playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

กรุงเทพฯ/ ทีวีชุมชนเริ่มเป็นจริง  กสทช.อนุมัติโครงการนำร่องทีวีชุมชน  3  โครงการ  ในจังหวัดพะเยา  อุบลราชธานี  และชุมชนอันดามัน   คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในช่วงต้นปี 2560  ระยะเวลาดำเนินการช่วงแรก 2 ปี  หลังจากนั้นจึงจะมีการสรุปและประเมินผล  เพื่อนำข้อมูลมาใช้เป็นต้นแบบสำหรับการดำเนินการทีวีชุมชนในอนาคต  ขณะที่อดีต ผอ.ไทยพีบีเอสแนะทีวีชุมชนต้องมีแผนการตลาด  แผนธุรกิจ  เพื่อหารายได้มาเลี้ยงตัวเอง

 

Community_TV1.jpgหลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง  กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีแผนการเปลี่ยนผ่านทีวีระบบอนาล็อกเป็นดิจิตอล  และมีแผนการกระจายการถือครองคลื่นความถี่ให้กับภาคชุมชน  ถือเป็นโอกาสที่ชุมชนจะสามารถเข้ามาใช้คลื่นความถี่เพื่อการสื่อสารในชุมชน  หรือที่เรียกว่า “ทีวีชุมชน”   โดยเปิดให้ชุมชนที่ดำเนินการทีวีชุมชนอยู่แล้ว  ยื่นเสนอโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนจาก กสทช.ในช่วงกลางปี 2559 ที่ผ่านมา  ผลปรากฏว่ามีทีวีชุมชน 3 แห่งที่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการ กสทช.  คือทีวีชุมชนจังหวัดพะเยา   อุบลราชธานี  และชุมชนอันดามันมั่นคง 


Community_TV2_resize.JPG
ล่าสุดเมื่อวันที่  22 พฤศจิกายน  2559  สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง  กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้จัดงานประชุมเชิงวิชาการ  เรื่อง “แนวทางการประกอบกิจโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล  ประเภทบริการชุมชนในประเทศไทย”  ที่โรงแรมสุโกศล  กรุงเทพฯ  โดยมีตัวแทนหน่วยงานต่างๆ  สถาบันการศึกษา  นักวิชาการด้านสื่อ  และตัวแทนสื่อชุมชนจากจังหวัดต่างๆ  เข้าร่วมงานประมาณ  100 คน 

นางสาวอรศรี  ศรีระษา  ผู้อำนวยการส่วน  สำนักกิจการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล  กสทช.  กล่าวว่า  ทีวีระบบดิจิตอลมีทั้งหมด 48 ช่อง   24 ช่องเป็นทีวีในระบบธุรกิจที่เปิดดำเนินการไปแล้ว,  12 ช่องเป็นทีวีสาธารณะ  และอีก 12 ช่องเป็นทีวีชุมชน  ซึ่งที่ผ่านมา กสทช.ได้ประกาศเปิดรับสมัครทีวีชุมชนที่ต้องการขอรับการสนับสนุนไปแล้ว   ผลปรากฏว่ามีทีวีชุมชนจำนวน  3 รายที่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการ  ประกอบด้วย 1.พะเยาทีวีชุมชน  จ.พะเยา    2.มูลนิธิสื่อสร้างสุข         จ.อุบลราชธานี  และ 3.โครงการทีวีชุมชนอันดามันมั่นคง

“ทีวีชุมชนที่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการแล้ว  ขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการจัดทำร่าง TOR  (ข้อกำหนดของผู้ว่าจ้าง) หลังจากมีการลงนามใน TOR แล้ว  ทีวีชุมชนทั้ง 3 แห่งจึงจะได้รับงบประมาณสนับสนุนการดำเนินงานตามที่คณะกรรมการอนุมัติ  โดยมีระยะเวลาการดำเนินงาน  2 ปี   ซึ่งในช่วง 6 เดือนแรกจะเป็นช่วงการเตรียมการ  และอีก 18  เดือนจะเป็นช่วงการออกอากาศ  หลังจากนั้นจะมีการสรุปผลการดำเนินงานของทีวีชุมชนแต่ละแห่งว่าได้ผลเป็นอย่างไร  สำเร็จตามเป้าหมายหรือไม่  นอกจากนี้ผลการดำเนินการของทีวีชุมชนทั้ง 3 แห่งจะนำมาใช้เป็นข้อมูลหรือเป็นชุดประสบการณ์สำหรับทีวีชุมชนแห่งอื่นๆ ต่อไป   ถือว่าทีวีชุมชนทั้ง 3 แห่งนี้เป็นทีวีชุมชนนำร่องหรือเป็นการทดลองเพื่อนำไปสู่การออกอากาศจริงต่อไป” นางสาวอรศรีกล่าว


นางสาวอรศรี  กล่าวอีกว่า  ทีวีชุมชนที่จะยื่นขอรับการสนับสนุนจาก กสทช.ได้จะต้องมีคุณสมบัติ  เช่น  1.ต้องเป็นกลุ่มบุคคลไม่น้อยกว่า 5 คน   2.มีส่วนร่วมและสนับสนุนกิจกรรมของชุมชนมาก่อน   3.ต้องมีเนื้อหาส่งเสริมประชาธิปไตย   ส่งเสริมการศึกษา  อาชีพ  วัฒนธรรม  คนพิการ  หรือด้อยโอกาส  หรือเป็นเวทีแก้ไขปัญหาของชุมชน   ส่วนผังของรายการ  1.จะต้องมีเนื้อหาด้านสาระความรู้ไม่น้อยกว่า 70 เปอร์เซ็นต์   2.ต้องผลิตโดยคนในชุมชน   3.กลุ่มเป้าหมายต้องเป็นคนในชุมชนไม่น้อยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์  4.ไม่สามารถหารายได้จากการโฆษณา  แต่ขอรับการสนับสนุนได้  เช่น  จากการบริจาค  การระดมทุน    5.ต้องออกอากาศไม่น้อยกว่าวันละ 4  ชั่วโมง  ฯลฯ ที่ผ่านมาทีวีชุมชนทั้ง 3 แห่ง  จะออกอากาศผ่านช่องทางต่างๆ  เช่น  Face Book, YouTube, Line และ Website ของทีวีชุมชน   รวมทั้งออกอากาศผ่านเคเบิ้ลทีวีในท้องถิ่น  และเมื่อได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงานจาก กสทช.แล้ว  ทีวีชุมชนแต่ละแห่งก็ยังจะต้องออกอากาศในรูปแบบเดิม  เนื่องจาก กสทช.จะต้องใช้ระยะเวลา 2 ปีในการเปลี่ยนระบบจากอนาล็อกเป็นดิจิตอลทั้งหมด  หรือจะแล้วเสร็จภายในปี  2561 

นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องงบประมาณในการจัดซื้อเครื่องส่งสัญญาณของทีวีชุมชนว่าจะใช้งบประมาณจากไหน  (ราคาเครื่องส่งสัญญาณประมาณเครื่องละ 1 ล้านบาท)  รวมทั้งการขยายโครงข่ายสัญญาณเพื่อรองรับการออกอากาศของทีวีชุมชนก็จะต้องใช้งบประมาณเช่นกัน   อย่างไรก็ตาม  ประเด็นปัญหาเหล่านี้ กสทช.จะพิจารณาเพื่อหาทางออกต่อไป

thumbnail_4.jpg
นายสุชัย  เจริญมุขยนันท  มูลนิธิสื่อสร้างสุข  ผู้ผลิตรายการทีวีชุมชนจังหวัดอุบลราชธานี   ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก กสทช.ระยะเวลา 2 ปี  จำนวน 4 ล้านบาท  กล่าวว่า   หากผ่านขั้นตอนการจัดทำ TOR ภายในสิ้นปีนี้   คาดว่าทางทีวีชุมชนอุบลฯ จะสามารถดำเนินการตามแผนงานของ กสทช. ได้ภายในเดือนมกราคม 2560    โดยในช่วงระยะเวลา 6 เดือนแรกเป็นการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ  หลังจากนั้นในช่วงกลางปี 2560 จึงจะเริ่มออกอากาศได้  ซึ่งในช่วงแรกจะใช้ช่องทางการออกอากาศแบบเดิม  คือ  ผ่านทางเฟซบุ๊ก  @TVChumchonubon  อย่างไรก็ตาม  เมื่อมีการเปลี่ยนผ่านเป็นระบบดิจิตอล  โดยการใช้กล่องรับสัญญาณ  ผู้ชมทีวีดิจิตอลก็จะสามารถรับชมรายการของทางสถานีได้เฉพาะในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีเท่านั้น   ส่วนผู้ชมในพื้นที่ต่างๆ  ยังสามารถรับชมการออกอากาศได้ทางเฟซบุ๊กเหมือนเดิม

“สำหรับเนื้อหาของทีวีชุมชน จังหวัดอุบลฯ  เราได้มีการสอบถามความต้องการของชาวบ้าน  พบว่าชาวบ้านส่วนใหญ่อยากจะดูข่าวของท้องถิ่น  อยากจะเห็นปัญหาของท้องถิ่นได้รับการแก้ไข  เราจึงเอาข้อมูลต่างๆ เหล่านี้มาจัดทำเป็นผังรายการ  โดยเอาปัญหามาเป็นปัญญา  เช่น  เรื่องอุบัติเหตุจากการขับขี่รถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ที่เร็วและอันตรายว่าชุมชนและท้องถิ่นจะร่วมกันแก้ปัญหานี้อย่างไร,   มีสารคดีจากชุมชน   มีรายการอุบลฯ ทอล์ค  โดยจะเอาประเด็นปัญหาหรือนโยบายที่เกิดในส่วนกลางมาคุยเชื่อมโยงให้คนอุบลฯ เห็นว่าจะได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง   ซึ่งในช่วงแรกชุมชนอาจจะมีฐานะเป็นแหล่งข่าว  แต่ต่อไปเราจะยกระดับให้ชุมชนร่วมผลิตรายการ  และร่วมสนับสนุนให้ทีวีชุมชนอยู่ได้ในระยะยาว”  นายสุชัยกล่าว


นายประสาร  สถานสถิตย์  มูลนิธิรักษ์ไทย  ผู้ผลิตรายการ “โครงการทีวีชุมชนอันดามันมั่นคง “   กล่าวว่า  ที่ผ่านมาโครงการเริ่มจากการสนับสนุนให้ชุมชนผลิตคลิป VDO. เพื่อรายงานเรื่องลมฟ้าอากาศในทะเลฝั่งอันดามัน  เพราะวิถีชีวิตของชาวชุมชนใน 3 จังหวัด  พังงา  กระบี่  และภูเก็ต  ผูกพันอยู่กับเรื่องประมงชายฝั่ง   ดังนั้นจึงต้องมีการรายงานเรื่องอากาศเพื่อเป็นการเตือนภัยพิบัติผ่านทางเฟซบุ๊กและไลน์   จึงเกิดเป็นโครงการทีวีชุมชนอันดามัน ขึ้นมา

“เราจะเน้นเรื่องภัยพิบัติ  เพราะเป็นเรื่องสำคัญของพื้นที่ชายฝั่งอันดามัน  นอกจากนี้ก็จะมีเรื่องสิ่งแวดล้อม  การจัดการทรัพยากรของชุมชน    วิถีชีวิตและวัฒนธรรม  และเราตั้งเป้าว่าภายใน 2 ปีนี้  เราจะเปลี่ยนชาวชุมชนซึ่งจากเดิมเป็นคนที่ถูกนักข่าวสัมภาษณ์ ให้เป็นคนที่ไปสัมภาษณ์คนอื่น  เช่น  สัมภาษณ์ผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อให้ได้รับรู้เรื่องที่ชาวบ้านจะได้รับผลกระทบเอง”  นายประสารกล่าว

นายประสารยังบอกด้วยว่า  ทีวีชุมชนจะมีการฝึกอบรมเพื่อให้ชาวบ้านเป็นผู้สื่อข่าวชุมชน  สามารถทำข่าวและผลิตข่าวจากโทรศัพท์สมาร์ทโฟนได้  รวมทั้งจะสร้างเครือข่ายทีวีเป็นหน่วยเล็กๆ  กระจายอยู่ในพื้นที่  3 จังหวัด  ประมาณ 20-30 แห่ง  และยังตั้งเป้าหมายว่า  ต่อไปชาวชุมชนจะใช้เวลาว่างหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาเพื่อดูข่าวทีวีชุมชนมากกว่าที่จะใช้เล่นเกมส์หรือส่งไลน์


นายสมชัย  สุวรรณบรรณ   อดีตผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส  กล่าวว่า  ปัญหาเรื่องงบประมาณเป็นเรื่องใหญ่สำหรับทีวีชุมชน  เพราะไม่สามารถหารายได้จากการโฆษณาทางธุรกิจได้  แม้แต่ในต่างประเทศที่ทำทีวีชุมชนมาก่อนก็ต้องเจอกับปัญหานี้   ดังนั้นหากทีวีชุมชนในเมืองไทยจะอยู่รอดได้จำเป็นต้องมีแผนด้านการตลาด  แผนธุรกิจ  หรือหาผู้มาสนับสนุนรายการ   เช่น การจัดกิจกรรมต่างๆ  เพื่อนำรายได้มาสนับสนุนทีวีชุมชน  ตัวอย่างสถานีโทรทัศน์ BBC ของอังกฤษ   มีการจัดตั้งสภาผู้ชม  สภาผู้ฟัง  ซึ่งสภาเหล่านี้จะช่วยกันตรวจสอบและให้คำแนะนำการดำเนินการของทีวี  รวมทั้งยังหาเงินหรือบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนทีวีชุมชนด้วย

“เป็นไปได้ไหมว่า   ทุกๆ เดือนเราจะต้องเสียเงินค่าโทรศัพท์มือถือคนละหลายร้อยบาท  ถ้าเราแบ่งเงินส่วนนี้เพียงเดือนละไม่กี่บาทมาสนับสนุนให้ทีวีชุมชนจะเป็นไปได้หรือไม่   นอกจากนี้ทีวีชุมชนก็อาจจะหารายได้จากช่วยประกาศหรือประชาสัมพันธ์กิจการต่างๆ ในชุมชน  เช่น  งานแต่งงาน  งานศพ  งานบวช  เพื่อให้ทีวีชุมชนมีรายได้และอยู่รอดได้ในระยะยาว”  อดีต ผอ.สถานีไทยพีบีเอสแสดงความเห็น

Community_TV5_resize.JPG

thumbnail_3.jpg

 

บทความโดย สุวัฒน์ กิขุนทด

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter