playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

15134691_1180501898698504_5513415920389542406_n.jpg
ลุ้นระทึก !!!!!  กับการกลั่นกรองโครงการบ้านพอเพียง ผ่านเวทีประชุมคณะอนุกรรมการที่อยู่อาศัยฯ  ครั้งที่ 1/2560 เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2559  สำนักงานภาคกลางและตะวันตก เสนอโครงการบ้านพอเพียงเข้าร่วมการกลั่นกรอง จำนวน 164 ตำบล  2,939 ครัวเรือน  งบประมาณ  51,767,764  บาท    เมื่อคณะกรรมการพร้อมเวทีการประชุมเริ่มต้นด้วยเสียงอันคุ้นเคยของ คุณสมสุข บุญญะบัญชา  ประธานในที่ประชุม มีเรื่องแจ้งเพื่อทราบหลายเรื่องรวมถึงทบทวนแนวทางโครงการบ้านพอเพียง โดยมีแกนนำและเจ้าหน้าที่หลายภาคเข้าร่วมเรียนรู้และสังเกตุการณ์ ก่อนเข้าสู่วาระการนำเสนอของสำนักงานภาคกลางและตะวันตก

15073466_1180501882031839_2057407825664613148_n.jpg

การทำงานที่เข้มข้นภายใต้ระยะเวลาที่บีบคั้น 1 เดือน  12 วัน  กับความมุ่งมั่นของพี่น้องขบวนองค์กรชุมชนภาคกลางและตะวันตก   ซึ่งมีพื้นที่ปฏิบัติการ 16  จังหวัด แบ่งเขตการบริหารพื้นที่เป็น 5 กลุ่มจังหวัด มีพื้นที่ดำเนินการทั้งหมด  1,480  พื้นที่ ขับเคลื่อนงานผ่านประเด็นงานหลัก เช่น สภาองค์กรชุมชน สวัสดิการชุมชน แก้ไขปัญหาที่ดินและที่อยู่อาศัยชนบท บ้านมั่นคง และเศรษฐกิจและทุน   ที่ผ่านมาสำนักงานภาคและขบวนองค์กรชุมชนภาคกลางและตะวันตก ร่วมกันขับเคลื่อนงานพัฒนาโดยยึดแนวทางของสถาบันฯ ใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งชุมชนเป็นแกนหลัก มีพื้นที่ขับเคลื่อนงานผ่านประเด็นงานดังกล่าว  1,315 ตำบล คิดเป็นร้อยละ 88.8  ในการขับเคลื่อนงานพัฒนาพบปัญหาที่เป็นข้อติดขัดสำคัญหลายด้านเช่น  ด้านทรัพยากร เศรษฐกิจ ผลกระทบจากนโยบายรัฐ รวมถึงปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ซึ่งนับเป็นปัจจัยพื้นฐานของพี่น้องภาคกลางและตะวันตก นั่นคือปัญหาด้านความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัย ขบวนองค์กรชุมชนภาคกลางและตะวันตกจึงได้กำหนดเป้าหมายในการแก้ไขปัญหานี้ ซึ่งประกอบด้วย  ต้องเน้นการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม,สร้างหลักประกันความมั่นคงที่ดินและสิทธิการบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาคี ( การสร้างการมีส่วนร่วม), เจ้าของปัญหาลุกขึ้นมาจัดตนเองและที่สำคัญการใช้โครงการบ้านพอเพียงเป็นเครื่องมือผลักดันเชิงนโยบายในระดับจังหวัด และสร้างการจัดการตนเองทุกระดับ

slide10.JPG

          การแก้ไขปัญหาความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัยโดยใช้เครื่องมือโครงการบ้านพอเพียงภาคกลาง เริ่มกระบวนการจากสร้างความเข้าใจหลักคิด  เป้าหมาย  แนวทางการขับเคลื่อน  ผ่านเวทีอนุกรรมการภาค มีการกำหนดแนวทางกระบวนการทำงานในระดับภาคเพื่อพัฒนาพื้นที่ทั้งระดับจังหวัด ตำบล ในการพัฒนาโครงการ  กำหนดเกณฑ์กลางสำคัญในการคัดกรองกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย

1. ผู้ที่มีความเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัย คนจน/บ้านทรุดโทรม/บ้านแออัด/ผู้ด้อยโอกาส คนไม่มีบ้าน

