playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

กรุงเทพฯ-ร้อยเอ็ด / เครือข่ายพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมคูคลองจัดกิจกรรม “มอบข้าวจากชาวนา  สู่ชาวประชาคนคลอง” รับซื้อข้าวสารจากชาวนาชัยนาทนำมาขายให้ชาวชุมชนริมคลองในราคาที่เป็นธรรม  ประเดิมงวดแรกเดือนละ 3 ตัน  ขายราคากิโลฯ ละ 30 บาท  นำรายได้เข้าสหกรณ์เพื่อนำไปพัฒนาชุมชน   พร้อมทั้งส่งตัวแทนเครือข่ายฯ ไปเจรจาซื้อข้าวจากชาวนาในงานเทศกาลข้าวหอมมะลิโลกที่ จ.ร้อยเอ็ด  ขณะที่ชาวนาอีสานถือเป็นมิติใหม่ในการเชื่อมโยงผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคโดยตรง  ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย  ด้าน พอช.พร้อมที่จะสนับสนุนสร้างระบบการบริหารจัดการข้าวตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางให้เข้มแข็ง

rice_copy_resize.jpg
วันนี้ (25 พฤศจิกายน) เวลา 9.00 น.  ที่ชุมชนบางบัว  ริมคลองลาดพร้าว  เขตบางเขน  กองทัพบก ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)  และเครือข่ายพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมคูคลอง   จัดกิจกรรม “มอบข้าวจากชาวนา  สู่ชาวประชาคนคลอง”  โดยการซื้อข้าวสารจากชาวนา  แล้วนำมาบรรจุถุงจำหน่ายให้แก่สมาชิกชาวชุมชนริมคลอง  โดยมีพลตรีชนาธิป  บุนนาค  เสนาธิการประจำผู้บัญชาการทหารบกเป็นประธานในพิธี  มีนายพลากร  วงค์กองแก้ว  ผู้อำนวยการ พอช.  ตัวแทนหน่วยราชการต่างๆ  และชาวชุมชนเครือข่ายฯ เข้าร่วมงานประมาณ  200 คน

159A7564_resize.JPG
          ร้อยโทประภาส  แสงประดับ  ประธานเครือข่ายพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมคูคลอง  กล่าวว่า  จากสถานการณ์ปัจจุบันข้าวเปลือกราคาตกต่ำ ส่งผลให้ชาวนาไทยในทุกภาคทั่วประเทศประสบปัญหาเดือดร้อน      เครือข่ายฯ ซึ่งมีสมาชิกเป็นชาวชุมชนริมคลองในกรุงเทพฯ จึงได้ร่วมกับกองทัพบก  และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน จัดกิจกรรม “ข้าวจากชาวนา  สู่ชาวประชาคนคลอง”  เพื่อเป็นการช่วยเหลือชาวนา  โดยการรับซื้อข้าวสารผ่านเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนตำบลนางลือ  อ.เมือง จ.ชัยนาท ในราคากิโลกรัมละ 28 บาท  (ข้าวมะลิ กข. 5) แล้วนำมาบรรจุถุงๆ ละ 5 กิโลกรัม  นำมาบรรจุถุงขายให้แก่สมาชิกเครือข่ายราคาถุงละ 150 บาท  หรือกิโลกรัมละ 30 บาท



          “เครือข่ายฯ จะรับซื้อข้าวจากชาวนาในช่วงแรกเดือนละ 3 ตัน  เป็นระยะเวลา 1 ปี  ซึ่งหากผลการจัดทำโครงการนี้เป็นไปด้วยดี  ทางเครือข่ายก็มีแผนที่จะขยายระยะเวลาและปริมาณการรับซื้อเพิ่มขึ้นอีก  ส่วนรายได้จากส่วนต่างกิโลฯ ละ 2 บาท  เราจะนำเข้าสู่สหกรณ์ของชาวชุมชนริมคลองเพื่อนำไปพัฒนาชุมชน  ซึ่งนอกจากจะช่วยเหลือเกษตรกรได้แล้ว  ยังเป็นการส่งเสริมให้ชาวบ้านริมคลองได้บริโภคข้าวสารที่มีคุณภาพจากเกษตรกรโดยตรง   โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง  ทำให้ข้าวสารมีราคาถูกลง  เป็นการช่วยเหลือผู้บริโภคด้วย”  ร้อยโทประภาสกล่าว 

159A75496_resize.JPG

159A7561_resize.JPG
          นอกจากการรับซื้อข้าวจากชาวนาที่จังหวัดชัยนาทแล้ว  ร้อยโทประภาสกล่าวว่า  เครือข่ายฯ ยังได้ส่งตัวแทนจำนวน 3 คนไปร่วมงานวันข้าวหอมมะลิโลกที่จังหวัดร้อยเอ็ดในระหว่างวันที่ 26-28 พฤศจิกายนนี้  เพื่อติดต่อเจรจาซื้อข้าวกับเกษตรกรชาวนาในภาคอีสานที่จะมาออกบู๊ธในงานนี้  เป็นการพบกันระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภคโดยตรง 

13301333_1220168501327181_5880723104781072536_o.jpg           นายพลากร  วงค์กองแก้ว  ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน  หรือ พอช. กล่าวว่า  ปัญหาเรื่องการตลาดข้าวเป็นปัญหาที่มีมานาน  คือชาวนาเป็นผู้ผลิต  แต่ไม่สามารถกำหนดราคาขาย  รวมทั้งยังไม่สามารถเชื่อมต่อกับผู้บริโภคเองได้  ขณะที่ชาวบ้านในชุมชนเมือง  ชุมชนแออัดในกรุงเทพฯ มีความต้องการบริโภคข้าวสารที่มีคุณภาพ  ในราคาที่ไม่แพง  แต่ก็ไม่สามารถทำได้  เพราะระบบค้าขายต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง  ผ่านโรงสี  ชาวบ้านจึงต้องกินข้าวในราคาแพง  ทั้งที่โรงสีรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาในราคาต่ำ



