บทความโดยสุวัฒน์ คงแป้น

เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า ชุมชนเป็นสังคมฐานรากที่มีความสำคัญ มีวิถีชีวิต วัฒนธรรม ภูมิปัญญาที่หลากหลายตามภูมินิเวศ แต่การพัฒนาประเทศเป็นระบบการวางแผนจากส่วนกลาง ขาดการมีส่วนร่วมจากชุมชนท้องถิ่น ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางสังคม เศรษฐกิจและการเมืองอย่างรวดเร็ว ชุมชนเป็นผู้รอรับผลที่เกิดขึ้นจากการพัฒนา ส่งผลให้ชุมชนอ่อนแอ ประสบปัญหาความยากจน เกิดปัญหาสังคม ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของชุมชน ถูกทำลายและเสื่อมโทรม
ประมาณ 40 ปี ที่ผ่านมา ประชาชนทั้งในเมืองและชนบทได้ตระหนักถึงสิทธิในการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน จนนำไปสู่การจัดตั้งองค์กรชุมชน ทำกิจกรรมแก้ปัญหาของตนเอง ต่อมาหน่วยงานภาครัฐได้เข้าไปสนับสนุนให้ชุมชนได้มีการรวมตัวเพื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต กลุ่มอาชีพแม่บ้าน กลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุข เป็นต้น และที่น่าสนใจก็คือเกิดการรวมกลุ่มของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐ จนเกิดกลุ่มองค์กรชุมชนที่หลากหลาย

อย่างไรก็ดีการเกิดองค์กรชุมชนทั่วประเทศได้สร้างนวัตกรรมการพัฒนาที่เกิดจากการร่วมคิด ร่วมปรึกษาหารือ ร่วมกันทำงานจนพัฒนาไปสู่สิทธิชุมชนในการจัดการตนเอง และรัฐบาลโดยสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติบรรจุไว้ในแผนพัฒนาฉบับที่ 8 ให้ “คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา” ทำให้ขบวนองค์กรชุมชนมีการเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายอย่างกว้างขวางจากระดับชุมชน ตำบล จังหวัด ภาค และประเทศ และยังมีการเชื่อมโยงในประเด็นงานเดียวกันอย่างกว้างขวางอีกด้วย
กระนั้นก็ตามองค์กรชุมชนที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ ยังไม่สามารถทำงานหรือจัดทำแผนพัฒนาจากปัญหาที่แท้จริงของคนในพื้นที่ได้ เนื่องจากต้องทำงานตามตัวชี้วัดขององค์กรสนับสนุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานของรัฐที่เป็นผู้สนับสนุนงบประมาณ

ในปี 2549 มีกระแสของการปฏิรูปประเทศไทย องค์กรชุมชนทั่วประเทศที่ทำงานร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ได้จัดเวทีระดมความคิดเห็นในการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายจนได้ข้อเสนอ 8 เรื่อง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ “การยกระดับให้การทำงานขององค์กรชุมชนเป็นอิสระ” นั่นคือการทำให้เกิดสิทธิชุมชนในการจัดทำแผนพัฒนาจากปัญหาและข้อเท็จจริงในชุมชน ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างแท้จริง
จากแนวคิดดังกล่าวนำไปสู่การจัดตั้ง “สมัชชาองค์กรชุมชนแห่งประเทศไทย (สอท) เพื่อเป็นองค์กรขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายนั่นคือ “ความเป็นอิสระขององค์กรชุมชน” ซึ่งแนวทางที่เห็นร่วมกันก็คือ องค์กรชุมชนจะต้องมีกฎหมายที่สนับสนุน ส่งเสริม หรือมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการทำแผนพัฒนาของตนเอง เป็นแผนพัฒนาที่มีสถานะที่องค์กรของรัฐจะต้องนำไปประกอบการจัดทำแผนพัฒนาในทุกระดับ
ในที่สุด สอท.ก็ร่วมกันยกร่าง พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนขึ้น ในเดือนกุมภาพันธ์ 2550 เสนอรัฐบาลผ่านกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แต่เนื่องจากยังมีความเห็นไม่ตรงกับหน่วยงานรัฐบาลบางหน่วย สอท.จึงได้นำร่างกฏหมายไปเสนอผ่านทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ผลักดันจนคลอดมาเป็น พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551
ปัจจุบันมีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลแล้วประมาณ 5,500 ตำบล รวมองค์กรชุมชนที่จดแจ้งประมาณ 130,000 กลุ่ม หรือร้อยละ 70 ของตำบลทั้งหมด โดยมีเป้าหมายจดแจ้งจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนให้ครบทุกตำบลภายใน 3 ปี
ถึงแม้ว่าการมีสภาองค์กรชุมชนครบทุกตำบลจะมีความสำคัญ แต่ที่สำคัญกว่าการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนก็คือ “การจัดตั้งทางความคิด” ให้กับสมาชิกหรือแกนนำสภาองค์กรชุมชนตำบล ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 200,000 คน เป็นการสร้างมิติใหม่ทางความคิด จากที่เคยเป็นผู้รอรับผลจากการพัฒนาของรัฐ เป็นผู้วางแผนพัฒนาเสียเอง ซึ่งเป็นเรื่องยากยิ่ง เพราะประเทศไทยมีการวางแผนจากบนสู่ล่างมานาน จนประชาชนไม่รู้สึกว่าการวางแผนพัฒนาเป็นหน้าที่ของตน ซึ่งหากแกนนำสภาองค์กรชุมชนยังเปลี่ยนความคิดไม่ได้ ก็เป็นการยากที่จะประสบผลสำเร็จ นั่นคือ ไม่อาจวางแผนระดับตำบลได้ ก็ไม่อาจเสนอแผนต่อหน่วยงานรัฐระดับตำบลและจังหวัดได้ และก็ไม่อาจประมวลปัญหาในแต่ละจังหวัดนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการตามที่กฎหมายระบุไว้ได้
แม้ว่าการจัดทำแผนพัฒนาโดยภาคประชาชนเองจะเป็นเรื่องยากเพราะต้องปรับวิธีคิดจาก “พึ่งผู้อื่น” เป็นการ “พึ่งตนเอง” และพัฒนาไปสู่ “การจัดการตนเอง” แต่ตลอด 8 ปี ที่ผ่านมามีงานที่สภาองค์กรชุมชนทั่วประเทศได้ทำภารกิจร่วมกันกว่า 33,000 เรื่อง ซึ่งแต่ละปีก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ที่จังหวัดพังงา ใช้สภาองค์กรชุมชนเชื่อมโยงภาคีพัฒนาต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน เปิดเวทีกลางสร้างนโยบายสาธารณะสู่เป้าหมาย “พังงาแห่งความสุข” โดยใช้ข้อมูลระดับตำบลพัฒนาเป็น 10 ยุทธศาสตร์งานพัฒนาในการก้าวไปสู่เป้าหมาย ซึ่งทางผู้ว่าราชการจังหวัดได้รับยุทธศาสตร์ภาคประชาชนไปประกอบการทำแผนจังหวัดอย่างต่อเนื่องมากว่า 3 ปี
จังหวัดน่าน ซึ่งประชาชนมีปัญหาด้านความไม่มั่นคงในการอยู่อาศัยและที่ดินทำกิน ก็ได้ใช้สภาองค์กรชุมชนตำบล 34 ตำบล ร่วมกับภาคีพัฒนาในตำบล เช่น อบต. , กำนันผู้ใหญ่บ้าน จัดทำข้อมูลด้านที่ดิน เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาทั้งจังหวัด
ตำบลป่าร่อน อำเภอกาญจดิษฐ์ จังหวัดสุราษฏร์ธานี ใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเชื่อมโยง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และทุกหน่วยงานในพื้นที่ นำปัญหามาพูดคุยและวางแผนร่วมกันทั้งตำบล เป็นแผนการพัฒนาระบบเศรษฐกิจฐานราก มีการปลูกข้าวไร่ในสวนยาง การรับซื้อยางพารา การทำเกษตรอินทรีย์ วิถีพื้นบ้าน และพัฒนาเป็นระบบตลาดในระดับหมู่บ้านและระดับตำบล เป็นต้น
ซึ่งไม่ต่างจากตำบลเนินฆ้อ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ที่ใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นเวทีกลางสร้างความร่วมมือกับทุกภาคีสู่การวางแผนพัฒนาตำบลทั้งระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบเศรษฐกิจฐานล่างเชื่อมไปสู่การท่องเที่ยวโดยชุมชน และยกระดับเป็นศูนย์เรียนรู้ หรือ “มหาวิทยาลัยบ้านนอก” ซึ่งมีองค์กรชุมชน สถาบันการศึกษา และหน่วยงานต่างๆ มาศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง
จากผลการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมผนวกกับหลักคิดและสถานะของสภาองค์กรชุมชนที่มีกฏหมายรองรับ ส่งผลให้นำไปสู่ยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคประชาชน ในลักษณะการใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง เปิดเวทีกลางทุกระดับให้ทุกภาคส่วนมาทำงานร่วมกัน โดยสภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกการเชื่อมโยง ทั้งนี้เพื่อพัฒนาให้เกิด “หนึ่งแผนหนึ่งพื้นที่” ซึ่งแนวทางนี้ ได้ดำเนินการอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา เป้าหมายให้เกิดจังหวัดจัดการตนเอง ครบทุกจังหวัดภายในปี 2560
ดังได้กล่าวมาข้างต้นแล้วว่า เจตนารมณ์สำคัญของ พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 เพื่อต้องการให้ชุมชนเข้มแข็ง มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาท้องถิ่นและประเทศ เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างการพัฒนาประเทศที่วางแผนมาจากข้างบนเป็นการวางแผนจากข้างล่างขึ้นไป
ปี 2560 ก้าวสู่ปีที่ 10 ของสภาองค์กรชุมชน จึงมีความหวังว่า สภาองค์กรชุมชนตำบล ซึ่งเป็นเวทีในตำบลจะมีบทบาทสำคัญในการนำข้อมูลปัญหาต่าง ๆ และเชื่อมโยงภาคีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน สร้างเวทีกลางขึ้นมาเพื่อนำแผนของแต่ละส่วนมากปรึกษาหารือ และบูรณาการแผนร่วมกันอย่างเข้าใจ จะทำให้ทุกปัญหาถูกเชื่อมต่อเป็น “แผนชุมชนท้องถิ่น” หรือเรียกว่า “หนึ่งแผน หนึ่งพื้นที่” ซึ่งไม่เพียงระดับตำบลเท่านั้น แม้แต่ระดับจังหวัด/ภูมินิเวศ ก็สามารถดำเนินการได้ไปทำนองเดียวกัน
ทำได้เช่นนี้เชื่อว่า การวางแผนในทุกระดับจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเข้มแข็งของชุมชน และระบอบประชาธิปไตยที่มีความมั่นคงได้อย่างแท้จริง