2. ผู้เดือดร้อนที่ไม่มีความมั่นคงด้านที่ดิน บุกรุกที่ดิน เอกชน/รัฐ



นอกจากนี้มีเกณฑ์การพิจารณาที่คณะทำงานภาคให้ใช้เป็นแนวทางร่วมกันคือ  

1)      ผู้เดือดร้อนต้องอาศัยอยู่ในตำบลนั้นจริง และเป็นผู้มีความเดือดร้อนตามข้อ 1 และ 2 (ตามเกณฑ์การคัดกรองกลุ่มเป้าหมาย )

2)      ต้องผ่านกระบวนการรับรองสิทธิ์ร่วมกันในระดับตำบล โดยใช้กลไกหลายฝ่ายมาพิจารณาร่วมกัน

3)      จัดทำแผนพัฒนาและจัดลำดับการดูแลและสนับสนุนของผู้เดือดร้อนให้เหมาะสม

4)      ตำบลที่เสนอโครงการฯต้องมีหลักเกณฑ์และมติที่ประชุมระดับตำบล,จังหวัด

5)      ระบุวิธีการบริหารจัดการงบประมาณที่ชัดเจน 

6)      มีระบบการบริหารจัดการที่ดี มีเอกสาร หลักฐานชัดเจน มีความโปร่งใส และตรวจสอบได้ มีกระบวนการที่มีความต่อเนื่อง มั่นคง และยั่งยืน

7)      ต้องมีผู้รับผิดชอบโครงการที่ชัดเจน

          นอกจากนี้มีการกระจายอำนาจ ให้บทบาท การตัดสินใจ ร่วมมีส่วนในการพิจารณา กลั่นกรองแบ่งออกเป็น 3 ระดับ  ประกอบด้วย ระดับตำบล 40 %  จังหวัด 40%  อนุกรรมการกลั่นรอง 15 % และคณะอนุกรรมการภาคฯ 5%  นั่นหมายถึงกระบวนการพัฒนาครั้งนี้ภาคให้ความสำคัญกับกระบวนการฐานล่างในการมีส่วนร่วมพิจารณาเป็นหลักสำคัญ

slide9.JPG

การพัฒนาระดับจังหวัด  มีการสร้างความเข้าใจในทีมคณะทำงานระดับจังหวัด จัดตั้งคณะกรรมการบ้านพอเพียงเพื่อขับเคลื่อนงาน ออกแบบวิธีการ ทบทวนกฎเกณฑ์กติการะดับจังหวัดสร้างข้อตกลงร่วม หนุนเสริมการพัฒนาโครงการระดับตำบล  และกลั่นกรองให้ความเห็นชอบก่อนนำเสนอในเวทีภาค

จุดสำคัญของการพัฒนาระดับจังหวัดที่พบในหลายจังหวัด คือ ทีมทำงานที่เข้มแข็งกลไกสำคัญเลยคือ คปอ. ( คณะประสานงานขบวนองค์กรชุมชนจังหวัด ) เนื่องจากต้องมีกระบวนการทำงานที่รวดเร็วหากทีมงานไม่เข้มแข็งก็จะไม่สามารถพัฒนาได้ทันกับระยะเวลาที่กำหนด, การสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีในการหนุนเสริมกระบวนการพัฒนา ดึงเข้าเป็นทีมทำงานร่วม ซึ่งเป็นจุดเริ่มในการพัฒนาไปสู่การเชื่อมโยงการแก้ไขปัญหาด้านอื่นๆ ในจังหวัด  เช่น จังหวัดชัยนาทมีการประสานความร่วมมือกับผู้ว่าราชการจังหวัด ท้องถิ่นจังหวัด พัฒนาชุมชน พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายอำเภอ ในการสร้างความเข้าใจร่วม ลงพื้นที่หนุนเสริมการขับเคลื่อนงานระดับตำบลและร่วมเป็นกลไกในการขับเคลื่อนงานจนถึงการติดตามประเมินผล,  จังหวัดราชบุรีประสานกับหน่วยงานทหารในการขับเคลื่อนงานประเมินราคาและใช้แรงงานในการซ่อมแซม

ในระดับจังหวัด มีการจัดกลไกติดตามประเมินผล 3 ระดับ คือ ก่อนดำเนินการ ระหว่างดำเนินการ และหลังดำเนินการซึ่งเชื่องโยงกับผู้เดือดร้อนในระดับตำบล

การขับเคลื่อนงานระดับตำบล  เน้นการใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นพื้นที่กลางในการเชื่อมโยงประเด็นงาน  หน่วยงานภาคี ท้องถิ่น ท้องที่   กลไกขับเคลื่อนงานไม่ได้มีข้อจำกัด อาจขึ้นจากผู้เดือดร้อน ประเด็นงานใดประเด็นหนึ่ง แต่เน้นการเคลื่อนงานโดยภาพรวมทั้งตำบล กระบวนการเริ่มจากการสร้างความเข้าใจ ลงพื้นที่เพื่อจัดทำข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลร่วมกัน จัดทำเป็นแผนแก้ไขปัญหา 1-5  ปี  บางพื้นที่ผ่านกระบวนการประชาคมในระดับหมู่บ้าน ระดับตำบล ซึ่งเป็นการคัดกรองผู้เดือนร้อนอย่างเข้มข้น ลงพื้นที่ประเมินราคาและทำรายละเอียดการซ่อมสร้าง ก่อนจะสรุปผลและรวบรวมนำเสนอขึ้นสู่จังหวัด

รูปแบบการช่วยเหลือในระดับตำบลมีความหลากหลายโดยตำบลกำหนดเอง เช่น ตำบลโพงาม จ.ชัยนาท ได้กำหนดรูปแบบรวมถึงเกณฑ์ของตำบล ดังนี้ 

1.เป็นการให้ฟรี  ต้องเป็นผู้พิการที่หน่วยงานเข้าไม่ถึง,ผู้สูงอายุที่ไม่สามารถประกอบอาชีพและไม่มีผู้ดูแล

2.การคืนทุน  มี 2 ระดับ คือ คืน 50 % เกณฑ์คือ  ผู้มีรายได้น้อยและมีหนี้สินที่เป็นผู้เดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัย  ต้องได้รับการแก้ไขด่วน คืน 100 %  ต้องเป็นผู้เดือดร้อน แต่มีความสามารถในการผ่อนชำระคืน   เงื่อนไขการคืน   ชำระคืนภายใน 2  ปี  ตามความสามารถการชำระคืน

มีกติกาข้อตกลงร่วมการบริหารจัดการทุนที่ได้รับคืน รวมถึงกลไกบริหารที่มีส่วนร่วมทั้งผู้เดือดร้อน แกนนำชุมชน ภาคีในพื้นที่ตำบล ซึ่งต่อยอดความยั่งยืนในตำบลต่อไป

การซ่อมสร้าง ใช้กระบวนการมีส่วนร่วมระหว่าง ช่าง อบต. ทีมช่างชุมชน และผู้เดือดร้อน ไม่มีค่าแรงงาน มีการสมทบค่าอาหารจากทุนภายใน เช่น กองทุนสวัสดิการ หรือหน่วยงาน อบต.  การจัดซื้อจัดจ้างใช้คณะกรรมการที่แต่งตั้งกันในระดับตำบล มีการสอบราคาและจัดซื้อโดยการบริหารจัดการร่วมกัน มีแผนการซ่อมสร้างที่ชัดเจนเมื่อโครงการได้รับการอนุมัติ

การบริหารจัดการและติดตามประเมินผล มีกลไกติดตาม ที่มีองค์ประกอบมาจากผู้เดือดร้อน ที่ต้องดูแลการซ่อมสร้างบ้านตนเอง รวมถึงมีกลไกติดตามเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายในระดับตำบล อำเภอ จังหวัด

การพัฒนาระดับตำบลถึงแม้จะมีระยะเวลาจำกัด แต่ก็มีความเข้มข้น สิ่งที่เห็นได้ชัดในช่วงกระบวนการพัฒนาโครงการ คือการเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน จะเห็นว่าบางพื้นที่เกิดการเรียนรู้กันและกัน นำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีในตำบล เช่น การเรียนรู้ระหว่างทีมช่างของชุมชนและทีมช่างของ อบต. , เทคนิคการสืบค้นราคาวัสดุ, การบูรณาการข้อมูลในตำบล เช่น ข้อมูลของชุมชน ของหน่วยงาน, การใช้กระบวนการ “ถาดร่วม” สร้างความร่วมมือในพื้นที่ตำบล เป็นต้น ทั้งหมดนี้นำมาซึ่ง การเห็นคุณค่า ให้ความสำคัญ ความเชื่อมั่นของภาครัฐที่มีต่อภาคประชาชน 

ผลลัพท์และความคาดหวังของขับเคลื่อนโครงการบ้านพอเพียงในพื้นที่ตำบล เกิดการบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่ายงานภาคี ท้องที่ ท้องถิ่น มีรูปธรรมการเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาคีที่ชัดเจน ทีมทำงานมีการพัฒนาศักยภาพ เกิดกระบวนการเรียนรู้การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยระหว่างผู้เดือดร้อนและภาคี เกิดกองทุนการแก้ไขปัญหาระดับตำบล เกิดการเชื่อมโยงกองทุนกับหน่วยงานภายในและภายนอก

กระบวนการกลั่นกรองระดับภาค ดำเนินการในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2559  กลไกสำคัญคือคณะอนุกรรมการกรองระดับภาค จังหวัดที่เข้าร่วมเสนอโครงการ 14 จังหวัด และอยู่ระหว่างการขับเคลื่อนและพัฒนาโครงการ 2 จังหวัด คือ พระนครศรีอยุธยา และสมุทรสาคร ในการกลั่นกรองมีความเข้มข้น เห็นกระบวนการทำงานที่ทำให้เกิดการเรียนรู้แลกเปลี่ยนในขบวนพี่น้องภาคกลางและตะวันตก ที่สำคัญ ขบวนฯมีความมุ่นมั่น พิถีพิถันทุกขั้นตอน   ทุกกระบวนการผ่านการวิเคราะห์ ออกแบบร่วมของขบวนพี่น้องในทุกระดับ การเรียนรู้ร่วมที่มีข้อโต้แย้ง การหาข้อตกลงร่วมเพื่อสร้างความเป็นธรรม    การเคารพต่อกติกามติที่ประชุม ถือเป็นบทเรียนที่ขบวนองค์กรชุมชมและเจ้าหน้าที่ได้เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติการร่วมทุกกระบวนการ

ข้อเสนอแนะจากเวที คุณธีรพล สุวรรณรุ่งเรือง ผู้อำนวยการสำนักงานภาคกลางและตะวันตก ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการดำเนินการในพื้นที่ตำบลต้องทำข้อมูลการทำงานในพื้นที่ตั้งแต่ก่อนการซ่อมสร้าง ระหว่างการซ่อมสร้าง และหลังดำเนินการซ่อมสร้าง เพราะหากดำเนินการซ่อมแล้วจะไม่เห็นภาพเดิมซึ่ง อาจถ่ายภาพให้เห็นเพื่อป้องกันปัญหาข้อขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นภายหน้า

          สิ้นสุดการนำเสนอ คณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ มีมติ เห็นชอบอนุมัติโครงการ แต่เนื่องจากเพดานเกินกรอบของภาคที่จะได้รับ จึงให้สำนักงานภาคดำเนินการปรับให้อยู่ในข้อตกลงร่วม คือ จำนวนหน่วย 2000 ครัวเรือน วงเงิน  36  ล้านบาท   แถมท้ายด้วยข้อคิดเห็น คุณสมสุข บุญญะบัญชา ที่ให้แนวทางการขับเคลื่อนขาลงให้เข้มข้น ขับเคลื่อนงานอย่างจริงจังในพื้นที่ทั้งระดับตำบล จังหวัด และขอให้โครงการบ้านพอเพียงนี้เป็นจุดที่จะไปต่อยอดสู่เรื่องอื่นที่จะนำไปสู่ความยั่งยืนของชุมชนต่อไป รวมถึง ให้กำลังใจขบวนองค์กรชุมชนและทีมงาน ที่มีกระบวนการทำงานที่รวดเร็ว เสนออนุมติได้เป็นภาคแรก  งานนี้เล่นเอาทีมงานหายเหนื่อยกันเลยทีเดียว

slide49.JPG

slide_6_1.JPG

 

 

ข้อมูลโดย ทีมขบวนองค์กรชุมชนและเจ้าหน้าที่ภาคกลางและตะวันตก

เรียบเรียงโดย :  สดิ้งทิพย์   

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter