playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก
 Home_sufficiency_resize.JPG


พอช./ ตัวแทนเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศกว่า 300 คนเข้าร่วมงานวิชาการ “ตามรอยพ่อ  พอเพียง  สู่พลังการจัดการบ้านและที่ดินอย่างยั่งยืน” โดยได้ข้อสรุปเพื่อนำไปขับเคลื่อนงาน  เช่น  ต้องมองปัญหาทั้งระบบ  เอาผู้เดือดร้อนเป็นตัวตั้ง  แผนพัฒนาร่วมที่มีทุกภาคส่วน  มีคนทุกกลุ่มร่วมตั้งแต่แรก  สร้างรูปธรรมเต็มพื้นที่  สร้างทุนภายในและภายนอก  มีองค์ความรู้  มีฐานข้อมูล  เชื่อมโยงมิติการพัฒนาอื่นๆ ที่มากกว่าเรื่องบ้าน  ฯลฯ  ขณะที่สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือจัดผ้าป่าสามัคคีช่วยชาวบ้านลำพูน 7 รายที่ติดคุกเพราะปัญหาไร้ที่ดินทำกิน

 

Home_sufficiency1_resize.JPG

Home_sufficiency2_resize.JPG


วันนี้ (28 พฤศจิกายน)  ที่ห้องประชุมไพบูลย์วัฒนศิริธรรม  สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) มีการจัดงานวิชาการ “ตามรอยพ่อ  พอเพียง  สู่พลังการจัดการบ้านและที่ดินอย่างยั่งยืน”  มีตัวแทนเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศกว่า 300 คนเข้าร่วมงานครั้งนี้  โดยมีนางสาวพรรณทิพย์  เพชรมาก  รองผู้อำนวยการ พอช.ร่วมงาน  ภายในงานมีการจัดเสวนา  แบ่งกลุ่มย่อยเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้  และกำหนดแผนการขับเคลื่อนงานทั้ง 5 ภาค  นอกจากนี้ภายในบริเวณรอบห้องประชุมได้มีการจัดแสดงนิทรรศการ  รวมทั้งออกร้านจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์จากชุมชนต่างๆ ที่มาร่วมงาน 

ทั้งนี้ก่อนที่จะมีการเสวนาวิชาการ  นายสมบูรณ์   สิงกิ่ง ผู้แทนคณะจัดงาน  ได้นำพี่น้องเครือข่าย คทช.และ สอช.ทุกภาคร่วมกันถวายสัตย์ปฏิญาณเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  เพื่อแสดงความจงรักภักดีและรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ได้ปกเกล้าปกกระหม่อม ให้ความร่มเย็นเป็นสุขแก่พสกนิกรชาวไทย อีกทั้งทรงบันดาลให้เกิดการพัฒนาประเทศในทุกด้าน  ตลอดมาเป็นเวลาถึง 70 ปี แม้บัดนี้จะเสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว แต่ก็ยังทรงสถิตอยู่ในใจของปวงชนชาวไทยด้วยความวิปโยคอาลัยอย่างไม่มีวันลืมเลือน

นางสาวกนิษฐา  ปรีชาพีชคุปต์  ผู้อำนวยการสำนักงานปฏิบัติการภาคกรุงเทพฯ ปริมณฑล และตะวันออก  กล่าวเปิดงานว่า  ในปี 2560 จะเป็นช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาที่อยู่อาศัยในศตวรรษที่ 3 ขององค์การสหประชาติหรือ UN  ซึ่งประเทศไทยได้ร่วมเป็นสมาชิกด้วย  โดยมีคำขวัญประจำศตวรรษนี้ว่า “City  for  All”  หรือ “เมืองสำหรับคนทุกคน”  ดังนั้นการพัฒนาต่อไปนี้จะต้องไม่ทิ้งใครเอาไว้เบื้องหลัง  ทุกคนจะต้องตระหนักถึงปัญหาต่างๆ ร่วมกัน  และมีส่วนร่วมในการผลักดันการแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ครอบคลุมทุกมิติ  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพัฒนาที่อยู่อาศัยให้มั่นคง  การพัฒนาอาชีพ  รายได้  และสิ่งแวดล้อม  เพื่อนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดี

 

Home_sufficiency3_resize.JPG

Home_sufficiency4_resize.JPG


มิติต่อไปคือ  ปีนี้ พอช.จะขับเคลื่อนเรื่องที่อยู่อาศัยอย่างเต็มตัว  โดย พอช.ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาที่อยู่อาศัย 10 ปี  ทั้งในเมืองและชนบท  รวมทั้งคนไร้บ้าน  ซึ่งแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้ผ่านการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว  ส่วนมิติสุดท้าย  คือ ในช่วงปลายเดือนธันวาคมนี้   สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จะจัดประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 9  ซึ่งในการประชุมครั้งนี้จะมีประเด็นเรื่องการจัดการและพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนและเมืองเพื่อสุขภาวะ  เพื่อนำผลที่ได้จากการประชุมไปจัดทำเป็นนโยบายสาธารณะ  และนำไปเสนอต่อรัฐบาลเพื่อผลักดันเรื่องที่อยู่อาศัยที่มั่นคงต่อไป

“ปีนี้ถือว่าเป็นปีที่มีความท้าทายในหลายพื้นที่  หลายมิติ  เพราะขบวนองค์กรชุมชนไม่ได้ทำเรื่องที่อยู่อาศัยและที่ดินเพียงอย่างเดียว  แต่ยังทำเรื่องอื่นๆ เช่น  การจัดการทรัพยากร  สิ่งแวดล้อม  เรื่องอาชีพ  หรือสัมมาชีพที่ไม่ทำร้ายใคร  โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ  สร้างความเป็นธรรม  ให้ประชาชนเข้าถึงที่ดินที่อยู่อาศัยให้ครบทุกมิติ”  นางสาวกนิษฐากล่าว

นายวิเชียร  แสงพันไม้  ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลบ่อแร่  จ.อ่างทอง  กล่าวว่า  ตำบลบ่อแร่ได้ใช้สภาองค์กรชุมชนขับเคลื่อนเรื่องที่อยู่อาศัยตั้งแต่ปี 2557  เริ่มจากการเก็บข้อมูลในครัวเรือนร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุข  เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนและเป็นจริงทั้งตำบล  ทั้งเรื่องเด็ก  ผู้สูงอายุ  ผู้พิการ  ครัวเรือน  และจัดทำแผนที่ทำมือ  เพื่อนำมาใช้เป็นฐานข้อมูลจัดทำโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัย  โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก พอช.  ขณะเดียวกันชุมชนก็ตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยและช่วยเหลือชุมชนในด้านต่างๆ  เช่น หนี้นอกระบบ   ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย  คิดดอกเบี้ยร้อยละ 50 สตางค์ต่อเดือน  เพื่อให้กองทุนงอกเงย  โดยเก็บเงินเข้ากองทุนจากสมาชิกรายละ 30 บาทต่อเดือน  ปัจจุบันมีเงินกองทุนประมาณ 70,000 บาทเศษ  ซ่อมสร้างบ้านไปแล้ว  32 ครัวเรือน  ปล่อยกู้เพื่อประกอบอาชีพ 24 ราย

“ต่อไปเราจะต้องส่งเสริมชาวบ้านในเรื่องต่างๆ ด้วย  ไม่ใช่ทำเรื่องบ้านหรือที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว  เช่น  เรื่องการส่งเสริมอาชีพ  การปลดหนี้นอกระบบ  โดยการให้ชาวบ้านจัดทำบัญชีครัวเรือน  เพื่อดูรายรับ-รายจ่าย  แล้วนำมาวิเคราะห์ว่าจะช่วยกันแก้ไขปัญหาอย่างไร”  นายวิเชียรกล่าว

 

Home_sufficiency5_resize.JPG


สำหรับผลสรุปจากการจัดประชุมกลุ่มย่อย  แนวทางการทำงานเพื่อขับเคลื่อนการจัดการบ้านและที่ดินได้ข้อสรุปว่า  พื้นที่ชุมชนเมือง  การขับเคลื่อนจะต้องทำทั้งเมือง   ทำทุกเรื่อง  และทำร่วมกับภาคีท้องถิ่น  โดยมีกระบวนการ  คือ 1.สำรวจข้อมูล 2.รวบรวมปัญหาความเดือดร้อน  3.เรียนรู้และเกิดกระบวนการแลกเปลี่ยน  4.ใช้เครื่องมือในการทำงาน  เช่น  สวัสดิการ, บ้านมั่นคง  5.สรรหาผู้แทนธรรมชาติ  นำแผนงานมาทำงานร่วมกัน  6.ผลักดันแผนเข้าสู่แผนของท้องถิ่น-จังหวัด

พื้นที่ชนบท  การแก้ไขปัญหาเรื่องบ้านและที่ดินจะนำไปสู่การ  จัดตั้งกองทุน  การจัดระบบข้อมูล  ลดความเหลื่อมล้ำเรื่องที่ดินระหว่างคนรวย คนจน  ต้องดึงพลังท้องถิ่นเข้ามาร่วม  ทำให้เกิดความยั่งยืนไม่ใช่จบโครงการภายในปีเดียว  ใช้แผนยุทธศาสตร์บ้านพอเพียงไปสู่การพัฒนาทุกด้าน  นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอ  เช่น  ให้มีความชัดเจนของระบบ GIS  การเชื่อมโยงระบบพื้นฐานข้อมูล  เชื่อมโยงให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ  สร้างพื้นที่รูปธรรมที่ชัดเจน  มีการบูรณาการกองทุนต่างๆ ร่วมกัน  ฯลฯ

 

Home_sufficiency6_resize.JPG


นางสาวสมสุข  บุญญะบัญชา  กรรมการสถาบัน พอช.กล่าวถึงแนวทางการจัดการที่อยู่อาศัยโดยขบวนชุมชนว่า  ขบวนองค์กรชุมชนมีศักยภาพที่จะดำเนินการตามพระราชดำรัสของในหลวงทั้งในเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนและแนวทางตามหลัก ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  โดยขบวนชุมชนได้ทำเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนมานานแล้ว  เช่น  เรื่องเกษตร  อาหาร  สิ่งแวดล้อม  พลังงาน  ฯลฯ โดยยึดเอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง  และไม่ได้ทำเพียงเรื่องเดียว  แต่เอาหลายเรื่องมารวมกัน  เช่น  เรื่องบ้าน  เด็ก  ผู้สูงอายุ  ฯลฯ  นำไปสู่การพัฒนาที่เข้มแข็งและยั่งยืน

“ขบวนองค์กรชุมชนจะต้องมีความเข้มแข็ง  อดทน  ต้องมีการเรียนรู้  ให้ประชาชนเป็นหลักในการพัฒนา  กล้านำเสนอ  และต้องมีการเชื่อมโยงกันทั้งตำบล  อำเภอ และจังหวัด  ขณะเดียวกัน  ผู้นำต้องทำตัวให้เล็ก  ฟังคนอื่น  สามารถเตือนสติคนอื่นได้  เมื่อเกิดความผิดพลาดก็จะต้องกลับมาทบทวนพิจารณาตัวเองเพื่อหาทางแก้ไข  ซึ่งการเป็นผู้นำก็คือการปฏิบัติธรรมนั่นเอง  และเป็นการเดินตามแนวทางของพระเจ้าอยู่หัวอีกด้วย”  นางสาวสมสุขกล่าว

นางสาวกนิษฐา  กล่าวสรุปในตอนท้ายว่า   การจัดสัมมนาวิชาการในครั้งนี้ได้ข้อสรุปร่วมกันเพื่อนำไปขับเคลื่อน คือ 1.ต้องมองปัญหาทั้งระบบ  เอาผู้เดือดร้อนเป็นตัวตั้ง  2.แผนพัฒนาร่วมที่มีทุกภาคส่วน  มีคนทุกกลุ่มร่วมตั้งแต่แรก  3.สร้างรูปธรรมเต็มพื้นที่  4.ความยั่งยืน  ใช้คนเป็นตัวตั้ง สร้างทุนภายในและภายนอก  มีองค์ความรู้  มีฐานข้อมูล  เชื่อมโยงมิติการพัฒนาอื่นๆ ที่มากกว่าเรื่องบ้าน  5.การประสานกลไกทุกระดับ  จากหลายฝ่าย  ตั้งแต่ระดับตำบล  เมือง  จังหวัด  และ 6.เชื่อมโยงการพัฒนาไปสู่มิติอื่น  และสร้างแผนพัฒนาร่วมกัน

 

Home_sufficiency7_resize.JPG

Home_sufficiency8_resize.JPG

ขณะเดียวกันในงานนี้  สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือได้นำประเด็นปัญหาชาวบ้านจากจังหวัดลำพูนที่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีเรื่องที่ดินทำกินมานำเสนอในที่ประชุมด้วย  โดย นายดิเรก กองเงิน ประธานสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ เครือข่ายที่ดินชนบท กล่าวว่า  ที่ผ่านมาชาวบ้านในตำบลหนองล่อง  อำเภอเวียงหนองล่อง  จังหวัดลำพูน  ได้รับผลกระทบจากปัญหาการครอบครองที่ดินที่ไม่เป็นธรรม   โดยชาวบ้านได้เข้าไปทำกินในที่ดินที่เป็นพื้นที่จัดเตรียมสำหรับชาวบ้านที่ต้องอพยพจากการสร้างเขื่อนภูมิพลตั้งแต่ปี 2508  เนื้อที่ประมาณ 15,000 ไร่  แต่ถูกเอกชนเข้าไปครอบครองออกเอกสารสิทธิ์โดยไม่ชอบเพราะเป็นพื้นที่สาธารณะ  และปล่อยที่ดินให้รกร้างว่างเปล่านานถึง 10 ปี  ชาวบ้านที่ไร้ที่ดินจึงเข้าไปทำกิน  ฝ่ายเอกชนจึงได้ฟ้องร้องชาวบ้าน และศาลสั่งจำคุกไปแล้ว 7 ราย  ทำให้ครอบครัวทั้ง 7 รายต่างได้รับความเดือดร้อน  เพราะหัวหน้าครอบครัวต้องติดคุก  1 ปี  ขณะนี้ติดคุกไปแล้ว 6 เดือน

 

Home_sufficiency9_resize.JPG


“เราจะร่วมกันต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมของสังคม  ให้เกิดความยุติธรรมแก่พี่น้องประชาชน  ตลอดจนลูกหลานสืบต่อไปในภายหน้า   นอกจากนี้สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือได้ร่วมกับเครือข่ายจัดผ้าป่าสามัคคีขึ้นมา  เพื่อระดมทุนช่วยเหลือครอบครัวชาวบ้านที่ถูกฟ้องร้องและจำคุกจำนวน 7 ครอบครัวในวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้”  นายดิเรกกล่าว

 

Home_sufficiency_resize.JPG

 

รายงานโดย สุวัฒน์ กิขุนทด/จิรัฎฐภัค รักวงษ์



แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter