ร้อยเอ็ด/ เครือข่ายพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมคูคลองจากกรุงเทพฯ ส่งตัวแทนร่วมงาน “วันข้าวหอมมะลิโลก”ที่จังหวัดร้อยเอ็ด เจรจาซื้อขายข้าวเบื้องต้นกับเครือข่ายเกษตรกรทุ่งกุลา เป็นการค้าขายแบบยุติธรรมหรือ “แฟร์เทรด” เพราะทำให้ชาวนาขายข้าวในราคาที่พอใจ คนกินได้ข้าวที่มีคุณภาพและปลอดภัย ตั้งเป้านำข้าวจากชาวนาส่งถึงผู้บริโภคเดือนละ 3 ตัน โดยไม่ผ่านโรงสีและพ่อค้าคนกลาง และนำผลกำไรมาพัฒนาชุมชนและช่วยเหลือคนด้อยโอกาส ขณะที่พ่อเมืองร้อยเอ็ดพร้อมสนับสนุนเต็มที่ เผยปีนี้ชาวนาทุ่งกุลาได้คู่ค้าแล้ว 26 ราย มูลค่าซื้อขายกว่า 2,500 ล้านบาท
ในระหว่างวันที่ 26-28 พฤศจิกายนนี้ จังหวัดร้อยเอ็ดร่วมกับส่วนราชการ ภาคเอกชน และเครือข่ายเกษตรต่างๆ จัดงาน “วันข้าวหอมมะลิโลก” ครั้งที่ 17 ที่บริเวณลานสาเกตนคร (บึงพลาญชัย) อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด โดยในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการ สัมมนาวิชาการ การออกร้านจำหน่ายข้าวสาร ข้าวเหนียว การแปรรูปข้าวหอมมะลิเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ และผลิตผลทางการเกษตรของกลุ่มเกษตรกรในนามกลุ่ม “ร้อยแก่นสารสินธุ์” (ร้อยเอ็ด ขอนแก่น มหาสารคาม และกาฬสินธุ์) นอกจากนี้ยังมีการเจรจาซื้อขายข้าวระหว่างกลุ่มเกษตรกรชาวนากับภาคธุรกิจเอกชน ทั้งนี้เครือข่ายพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมคูคลอง (คพสค.)ได้ส่งตัวแทนมาร่วมเจรจาซื้อขายข้าวในครั้งนี้ด้วย
นายศิริพงษ์ วิวัฒน์เกษมชัย พาณิชย์จังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวว่า จังหวัดร้อยเอ็ดได้จัดงานเทศกาลวันข้าวหอมมะลิโลกมาตั้งแต่ปี 2540 จนถึงปัจจุบันเป็นครั้งที่ 17 เพื่อประชาสัมพันธ์ข้าวหอมมะลิของกลุ่มจังหวัดร้อยแก่นสารสินธุ์ และส่งเสริมการท่องเที่ยว พร้อมทั้งสนับสนุนการแปรรูปข้าวหอมมะลิเพื่อเพิ่มคุณค่า โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาที่ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของจังหวัดร้อยเอ็ดและมหาสารคามซึ่งได้รับการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) นอกจากนี้ยังได้จัดให้มีการลงนามเพื่อบันทึกข้อตกลงการซื้อขาวข้าวหอมมะลิระหว่างกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวกับภาคธุรกิจเอกชน รวมทั้งผู้ซื้อข้าวทั่วไป
นายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวว่า จากการลงนามบันทึกข้อตกลงการซื้อขายข้าวหอมมะลิในครั้งนี้มีการจับคู่ลงนามระหว่างกลุ่มเกษตรกรกับผู้ซื้อ รวม 24 คู่สัญญา เป็นข้าวเปลือก 81,800 ตัน ข้าวสาร 66,005 ตัน รวมปริมาณทั้งหมด 147,805 ตัน คิดเป็นมูลค่ารวม 2,514 ล้านบาทเศษ
“กลุ่มจังหวัดร้อยแก่นสารสินธุ์ใช้เรื่องข้าวเป็นยุทธศาสตร์ของจังหวัดเพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ดมีพื้นที่ทุ่งกุลาอยู่ในอำเภอปทุมรัตน์ เกษตรวิสัย สุวรรณภูมิ โพนทราย และหนองฮี รวมเกือบ 1 ล้านไร่ เป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิที่มีชื่อเสียง เนื่องจากมีดิน น้ำ อากาศ และแสงแดดที่เหมาะสมกับการปลูกข้าวหอมมะลิ ซึ่งในการเจรจาจับคู่ธุรกิจในครั้งนี้จะช่วยเร่งระบายข้าวหอมมะลิที่กำลังออกสู่ตลาดในครั้งนี้ และจะช่วยผลักดันราคาข้าวเปลือกหอมมะลิให้สูงกว่าเดิม” ผู้ว่าฯ ร้อยเอ็ดกล่าว
นายสฤษดิ์กล่าวด้วยว่า วันนี้เป็นเรื่องที่น่ายินดีว่ามีพี่น้องจากเครือข่ายคูคลองที่กำลังทำเรื่องที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ มาร่วมเจรจาซื้อข้าวในครั้งนี้ด้วย ซึ่งจะทำให้ได้ข้าวสารที่ดีมีคุณภาพกลับไปบริโภค ขณะที่พี่น้องชาวนาก็จะขายข้าวได้ในราคาที่เป็นธรรม จึงขอแสดงความยินดีกับทั้งสองฝ่าย และจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ในการเชื่อมโยงผู้ผลิตมาพบกับผู้บริโภคโดยตรง ขณะเดียวกันชาวนาทุ่งกุลาที่ปลูกข้าวหอมมะลิก็จะต้องรักษาคุณภาพของข้าว เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือด้วย
(ผู้ว่าฯ จ.ร้อยเอ็ดพูดคุยกับเครือข่ายฯคูคลอง)
นางกนกวรรณ กล่ำเครือ ตัวแทนเครือข่ายพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมคูคลอง (คพสค.) กล่าวว่า จากสถานการณ์ปัญหาเรื่องข้าวเปลือกราคาตกต่ำ เครือข่ายฯ จึงได้จัดประชุมเพื่อหาทางช่วยเหลือชาวนา โดยได้จัดกิจกรรม “ข้าวจากชาวนาสู่ชาวประชาคนคลอง” เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยใช้งบประมาณของเครือข่ายฯ ซื้อข้าวสารจากชาวนาที่จังหวัดชัยนาทจำนวน 1,500 กิโลกรัมมาแจกจ่ายให้กับสมาชิกเครือข่ายฯ
นอกจากนี้เครือข่ายฯ ยังได้จัดตั้ง “คณะทำงานด้านเศรษฐกิจฐานรากและทุนชุมชน” ขึ้นมา มีคณะกรรมการจำนวน 15 คน เพื่อทำธุรกิจชุมชน โดยเริ่มจากเรื่องข้าวสารก่อน เนื่องจากเป็นประเด็นที่เร่งด่วนและสอดคล้องกับสถานการณ์ เพราะสามารถช่วยเหลือชาวนาได้ ในขณะเดียวกันสมาชิกในเครือข่ายคลอง คือ คลองลาดพร้าว เปรมประชากร และคลองบางซื่อ จำนวนกว่า 40 ชุมชน มีสมาชิกครัวเรือนรวมกันกว่า 11,000 ครัวเรือนต่างก็ต้องซื้อข้าวสารบริโภค ดังนั้นหากนำข้าวสารจากชาวนามาขายให้สมาชิกได้โดยตรง ในราคาถูกกว่าท้องตลาดก็จะเป็นประโยชน์ต่อสมาชิก ส่วนผลกำไรก็จะนำมาใช้เป็นทุนในการพัฒนาชุมชน ช่วยเหลือคนด้อยโอกาส คนยากจนต่อไป
“เราเรียกการทำธุรกิจแบบนี้ว่า “การค้าที่เป็นธรรม” เพราะชาวนาจะสามารถขายข้าวได้ในราคาที่ตัวเองพอใจ ไม่ต้องโดนกดราคาจากพ่อค้า ขณะที่ชาวชุมชนริมคลองก็จะได้กินข้าวที่มีคุณภาพในราคาที่ไม่แพง เพราะเราจะเอากำไรไม่มาก และกำไรที่ได้ก็จะกลับคืนสู่ชุมชน สู่สมาชิก เช่น มีเงินปันผลสำหรับคนที่ลงหุ้น หรือแบ่งกำไรให้สหกรณ์ เพื่อนำไปพัฒนาชุมชน ช่วยเหลือคนด้อยโอกาส คนพิการ หรือช่วยเหลือทุนการศึกษาเด็กในชุมชน” นางกนกวรรณกล่าว
นางกนกวรรณกล่าวอีกว่า การเดินทางมาร่วมงานวันข้าวหอมมะลิโลกในครั้งนี้ เพื่อสำรวจข้อมูลเรื่องราคาและคุณภาพของข้าวจากกลุ่มเกษตรกรต่างๆ ที่นำข้าวสารมาจำหน่าย ซึ่งแม้ว่าราคาข้าวจากโรงสีเอกชนอาจจะถูกกว่าราคาข้าวของเกษตรกร แต่เครือข่ายฯ ก็จะซื้อข้าวจากเกษตรกรหรือชาวนาโดยตรง เพื่อเป็นการช่วยเหลือชาวนา โดยในเบื้องต้นเครือข่ายฯ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงกับกลุ่มชาวนาตำบลหนองแคนซึ่งเป็นเครือข่ายเกษตรกรทุ่งกุลา สามารถส่งข้าวสารหอมมะลิพันธุ์ 105 ให้เครือข่ายได้ประมาณเดือนละ 5 ตัน
(เครือข่ายฯ คูคลองร่วมลงนามเจรจาซื้อขายข้าว)
อย่างไรก็ตาม เครือข่ายฯ จะต้องนำข้อมูลเรื่องราคาและคุณภาพข้าวกลับไปให้คณะกรรมการร่วมกันพิจารณาว่าจะซื้อข้าวสารจากเกษตรกรกลุ่มใด โดยในเบื้องต้นพบว่าข้าวสารหอมมะลิมีราคาประมาณกิโลกรัมละ 20-30 บาท ยังไม่รวมต้นทุนค่าขนส่ง การบรรจุถุง และค่าบริหารจัดการ ทั้งนี้เครือข่ายฯ จะคิดส่วนต่างของกำไรไม่เกินกิโลกรัมละ 2-3 บาท ซึ่งหากเครือข่ายสามารถขายข้าวสารให้สมาชิกได้อย่างน้อยเดือนละ 1,000 ครัวเรือนๆ ละ 30 กิโลกรัมต่อเดือน หรือเดือนละ 3 ตัน จะทำให้เครือข่ายมีรายได้อย่างน้อยเดือนละ 60,000 บาท สามารถนำไปใช้เป็นกองทุนเพื่อพัฒนาชุมชนหรือช่วยเหลือสมาชิกต่อไปได้โดยไม่ต้องขอรับงบประมาณสนับสนุนจากภายนอก
นายสว่าง สุขแสง เครือข่ายเกษตรยั่งยืน ตำบลหนองแคน อำเภอปทุมรัตน์ กล่าวว่า ปัจจุบันเครือข่ายฯ มีผลิตภัณฑ์เป็นข้าวหอมมะลิทุ่งกุลา ข้าวกล้องอินทรีย์ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ โดยใช้โรงสีชุมชนสีข้าวสาร ไม่ต้องขายเป็นข้าวเปลือกในราคาต่ำ รวมทั้งยังนำข้าวหอมมะลิมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ผงพอกหน้าขาว โคลนพอกหน้า สบู่ ฯลฯ รวมทั้งทอผ้าขาวม้าลายแคนออกจำหน่าย ปัจจุบันนำผลผลิตต่างๆ มาขายที่โรงแรมเพชรรัชต์ จ.ร้อยเอ็ด และขายตามงานออกร้านหรือนิทรรศการต่างๆ รวมทั้งขายผ่านเฟซบุ๊ก
“ผมรู้สึกดีใจที่พี่น้องเครือข่ายคลองจากกรุงเทพฯ มาร่วมงานในครี้งนี้ และถือเป็นมิติใหม่ของการค้าขายข้าว เพราะเป็นการค้าแบบ “แฟร์เทรด” หรือแบบยุติธรรมทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย เพราะชาวนาจะได้มีกำลังใจที่จะปลูกข้าวให้มีคุณภาพ ไม่ใช้สารพิษ ที่สำคัญคือไม่โดนกดราคาหรือถูกกลไกตลาดบังคับให้ขาย ส่วนพี่น้องจากเครือข่ายคูคลองก็จะได้ข้าวสารที่มีคุณภาพ ไม่ใช่ข้าวสารจากโรงสีใหญ่ที่ขัดข้าวจนขาว เคลือบเมล็ดข้าวเงาใส และรมข้าวด้วยสารเคมีเพื่อป้องกันมอด ทำให้ข้าวสารมีคุณค่าน้อยลงและสะสมไปด้วยสารเคมี นอกจากนี้พี่น้องก็ยังสามารถนำผลกำไรจากการค้าข้าวไปช่วยเหลือชุมชนได้อีก ไม่ใช่ค้าขายเพื่อผลกำไรเข้าประโยชน์ส่วนตัว” นายสว่างกล่าวและบอกว่า การเจรจาขายข้าวกับผู้ซื้อโดยตรง รวมทั้งการที่ชาวนาสีข้าวสารขายเอง โดยมีทุกภาคส่วนช่วยกันรับซื้อในขณะนี้ทำให้ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิที่พ่อค้ารับซื้อขยับตัวสูงขึ้น จากในช่วงแรกกิโลกรัมละ 5-6 บาท ขณะนี้มีราคาไม่ต่ำกว่า 7-8 บาท
สุวัฒน์ กิขุนทด : รายงาน