“ในช่วงแรกนี้ พอช.จะรับบทเป็นผู้ประสานงาน  จัดให้มีการพบกันระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค  และจะต้องมีการสำรวจว่ามีกี่ครัวเรือนที่ต้องการซื้อข้าวจากเครือข่ายฯ  รวมปริมาณเท่าไหร่  และชาวนาในอีสานที่ปลูกข้าวและสีข้าวขายเองสามารถป้อนข้าวให้ได้เท่าไหร่  เพื่อให้ปริมาณความต้องการสมดุลกับปริมาณการผลิต  นอกจากนี้จะต้องดูเรื่องระบบการขนส่ง  เพราะหากแหล่งผลิตอยู่ไกล  ต้นทุนค่าขนส่งก็จะสูง”  นายพลากรกล่าว 

159A7523_resize.JPG
นอกจากบทบาทการประสานงานดังกล่าวแล้ว   ที่ผ่านมา พอช.ยังส่งเสริมให้ชาวนาในภาคอีสานร่วมกันผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อคัดเลือกพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพมาขยายและเพาะปลูกเอง  และหากส่งเสริมเรื่องการตลาด  การแปรรูปข้าวเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไปยังผู้บริโภคในเมืองได้ก็จะทำให้การหนุนเสริมชาวนาครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ

นายพลากรกล่าวด้วยว่า  พอช.มีเครือข่ายบ้านมั่นคง  รวมทั้งชุมชนริมคลองที่จัดตั้งเป็นสหกรณ์อยู่หลายแห่ง  หากสามารถนำสหกรณ์เหล่านี้มาบริหารจัดการเรื่องข้าวร่วมกันก็จะเกิดประโยชน์กับชาวนาและชาวชุมชนได้มาก  ตัดระบบที่เอาเปรียบชาวนาออกไป  นอกจากนี้ก็ยังสามารถนำข้าวเหล่านี้ไปขายให้ชนชั้นกลางในเมืองได้  หรือหากประสานงานกับห้างสรรพสินค้าเอาข้าวเข้าไปขายได้ก็จะทำให้สหกรณ์มีรายได้  สามารถนำไปพัฒนาชุมชนได้  เป็นการทำธุรกิจเพื่อชุมชน 

rice5_resize.JPG
นายสว่าง  สุขแสง  ตัวแทนเครือข่ายเกษตรยั่งยืน ต.หนองแคน   จ.ร้อยเอ็ด  กล่าวว่า  งานข้าวหอมมะลิโลกที่จังหวัดร้อยเอ็ดในปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 17  โดยทางจังหวัดร่วมกับหน่วยราชการต่างๆ  และเครือข่ายชาวนา  รวมทั้งภาคธุรกิจเอกชนร่วมกันจัดงานนี้ขึ้นมา  ใช้สถานที่บริเวณลานสาเกตนครเป็นที่จัดแสดงนิทรรศการ  งานวัฒนธรรม  รวมทั้งการออกบู๊ธจัดแสดงผลผลิตข้าว   ผลิตภัณฑ์แปรรูปข้าว  รวมทั้งจัดให้มีการสัมมนาวิชาการเรื่องข้าว  และการเจรจาการค้าข้าวที่โรงแรมเพชรรัชต์  ซึ่งหากชาวชุมชนริมคลองจากกรุงเทพฯ มาร่วมงานในครั้งนี้และร่วมเจรจาซื้อขายข้าวกับชาวนาก็จะถือเป็นมิติใหม่ที่ผู้ผลิตคือชาวนาได้มาพบกันโดยตรง

“ตอนนี้เครือข่ายชาวนาใน 5 จังหวัด  คือ  ร้อยเอ็ด  ขอนแก่น  มหาสารคาม  ยโสธร  และกาฬสินธุ์  ได้รวมกันเป็นเครือข่าย  “ร้อยแก่นสารสินธุ์”  สามารถผลิตข้าวหอมมะลิ 105  ได้ประมาณเดือนละ 5 ตัน  และยังเป็นข้าวหอมมะลิที่มีคุณภาพ  เพราะไม่ได้ผ่านระบบการสีแบบโรงสีใหญ่  ซึ่งส่วนใหญ่จะขัดข้าวให้ขาว  เคลือบข้าวให้เมล็ดข้าวมันวาว  รวมทั้งยังใช้สารเคมีอบไล่มอด  ทำให้คุณค่าสารอาหารลดน้อยลง”  นายสว่างกล่าว   และบอกว่า  หากชาวชุมชนซื้อข้าวจากชาวนาโดยตรงก็จะช่วยชาวนาได้มาก  เพราะขณะนี้โรงสีรับซื้อข้าวเปลือกหอมมะลิจากชาวนาในราคากิโลกรัมละ 7 บาทเศษ   แต่ถ้าชาวนาสีขายเองก็จะได้มากกว่า  รวมทั้งยังได้แกลบ  รำ  เอาไปใช้เลี้ยงสัตว์ได้อีกด้วย

159A7530_resize.JPG

159A7551_resize.JPG

บทความโดย สุวัฒน์ ขุนทดกิ

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter