่อฝนตกจะทำให้น้ำจากชุมชนไม่สามารถระบายลงลำรางออกสู่ทะเลได้  เกิดปัญหาน้ำท่วมขัง  เน่าเหม็น  เกิดโรคไข้เลือดออกจากยุงลาย  โรคฉี่หนู  และโรคตาแดง

4Sea_Gypsy_resize.JPG
นอกจากนี้ในปี 2558  บริษัทเอกชนยังได้พยายามนำแท่งปูนเข้ามาเพื่อปิดทางเข้า-ออกบริเวณที่ดิน  33 ไร่  และเจรจาให้ชาวบ้านย้ายบาลัยออกไป  ขณะที่ชาวบ้านได้ขอให้ทางจังหวัดตรวจสอบแนวเขตที่ดินสาธารณะ ช่วงปลายเดือนมกราคม แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป  ต่อมาในช่วงปลายเดือนมกราคม  2559  บริษัทเอกชนได้นำคนงานพร้อมรถบรรทุกหินเข้ามาปิดเส้นทางทางเข้าออกอีก  จนเกิดเหตุการณ์ปะทะกัน  ชาวเลได้รับบาดเจ็บกว่า 20 คน   ในเดือนมีนาคมถัดมา  ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตได้เสนอให้รัฐบาลซื้อที่ดินบริเวณที่ชุมชนชาวเลตั้งอยู่เนื้อที่ประมาณ 20 ไร่  ราคา 98 ล้านบาทจากเอกชน  เพื่อให้ชาวเลได้อยู่อาศัยอย่างถูกต้อง  แต่ชาวเลบางส่วนไม่เห็นด้วย  เพราะถือว่าพวกตนเข้ามาอยู่อาศัยก่อน  ตั้งแต่สมัยที่ชาวเลยังไม่มีนายสกุล ไม่ใช่กลุ่มนายทุน

อย่างไรก็ตาม  นอกจากพื้นที่บริเวณหาดราไวย์ที่เกิดข้อพิพาทแล้ว  ยังมีชาวเลในจังหวัดต่างๆ ที่เกิดข้อพิพาทเรื่องที่ดินกับหน่วยงานรัฐและเอกชนรวม 7 พื้นที่  รวมครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ  1,228  หลังคาเรือน  รวมทั้งเกิดปัญหาอื่นๆ   เช่น  ปัญหาไม่มีพื้นที่จอดเรือประมง  ไม่มีพื้นที่ซ่อมเรือ  เครื่องมือประมง  เนื่องจากถูกธุรกิจท่องเที่ยวเบียดพื้นที่สำหรับจอดเรือท่องเที่ยว-พื้นที่เล่นน้ำ,  ถูกเอกชนปิดทางเข้า-ออกสุสาน  สถานที่ประกอบพิธีกรรม, ถูกกำหนดเขตประกอบอาชีพ  ทำให้ต้องไปหากินในทะเลน้ำลึก  เสี่ยงต่อความปลอดภัยเพราะเรือชาวเลเป็นเรือเล็ก  และการดำน้ำจับปลาในทะลึกจะเสี่ยงต่อปัญหาด้านสุขภาพจากโรค “น้ำหนีบ” ทำให้ตายหรือพิการเป็นอัมพฤกต์-อัมพาต,  ปัญหาการไม่มีบัตรประชาชน  ทำให้เข้าไม่ถึงบริการสุขภาพ, ขาดโอกาสในการศึกษา  ฯลฯ  ทั้งนี้



5Sea_Gypsy_resize.JPGพลเอกสุรินทร์  พิกุลทอง  ประธานกรรมการอำนวยการแก้ไขปัญหาความมั่นคงในที่อยู่อาศัย  พื้นที่ทำกิน  และพื้นที่ทางจิตวิญญาณของชุมชนชาวเล  กล่าวว่า  ชาวเลและชาวซาไกเป็นคนพื้นเมืองดั้งเดิมของภูเก็ต  อยู่อาศัยในพื้นที่มานานก่อนคนไทย  จีน  หรือมลายู  แต่ชาวเลเหล่านี้เหมือนกับมีผืนดิน  แต่ไม่มีที่อยู่อาศัย  ซึ่งในการแก้ไขปัญหาที่ดินจะต้องเอาความจริง  เอาข้อมูลมาพูด  แต่ที่ผ่านมาไม่มีใครทำ  แม้ว่าจะมีมติ ค.ร.ม.ออกมาตั้งแต่ปี 2553  แล้วก็ตาม  ดังนั้นเมื่อพิสูจน์ได้ว่าเอกชนครอบครองที่ดินโดยไม่ชอบทางราชการก็สามารถยกเลิกโฉนดได้  


“คณะกรรมการชุดนี้ได้เสนอรายงานความเห็นไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีแล้วตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2559 ที่ผ่านมา  โดยตรวจสอบทั้งพยานเอกสาร  พยานบุคคล  ภาพถ่ายทางอากาศ  เป็นที่ประจักษ์ว่าชาวเลหาดราไวย์ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานนานกว่า 400 ปี  และได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน  โดยปลูกบ้าน  ทำสวนมะพร้าว  ทำข้าวไร่  มีที่ฝังศพ  มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์   มีบ่อน้ำโบราณ  ฯลฯ  ที่ดินบริเวณนี้จึงเป็นสิทธิโดยรอบของชาวเล  การออกเอกสารสิทธิจึงเป็นการออกเอกสารโดยมิชอบ  จึงควรคืนสิทธิให้ชาวเล  ส่วนผู้ที่ถือโฉนดที่ดินที่มิใช่เป็นผู้แจ้งสิทธิครอบครอง ส.ค.1 สมควรได้รับการชดเชยจากรัฐตามความเหมาะสมและความเป็นธรรม  เพราะเป็นการออกเอกสารโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ”  พลเอกสุรินทร์กล่าว  และว่า  เมื่อชดเชยให้แก่เจ้าของที่ดินไปแล้วก็ให้นำที่ดินดังกล่าวมาจัดทำเป็นที่อยู่อาศัยให้แก่ชาวเล  พร้อมทั้งมีการปรับปรุงที่อยู่อาศัย  ปรับภูมิทัศน์  ให้เป็นพื้นที่คุ้มครองทางวัฒนธรรม  และส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวเลได้  อย่างไรก็ตาม  ข้อเสนอดังกล่าวนี้ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาดำเนินการของสำนักนายกรัฐมนตรี


นางเตือนใจ  ดีเทศน์   กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  กล่าวว่า  ในกรณีของชาวเลที่หาดราไวย์  คณะกรรมการสิทธิฯ จะเสนอความเห็นไปยังรัฐบาลใน  3 ประเด็น  คือ 1.ให้ทบทวนการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินโดยมิชอบ  2.ให้รัฐบาลหาทางออกที่ดินราไวย์  เช่น  ให้จ่ายเงินชดเชยให้เอกชนที่มีเอกสารสิทธิครอบครองที่ดิน 3.นำที่ดินที่ชาวราไวย์อยู่อาศัยเดิมมาพัฒนาให้เป็นที่อยู่อาศัยและเป็นพื้นที่ที่มีการคุ้มครองวัฒนธรรม  นอกจากนี้จะสนับสนุนให้มีการจัดทำร่าง พ.ร.บ.เพื่อให้เกิดการคุ้มครองทางวัฒนธรรมแก่กลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลด้วย

นายคมสันต์   โพธิ์คง   คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยรังสิต  ในฐานะคณะกรรมการจัดทำร่าง พ.ร.บ.เพื่อให้เกิดความคุ้มครองทางด้านวัฒนธรรมแก่ชาวเล  กล่าวว่า  ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในการฟื้นฟูวิถีชีวิตและวัฒนธรรมชาวเลที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาที่ดินและการประกอบอาชีพ  มาตั้งแต่ปี 2553 แล้ว  แต่ยังไม่มีผลในทางปฏิบัติ  เนื่องจากมติ ค.ร.ม.ไม่ถือเป็นกฎหมายที่มีผลบังคับใช้  ดังนั้นหน่วยงานต่างๆ จึงอาจละเลยไม่ปฏิบัติตามมติ ค.ร.ม.ก็ได้  ดังเช่นในกรณีของชาวเล  

“ดังนั้นผมจึงเห็นด้วยที่จะสนับสนุนให้มีการออกเป็นพระราชบัญญัติขึ้นมา  เพราะหากหน่วยงานใดไม่ปฏิบัติตามก็จะถือว่าเป็นการละเลยการปฏิบัติหน้าที่  มีความผิดตามกฎหมาย  โดยในขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการร่างโครงสร้าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการคุ้มครองทางวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ขึ้นมา  ซึ่งจะต้องมีการรับฟังความคิดเห็นของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รวมทั้งกำหนดเขตพื้นที่คุ้มครองทางวัฒนธรรมขึ้นมา  เช่น  หากจะมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวในเขตพื้นที่คุ้มครองฯ ของชาวเลก็จะต้องมีมาตรการเพื่อไม่ให้การท่องเที่ยวเข้าไปทำลายวิถีชีวิตหรือวัฒนธรรมของชาวเล”  นายคมสันต์ยกตัวอย่าง  


นางปรีดา  คงแป้น  ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท  กล่าวว่า  การทำงานในช่วงหลายปีที่ผ่านมา  มูลนิธิได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายเชื่อมโยงชาวเลทั้ง 5 จังหวัดให้มารู้จักกันเป็นเครือข่าย  และนำเสนอปัญหาของแต่ละพื้นที่เพื่อนำไปสู่การแก้ไขและพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวเลให้ดีขึ้น  มีการส่งเสริมให้เยาวชนชาวเลหรือคนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้การพัฒนา  การใช้สื่อสมัยใหม่บอกเล่าเรื่องราวและภูมิปัญญาของชาวเลให้สังคมได้รับรู้  นอกจากนี้ยังได้ร่วมกับสถาปนิกชุมชนออกแบบพื้นที่ชุมชน  ให้เป็นพื้นที่ที่อยู่อาศัย  พื้นที่ทางวัฒนธรรม  โดยในปีหน้าจะร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเสนอพื้นที่คุ้มครองทางวัฒนธรรมของชาวเลทั้ง 5 จังหวัด  และประกาศให้เป็นพื้นที่คุ้มครอง  เช่น  พื้นที่คุ้มครองทางพิธีกรรม  ความเชื่อ  และวัฒนธรรม   เพื่อไม่ให้วิถีชีวิตของชาวเลต้องสูญหายไปจากการส่งเสริมเรื่องการท่องเที่ยวและการพัฒนาพื้นที่


สุวัฒน์ กิขุนทด : รายงาน
                                                                
แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter