playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก
        sheet2.JPG            

          พลิกวิกฤติเป็นโอกาส พื้นที่รับน้ำริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กับประสบการณ์การจัดการตนเอง จากสภาองค์กรชุมชนตำบลตลุก  คำว่า “ตลุก” มีความหมายไปถึงพื้นที่เป็นหลุมเป็นบ่อ บางส่วนเป็นที่ดอน มีส่วนโค้งเว้า เนินดินทรายมูล บางส่วนเป็นที่นา จากการไหลกัดเซาะของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งยังปรากฏให้เห็นอยู่ บ้างก็เล่าว่า “ตลุก” หมายถึงแอ่งน้ำขังใหญ่ น้อย ที่มีนกเป็ดน้ำ มาอาศัยหากินและเรียกกันว่า “ตลุกเป็ด”เพราะเห็นนกเป็ดเล่นน้ำในแอ่งน้ำขังเป็นประจำ  พื้นที่ราบลุ่มต่ำจะมีแนวน้ำไหล เป็นลำรางเข้าสู่หมู่บ้านและพาดผ่านหลายหมู่บ้าน ชาวบ้านจะใช้โอกาสของธรรมชาติที่เอื้ออำนวย เป็นเส้นทางขนส่ง ค้าขาย และการเดินทาง ตลอดระยะเวลายาวนานจากประวัติศาสตร์ของหมู่บ้านในพื้นที่ตำบลตลุก ทั้ง 12 หมู่บ้าน 2,211 ครัวเรือน ประชากรประมาณ 9,424 คน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา และรับจ้าง บางส่วนค้าขาย รับราชการ และอื่นๆ

           ด้วยความเก่าแก่ของหมู่บ้านในตำบลตลุก ซึ่งได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่มานานกว่า 300 ปี ทำให้ คนส่วนใหญ่มีวิถีชีวิตแบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน มีความรัก ความผูกพันระหว่างคนในชุมชนท้องถิ่น จึงได้เกิดการดำเนินกิจกรรมการพัฒนาในพื้นที่ด้านต่างๆ อาทิ เช่น กลุ่มออมทรัพย์ กองทุนหมู่บ้าน กลุ่ม อสม. กลุ่มเกษตรชีวภาพ เป็นต้น จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ.2548 ได้มีการจัดทำแผนแม่บทชุมชน ตำบลตลุก เพื่อสืบค้นประวัติศาสตร์ของแต่ละหมู่บ้าน กระตุ้นให้เกิดการศึกษารวบรวมข้อมูล สภาพ ปัญหา และความต้องการในการพัฒนา เพื่อนำมาจัดทำเป็นแผนแม่บทชุมชนอันเปรียบเสมือนแผนชีวิต ของชุมชนที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชนท้องถิ่น  ผ่านเครื่องมือกระบวนการทำแผนแม่บทชุมชนเพื่อพัฒนาชุมชนด้วยตัวเอง และได้มีโอกาสการเรียนรู้จากเครือข่ายแผนแม่บทชุมชน 4 ภาค ทั้งนี้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) เป็นองค์กรสนับสนุนในการขับเคลื่อน ซึ่งพอช.ได้แต่งตั้งคณะทำงานระดับภาคขึ้นเพื่อทำงานประสานและเชื่อมโยงภายในภาค  ตำบลตลุกมีผู้อาวุโสที่เป็นอดีตหัวหน้าสถานีอนามัย ตำบลตลุก ซึ่งท่านได้ขอเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดดำรงตำแหน่งสาธารณสุขอำเภอมโนรมย์ คือ หมอดำรงค์ ดำรงพันธ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะทำงานแผนแม่บทชุมชนภาคกลางด้วย ทั้งนี้คณะทำงานภาคกลางได้เลือก 5 ตำบลในจังหวัดชัยนาทเป็นตำบลนำร่อง  ตำบลตลุกได้รับการคัดเลือกจากสำนักงานพัฒนาชุมชน และประกาศให้แผนชุมชนเป็นวาระแห่งชาติ  ทำให้ตำบลตลุกมีการพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการจัดทำแผนพัฒนาตำบลด้วยแผนแม่บทชุมชน ดีเด่น ติดต่อกันมาโดยตลอด ประชาชน เกิดแผนพึ่งตนเอง (แผนทำเอง) แผนทำร่วม และแผนทำให้ (ส่งต่อ)

จุดประกายสำคัญ เริ่มต้นจากแผนแม่บทชุมชนซึ่งรากฐานของการก่อเกิดสภาองค์กรชุมชน

          ปี 2551  มีการประกาศใช้ พรบ.สภาองค์กรชุมชน คณะทำงานสภาองค์กรชุมชนของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) จังหวัดชัยนาทได้มาจัดเวทีคัดเลือกตำบลนำร่อง 10 ตำบลเพื่อดำเนินการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชน รวมไปถึงการตั้งคณะทำงานแผนแม่บทชุมชน ตำบลตลุกได้ปรึกษาหารือและเห็นว่าเป็นโอกาสที่จะได้พัฒนาและยกระดับการทำงานไปอีกขั้น จึงตกลงร่วมเข้าเป็นตำบลนำร่องสภาองค์กรชุมชนตำบล ซึ่งประจวบเหมาะกับแผนแม่บทชุมชนแล้วเสร็จพอดี  แกนนำสภาองค์กรชุมชนตลุกได้เล่าให้ฟังว่า การจะขับเคลื่อนงานสภาองค์กรชุมชนนั้นจะต้องไปจดแจ้งกลุ่มก่อน วันที่ 22 มิถุนายน 2551  มีองค์กรชุมชนจำนวน 59 กลุ่ม เข้าไปจดแจ้งและจัดตั้งเป็นสภาองค์กรชุมชนตำบลตลุก 

          การทำงานของชุมชนตำบลตลุกเป็นการรวมตัวและขับเคลื่อนงานตามธรรมชาติ เป็นการสร้างผู้นำตามธรรมชาติ ผู้นำที่เกิดจากจิตวิญญาณและจิตใจที่มุ่งมั่นจะช่วยเหลือผู้อื่น ฉะนั้นในการทำงานจะมีการกำหนดบทบาทหน้าที่  สร้างกลไกการทำงาน มีการกำหนดข้อตกลงเรื่องการใช้เงิน โดยใช้เงินเป็นเครื่องมือแต่ไม่ให้เงินเป็นใหญ่ ในการบริหารจัดการจึงเป็นการเชื่อมประเด็น บูรณาการประเด็น บูรณาการงบประมาณ เป็นการบูรณาการยุทธศาสตร์ เป้าหมายร่วมกัน

          ผลิตผลของแกนนำตำบลตลุก เกิดจากการเรียนรู้ภายในกลุ่ม เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การระดมความเห็นที่จะนำกลับมาปรับปรุงงานของตนเอง ขณะเดียวกันได้ออกไปข้างนอกเพื่อรับความรู้ใหม่ๆ จากแผนโครงการตามที่มีหน่วยงานมาสนับสนุน เป็นเพราะแกนนำมีใจ เอาใจกันมาก่อน มารวมพลัง ส่วนความสามารถ เทคนิค วิธีการทำงานค่อยๆ หาเพิ่มเติมภายหลังได้  คนทำงานเพิ่มพูนประสบการณ์จากงานที่ตนเองทำ จนนำไปสู่การได้รับเลือกไปร่วมทำกิจกรรมสำคัญๆ มากมาย จากการสร้างความร่วมมือจัดทำแผนแม่บทชุมชน ร่วมกับพอช. กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทยและสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)  ซึ่งองค์กรเหล่านี้ได้มีส่วนร่วมในการหนุนเสริมงานวิชาการด้วยการจัดทำแผนแม่บทชุมชนเชื่อมกับท้องถิ่น เป็นเหมือนห้องเรียนและโรงเรียนที่ให้ความรู้กับแกนนำตลุก คนทำงานเติบโตขึ้น มีฐานคิดที่แน่วแน่ มีฐานปฏิบัติการจริงที่ไม่หยุดนิ่ง สานต่อความร่วมมือหลายเครือข่าย

          “จากประสบการณ์ที่สั่งสมมาหลายปี เรียนรู้และตักตวง เวลาได้สร้างแกนนำให้กล้าเสนอ กล้าแลกเปลี่ยนในประเด็นที่เห็นร่วมและเห็นต่าง นั่นแสดงว่าในวันนี้ชาวบ้านที่ไม่เคยมีพื้นที่ ชาวบ้านที่หลายคนบอกว่าไม่มีความรู้ ต้องรอรับคำสั่งจากผู้ที่มีตำแหน่งทางการ เวลาผันเปลี่ยน  ความเชื่อมั่นเพิ่มพูน”คำกล่าวของประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลตลุก

          จากการที่ตำบลตลุกใช้เวลาที่ผ่านมาในการสะสมประสบการณ์และพัฒนาความรู้อย่างไม่หยุดนิ่ง เราสามารถพัฒนาคนในพื้นที่ ให้เกิดการพัฒนาตนเอง และนำบุคคลในเครือข่ายกลุ่มองค์กร ของตนเองมาพัฒนาพื้นที่ และแก้ไขปัญหาได้ นั้น สิ่งแรกที่เราต้องลงมือทำคือการวิเคราะห์ ประเด็นปัญหา  การเปิดเวทีสาธารณะในการสื่อสาร เชิญผู้เกี่ยวข้อง สานพลังเชื่อมโยงเครือข่าย สะท้อนคืนข้อมูล การสืบค้นทุนเดิม โดยนำกระบวนการ 10 ขั้นตอน มาใช้และปรับปรุงให้เหมาะสมกับสถานการณ์ คือ

1.       ค้นหาแกนนำและองค์กรท้องถิ่น  เพื่อสร้างความเข้า ใจที่ชัดเจนร่วมกัน

2.       จุดประกายความคิด  เป็นขั้นตอนกระตุ้น โดยอาจจัดเป็นเวทีพูดคุยเพื่อกระตุ้นให้ชุมชนตื่นตระหนักถึงปัญหา วิกฤติที่เกิด และเห็นความหวัง

3.       ศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชน ศึกษาที่มา คุณค่า สิ่งดีงามของชุมชน ทำให้สมาชิกเห็นถึงที่มา ตัวตนที่แท้จริงของตนเอง ของชุมชนและเกิดเป็นความรักในท้องถิ่น โดยให้มีคน 3 รุ่น คือ เด็ก ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ อยู่ร่วมกัน ซึ่งจะเป็นพลังสำคัญในการนำพาชุมชนให้รอดพ้นวิกฤติ

4.       สำรวจ รวบรวมข้อมูล  กำหนดประเด็นที่อยากเรียนรู้  เพื่อเก็บข้อมูล เช่น รายรับ-รายจ่าย หนี้สิน ปัญหาและศักยภาพ วัฒนธรรมภูมิปัญญา ทั้งนี้การสำรวจข้อมูลบางเรื่องใช้แบบสอบถาม บางเรื่องใช้เวที หรือการพูดคุยซึ่งแล้วแต่ละคน แตกต่างไปตามสภาพพื้นที่สภาพปัญหา และจดบันทึกไว้

5.       วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูล เพื่อเข้าใจสถานการณ์และกำหนดอนาคตของชุมชน ขั้นตอนนี้ต้องหาวิธีให้สมาชิกในชุมชนได้เห็นข้อมูลทั้งหมดร่วมกัน และได้มีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ สังเคราะห์

6.       ยกร่างแผน  บางเรื่องเสนอแผนออกเป็น 3 กลุ่ม เพื่อง่ายต่อการนำไปใช้คือ สิ่งที่ชุมชนทำได้เอง สิ่งที่ชุมชนร่วมกับภายนอกและเกินความสามารถของชุมชนต้องให้หน่วยงานสนับสนุน

7.       ประชาพิจารณ์แผนชุมชน  เปิดให้สมาชิกได้ร่วมกันพิจารณาถึงความถูกต้องตามเจตนาของคนส่วนใหญ่ ความเป็นไปได้ ความเหมาะสมของการนำแผนไปปฏิบัติ จัดลำดับความสำคัญและวิธี การที่จะทำแผนให้สำเร็จ

8.       นำแผนสู่การปฏิบัติ  นำกิจกรรมตามแผนมาทำให้เกิดผล โดยให้ผู้เกี่ยวข้องแต่ละเรื่องร่วมคิด ตัดสินใจและทำเองมากที่สุด เป็นกิจกรรมทำได้ด้วยทุนที่ชุมชนมีอยู่ก่อน

9.       ทบทวนปรับปรุง  เมื่อทำงานจริงอาจไม่ตรงตามที่คิด สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป เป็นเรื่องปกติ  ต้องมีการทบทวนเป็นระยะเพื่อปรับกิจกรรมและวิธีการให้เหมาะสม

10.   ประเมินผลสรุปบทเรียน เป็นขั้นตอนที่จะติดตามดูว่าแผนชุมชนที่ทำมาได้ผลเป็นอย่างไร เพื่อสรุปเป็นบทเรียนนำกลับมาใช้ปรับปรุง หรือถอดเป็นองค์ความรู้เป็นชุดความรู้และคู่มือให้กับชุมชนได้เรียนรู้ต่อไป

          การใช้บทบาทของสภาองค์กรชุมชนในการขับเคลื่อนเครือข่าย  และเป็นแกนหลักในการเชื่อมร้อยองค์กรชุมชนในตำบลจนเกิดการขับเคลื่อนงานอย่างต่อเนื่อง แปรเปลี่ยนเป็นการแรงกระตุ้นไม่ให้การทำงานของแกนนำกลุ่มไม่หยุดนิ่งและเดินหน้าทำงาน  แม้ว่าสภาองค์กรชุมชนไม่ได้มีงบประมาณในการสนับสนุนกลุ่มองค์กรชุมชนต่างๆ  หากแต่เป็นพื้นที่กลางในการทำหน้าที่สนับสนุนงานในด้านข้อมูล ชุดความรู้ เพื่อเป็นเครื่องมือในการกิจกรรมเชื่อมกับหน่วยงาน อาทิเช่น  เทศบาลตำบล เรื่องของการทำงานร่วมกัน การขอรับสนับสนุนทั้งวิชาการและงบประมาณ และจากหน่วยงานภาคีต่างๆ เช่น  การประกอบอาชีพ การพัฒนาอาชีพ ฯลฯ อาจกล่าวได้ว่าปัจจัยความสำเร็จของสภาองค์กรชุมชนตำบลตลุกประกอบด้วย

·       คน/ผู้นำ มีผู้นำที่มีใจอาสา ทำงานต่อเนื่องมาตั้งแต่ริเริ่มกลุ่มสามารถต่อเชื่อมกับกลุ่มองค์กรภายในและภายนอกได้

·       ทีมงาน การสร้างทีมกลุ่มย่อยในระดับหมู่บ้าน โดยเริ่มจาก 5 เสือ พัฒนาต่อเนื่องมาจนเป็นครู ก.  ด้วยแนวคิดเดียวกันคือการสร้างแกนนำรุ่นต่อรุ่น

·       กลไกการทำงาน ที่เชื่อมร้อยกับทุกภาคส่วนได้ จัดคนในการเชื่อมต่อกับองค์กรภายนอกตามความถนัด และกิจกรรมที่ดำเนินการที่สอดรับองค์กรภายนอกด้วย เป็นการเปิดกว้างจึงเกิดกระบวนการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้  เป็นการพัฒนาความรู้ กระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง

·       แผนงานที่เกิดจากความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริงในพื้นที่เวทีสาธารณะของสภาองค์กรชุมชนตำบลตลุก 

กล่าวได้ว่า การรวมกลุ่มของเครือข่ายองค์กรภาคประชาชน สิ่งสำคัญคือการมีเป้าหมายเดียวกัน ทำงานด้วยหัวใจเดียวกัน เราต้องรักในการทำหน้าที่ ทำกิจกรรมของเรา “เปรียบเสมือนวงดนตรีที่ทุกคนบรรเลงดนตรีด้วยเครื่องดนตรีที่ถนัด แต่หากคิดว่าตนเองเก่งแล้วไปบรรเลงคนเดียวหรือตั้งวงใหม่ดนตรีจะไม่ไพเราะและใช้เวลานานมาก”  แนวคิดการเกิดสภาองค์กรชุมชน การริเริ่มกลุ่ม กระบวนการทำงานของสภาองค์กรชุมชน ซึ่งต้องใช้พลังความร่วมมือจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้พัฒนาพื้นที่ตำบลรูปธรรมเพื่อสานพลังเชื่อมโยงเครือข่าย สร้างสุข “ตลุกโมเดล”ต่อไป

 

sheet2_2.JPG

ข้อมูล : สุณี โพธิ์ผ่อง ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลตลุก นักสื่อสารจัดการความรู้ชุมชน
เรียบเรียง : สุภาภรณ์ ดำรงพันธ์ 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter