playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก
hommalirice1_resize.JPG


          ร้อยเอ็ด/ เครือข่ายพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมคูคลองจากกรุงเทพฯ ส่งตัวแทนร่วมงาน “วันข้าวหอมมะลิโลก”ที่จังหวัดร้อยเอ็ด  เจรจาซื้อขายข้าวเบื้องต้นกับเครือข่ายเกษตรกรทุ่งกุลา  เป็นการค้าขายแบบยุติธรรมหรือ “แฟร์เทรด”   เพราะทำให้ชาวนาขายข้าวในราคาที่พอใจ  คนกินได้ข้าวที่มีคุณภาพและปลอดภัย  ตั้งเป้านำข้าวจากชาวนาส่งถึงผู้บริโภคเดือนละ 3 ตัน  โดยไม่ผ่านโรงสีและพ่อค้าคนกลาง  และนำผลกำไรมาพัฒนาชุมชนและช่วยเหลือคนด้อยโอกาส  ขณะที่พ่อเมืองร้อยเอ็ดพร้อมสนับสนุนเต็มที่  เผยปีนี้ชาวนาทุ่งกุลาได้คู่ค้าแล้ว 26  ราย  มูลค่าซื้อขายกว่า 2,500 ล้านบาท

 

hommalirice2_resize.JPG


          ในระหว่างวันที่ 26-28 พฤศจิกายนนี้  จังหวัดร้อยเอ็ดร่วมกับส่วนราชการ  ภาคเอกชน  และเครือข่ายเกษตรต่างๆ  จัดงาน “วันข้าวหอมมะลิโลก”  ครั้งที่ 17 ที่บริเวณลานสาเกตนคร (บึงพลาญชัย)  อ.เมือง  จ.ร้อยเอ็ด  โดยในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการ  สัมมนาวิชาการ  การออกร้านจำหน่ายข้าวสาร  ข้าวเหนียว  การแปรรูปข้าวหอมมะลิเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ  และผลิตผลทางการเกษตรของกลุ่มเกษตรกรในนามกลุ่ม  “ร้อยแก่นสารสินธุ์” (ร้อยเอ็ด  ขอนแก่น   มหาสารคาม  และกาฬสินธุ์)  นอกจากนี้ยังมีการเจรจาซื้อขายข้าวระหว่างกลุ่มเกษตรกรชาวนากับภาคธุรกิจเอกชน   ทั้งนี้เครือข่ายพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมคูคลอง (คพสค.)ได้ส่งตัวแทนมาร่วมเจรจาซื้อขายข้าวในครั้งนี้ด้วย

          นายศิริพงษ์  วิวัฒน์เกษมชัย  พาณิชย์จังหวัดร้อยเอ็ด  กล่าวว่า  จังหวัดร้อยเอ็ดได้จัดงานเทศกาลวันข้าวหอมมะลิโลกมาตั้งแต่ปี 2540  จนถึงปัจจุบันเป็นครั้งที่ 17  เพื่อประชาสัมพันธ์ข้าวหอมมะลิของกลุ่มจังหวัดร้อยแก่นสารสินธุ์  และส่งเสริมการท่องเที่ยว  พร้อมทั้งสนับสนุนการแปรรูปข้าวหอมมะลิเพื่อเพิ่มคุณค่า  โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาที่ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของจังหวัดร้อยเอ็ดและมหาสารคามซึ่งได้รับการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) นอกจากนี้ยังได้จัดให้มีการลงนามเพื่อบันทึกข้อตกลงการซื้อขาวข้าวหอมมะลิระหว่างกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวกับภาคธุรกิจเอกชน  รวมทั้งผู้ซื้อข้าวทั่วไป

 

hommalirice3_resize.JPG


          นายสฤษดิ์  วิฑูรย์  ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด  กล่าวว่า  จากการลงนามบันทึกข้อตกลงการซื้อขายข้าวหอมมะลิในครั้งนี้มีการจับคู่ลงนามระหว่างกลุ่มเกษตรกรกับผู้ซื้อ  รวม 24 คู่สัญญา  เป็นข้าวเปลือก  81,800 ตัน  ข้าวสาร 66,005 ตัน  รวมปริมาณทั้งหมด 147,805 ตัน  คิดเป็นมูลค่ารวม  2,514  ล้านบาทเศษ

          “กลุ่มจังหวัดร้อยแก่นสารสินธุ์ใช้เรื่องข้าวเป็นยุทธศาสตร์ของจังหวัดเพื่อส่งเสริมการค้า  การลงทุน  และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร  โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ดมีพื้นที่ทุ่งกุลาอยู่ในอำเภอปทุมรัตน์  เกษตรวิสัย  สุวรรณภูมิ  โพนทราย  และหนองฮี  รวมเกือบ 1 ล้านไร่  เป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิที่มีชื่อเสียง  เนื่องจากมีดิน  น้ำ  อากาศ  และแสงแดดที่เหมาะสมกับการปลูกข้าวหอมมะลิ  ซึ่งในการเจรจาจับคู่ธุรกิจในครั้งนี้จะช่วยเร่งระบายข้าวหอมมะลิที่กำลังออกสู่ตลาดในครั้งนี้  และจะช่วยผลักดันราคาข้าวเปลือกหอมมะลิให้สูงกว่าเดิม”  ผู้ว่าฯ ร้อยเอ็ดกล่าว

นายสฤษดิ์กล่าวด้วยว่า  วันนี้เป็นเรื่องที่น่ายินดีว่ามีพี่น้องจากเครือข่ายคูคลองที่กำลังทำเรื่องที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ มาร่วมเจรจาซื้อข้าวในครั้งนี้ด้วย  ซึ่งจะทำให้ได้ข้าวสารที่ดีมีคุณภาพกลับไปบริโภค  ขณะที่พี่น้องชาวนาก็จะขายข้าวได้ในราคาที่เป็นธรรม  จึงขอแสดงความยินดีกับทั้งสองฝ่าย  และจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ในการเชื่อมโยงผู้ผลิตมาพบกับผู้บริโภคโดยตรง  ขณะเดียวกันชาวนาทุ่งกุลาที่ปลูกข้าวหอมมะลิก็จะต้องรักษาคุณภาพของข้าว เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือด้วย

hommalirice4_resize.JPG                                              (ผู้ว่าฯ จ.ร้อยเอ็ดพูดคุยกับเครือข่ายฯคูคลอง)

นางกนกวรรณ  กล่ำเครือ  ตัวแทนเครือข่ายพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมคูคลอง (คพสค.) กล่าวว่า  จากสถานการณ์ปัญหาเรื่องข้าวเปลือกราคาตกต่ำ  เครือข่ายฯ จึงได้จัดประชุมเพื่อหาทางช่วยเหลือชาวนา   โดยได้จัดกิจกรรม “ข้าวจากชาวนาสู่ชาวประชาคนคลอง”  เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายนที่ผ่านมา  โดยใช้งบประมาณของเครือข่ายฯ ซื้อข้าวสารจากชาวนาที่จังหวัดชัยนาทจำนวน 1,500  กิโลกรัมมาแจกจ่ายให้กับสมาชิกเครือข่ายฯ 

นอกจากนี้เครือข่ายฯ ยังได้จัดตั้ง “คณะทำงานด้านเศรษฐกิจฐานรากและทุนชุมชน” ขึ้นมา  มีคณะกรรมการจำนวน 15  คน  เพื่อทำธุรกิจชุมชน  โดยเริ่มจากเรื่องข้าวสารก่อน  เนื่องจากเป็นประเด็นที่เร่งด่วนและสอดคล้องกับสถานการณ์  เพราะสามารถช่วยเหลือชาวนาได้  ในขณะเดียวกันสมาชิกในเครือข่ายคลอง  คือ  คลองลาดพร้าว  เปรมประชากร  และคลองบางซื่อ  จำนวนกว่า 40 ชุมชน  มีสมาชิกครัวเรือนรวมกันกว่า 11,000 ครัวเรือนต่างก็ต้องซื้อข้าวสารบริโภค  ดังนั้นหากนำข้าวสารจากชาวนามาขายให้สมาชิกได้โดยตรง  ในราคาถูกกว่าท้องตลาดก็จะเป็นประโยชน์ต่อสมาชิก  ส่วนผลกำไรก็จะนำมาใช้เป็นทุนในการพัฒนาชุมชน  ช่วยเหลือคนด้อยโอกาส  คนยากจนต่อไป

“เราเรียกการทำธุรกิจแบบนี้ว่า  “การค้าที่เป็นธรรม” เพราะชาวนาจะสามารถขายข้าวได้ในราคาที่ตัวเองพอใจ  ไม่ต้องโดนกดราคาจากพ่อค้า  ขณะที่ชาวชุมชนริมคลองก็จะได้กินข้าวที่มีคุณภาพในราคาที่ไม่แพง  เพราะเราจะเอากำไรไม่มาก  และกำไรที่ได้ก็จะกลับคืนสู่ชุมชน  สู่สมาชิก  เช่น  มีเงินปันผลสำหรับคนที่ลงหุ้น  หรือแบ่งกำไรให้สหกรณ์  เพื่อนำไปพัฒนาชุมชน  ช่วยเหลือคนด้อยโอกาส  คนพิการ  หรือช่วยเหลือทุนการศึกษาเด็กในชุมชน” นางกนกวรรณกล่าว

นางกนกวรรณกล่าวอีกว่า  การเดินทางมาร่วมงานวันข้าวหอมมะลิโลกในครั้งนี้  เพื่อสำรวจข้อมูลเรื่องราคาและคุณภาพของข้าวจากกลุ่มเกษตรกรต่างๆ  ที่นำข้าวสารมาจำหน่าย  ซึ่งแม้ว่าราคาข้าวจากโรงสีเอกชนอาจจะถูกกว่าราคาข้าวของเกษตรกร  แต่เครือข่ายฯ ก็จะซื้อข้าวจากเกษตรกรหรือชาวนาโดยตรง  เพื่อเป็นการช่วยเหลือชาวนา  โดยในเบื้องต้นเครือข่ายฯ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงกับกลุ่มชาวนาตำบลหนองแคนซึ่งเป็นเครือข่ายเกษตรกรทุ่งกุลา  สามารถส่งข้าวสารหอมมะลิพันธุ์ 105  ให้เครือข่ายได้ประมาณเดือนละ 5 ตัน 

hommalirice5_resize.JPG                                         (เครือข่ายฯ คูคลองร่วมลงนามเจรจาซื้อขายข้าว)

อย่างไรก็ตาม  เครือข่ายฯ จะต้องนำข้อมูลเรื่องราคาและคุณภาพข้าวกลับไปให้คณะกรรมการร่วมกันพิจารณาว่าจะซื้อข้าวสารจากเกษตรกรกลุ่มใด  โดยในเบื้องต้นพบว่าข้าวสารหอมมะลิมีราคาประมาณกิโลกรัมละ 20-30  บาท  ยังไม่รวมต้นทุนค่าขนส่ง  การบรรจุถุง  และค่าบริหารจัดการ  ทั้งนี้เครือข่ายฯ จะคิดส่วนต่างของกำไรไม่เกินกิโลกรัมละ 2-3  บาท  ซึ่งหากเครือข่ายสามารถขายข้าวสารให้สมาชิกได้อย่างน้อยเดือนละ 1,000 ครัวเรือนๆ ละ 30 กิโลกรัมต่อเดือน  หรือเดือนละ 3 ตัน  จะทำให้เครือข่ายมีรายได้อย่างน้อยเดือนละ 60,000 บาท  สามารถนำไปใช้เป็นกองทุนเพื่อพัฒนาชุมชนหรือช่วยเหลือสมาชิกต่อไปได้โดยไม่ต้องขอรับงบประมาณสนับสนุนจากภายนอก

นายสว่าง  สุขแสง  เครือข่ายเกษตรยั่งยืน  ตำบลหนองแคน  อำเภอปทุมรัตน์  กล่าวว่า  ปัจจุบันเครือข่ายฯ มีผลิตภัณฑ์เป็นข้าวหอมมะลิทุ่งกุลา  ข้าวกล้องอินทรีย์  ข้าวไรซ์เบอร์รี่  โดยใช้โรงสีชุมชนสีข้าวสาร  ไม่ต้องขายเป็นข้าวเปลือกในราคาต่ำ  รวมทั้งยังนำข้าวหอมมะลิมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ  เช่น  ผงพอกหน้าขาว  โคลนพอกหน้า  สบู่  ฯลฯ  รวมทั้งทอผ้าขาวม้าลายแคนออกจำหน่าย   ปัจจุบันนำผลผลิตต่างๆ มาขายที่โรงแรมเพชรรัชต์  จ.ร้อยเอ็ด  และขายตามงานออกร้านหรือนิทรรศการต่างๆ  รวมทั้งขายผ่านเฟซบุ๊ก

hommalirice6_resize.JPGhommalirice7_resize.JPG
“ผมรู้สึกดีใจที่พี่น้องเครือข่ายคลองจากกรุงเทพฯ มาร่วมงานในครี้งนี้   และถือเป็นมิติใหม่ของการค้าขายข้าว  เพราะเป็นการค้าแบบ “แฟร์เทรด” หรือแบบยุติธรรมทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย  เพราะชาวนาจะได้มีกำลังใจที่จะปลูกข้าวให้มีคุณภาพ  ไม่ใช้สารพิษ  ที่สำคัญคือไม่โดนกดราคาหรือถูกกลไกตลาดบังคับให้ขาย  ส่วนพี่น้องจากเครือข่ายคูคลองก็จะได้ข้าวสารที่มีคุณภาพ  ไม่ใช่ข้าวสารจากโรงสีใหญ่ที่ขัดข้าวจนขาว  เคลือบเมล็ดข้าวเงาใส  และรมข้าวด้วยสารเคมีเพื่อป้องกันมอด  ทำให้ข้าวสารมีคุณค่าน้อยลงและสะสมไปด้วยสารเคมี  นอกจากนี้พี่น้องก็ยังสามารถนำผลกำไรจากการค้าข้าวไปช่วยเหลือชุมชนได้อีก  ไม่ใช่ค้าขายเพื่อผลกำไรเข้าประโยชน์ส่วนตัว”  นายสว่างกล่าวและบอกว่า  การเจรจาขายข้าวกับผู้ซื้อโดยตรง  รวมทั้งการที่ชาวนาสีข้าวสารขายเอง  โดยมีทุกภาคส่วนช่วยกันรับซื้อในขณะนี้ทำให้ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิที่พ่อค้ารับซื้อขยับตัวสูงขึ้น  จากในช่วงแรกกิโลกรัมละ 5-6 บาท  ขณะนี้มีราคาไม่ต่ำกว่า 7-8 บาท

hommalirice8_resize.JPG

hommalirice9_resize.JPG

hommalirice10_resize.JPG

hommalirice11_resize.JPG

 

สุวัฒน์ กิขุนทด : รายงาน

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter