
กทม. : วันนี้ (30 พ.ย. 2559) เครือข่ายสภาองค์กรชุมชน 5 ภาค ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน จัด สมัชชาองค์กรชุมชน “9 ปี สภาองค์กรชุมชน : เปิดพื้นที่กลาง สร้างนโยบายสาธารณะ” ณ ห้องประชุมชนกนันท์ ชั้น 2 โรงแรมเอบีน่า เฮ้าส์ ถนนวิภาวดี โดยมีผู้เข้าร่วมจาก เครือข่ายสภาองค์กรชุมชน 77 จังหวัด และภาคีพัฒนา กว่า 200 คน
นายจินดา บุญจันทร์ ที่ประชุมระดับชาติฯ กล่าวว่า 9 ปี สภาองค์กรชุมชน เปิดพื้นที่กลาง สร้างนโยบายสาธารณะ ถือเป็นประเด็นหลักของการประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล ครั้งที่ 1 ปี 2559 ในครั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญคือ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สถานการณ์ปฏิรูปภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ การขับเคลื่อนสภาองค์กรชุมชนระยะที่ผ่านมา สังเคราะห์เป็นแนวทางร่วมการขับเคลื่อนงานในระยะต่อไป รวมถึงการจัดทำแผนการขับเคลื่อนงานสภาองค์กรชุมชน : เปิดพื้นที่กลาง สร้างนโยบายสาธารณะมีการกำหนดเป้าหมาย แนวทาง แผนงาน วิธีการ กลไก การสร้างรูปธรรมพื้นที่ และผนึกกำลังระหว่างสภาองค์กรชุมชน ขบวนองค์กรชุมชนและภาคีที่เกี่ยวข้องในการออกแบบ จัดทำแผนการขับเคลื่อนงาน “เปิดพื้นที่กลาง สร้างนโยบายสาธารณะ”ระยะ 1 ปี และ ระยะ 3 ปี

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญกล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “สภาองค์กรชุมชน กับการปฏิรูปภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่” ว่า ตอนที่เราได้ร่วมกันผลักดัน พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 นี้ มี 2 อย่างที่เราคิดว่าเป็นของต้องห้าม เพราะจะเป็นตัวทำลายความเป็นองค์กรชุมชน คือ 1. ระบบราชการ เพราะมีความอุ้ยอ้าย มีขั้นตอน กระบวนการที่ใช้เวลาและขั้นตอนมาก มีผลงานที่นับเป็นชิ้นๆ เป็นเรื่องๆ หรือที่เรามักพูดถึงกระบวนการดังกล่าวนี้ว่ากว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้หมดแล้ว และหนึ่งในการปฏิรูปประเทศไทยที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นการปฏิรูประบบราชการ คือการทำให้การดำเนินงานของระบบราชการนั้นให้เกิดผลสัมฤทธิ์มากกว่าการใช้ปริมาณเป็นตัวตั้ง 2. การเมือง จะเห็นว่า พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน เป็นการเขียน กม. ที่ไม่เหมือน กม. อื่นๆ ทั่วไป เพราะห้ามคนที่ยุ่งกับการเมืองเข้ามายุ่งกับองค์กรชุมชน หรือหากมีบทบาททางการเมืองก็เว้นวรรค 1 ปี จึงจะเข้ามาได้ แต่หากถามว่าจะทำงานให้สัมฤทธิ์ผลได้อย่างไร เพราะการทำงานต้องประสานกับราชการหรือการเมือง คำตอบคือ ต้องใช้ความเป็นราษฎรพูดกับราชการให้รู้เรื่อง และให้ราชการนำความเห็นของประชาชนไปพิจารณาก่อนเริ่มทำโครงการ ทั้งนี้ในร่างรัฐธรรมนูญ เขียนให้มีการปฏิรูปราชการและท้องถิ่น ที่เน้นการรับฟังความเห็นและมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นหลักเพราะต้องการให้เกิดการมีส่วนร่วมคือ การร่วมกำกับท้องถิ่น เมือง และประเทศ ให้ประชาชนเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ และได้รับผลแห่งการพัฒนานั้นได้อย่างจริงจัง

“วันนี้เราเดินมาถูกทางแล้ว เพราะสิ่งที่องค์กรชุมชนถูกสร้างขึ้นมาเป็นสภาองค์กรชุมชนนั้น เพื่อให้ประชาชนรวมตัวกันเอง ใช้ประสบการณ์ ความต้องการ ความรู้สึกรับผิดชอบต่อท้องถิ่นของตนเองแล้วค่อยๆ คุยกัน จะเห็นได้ว่าการเลือกตั้งสภาฯ ประจำตำบล ใน กม. นี้ไม่บอกวิธีการลงคะแนน บอกแต่ว่าให้ปรึกษาหารือกันอย่างสม่ำเสมอ เป็น กม. ที่ค่อนข้างจะแปลกกว่า กม.ทั่วๆ ไป เพราะเมื่อไหร่ที่มีการลงคะแนน ก็จะมีวิธีการต่อสู้ การเมืองก็จะเข้ามา และความรู้สึกนึกคิดก็จะมลายหายไปจะกลายเป็นพวกเขาพวกเรา ซึ่งจะทำให้สภาไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ และหลักการดังกล่าวที่วางไว้ เป็นหลักที่คิดว่า สภาองค์กรชุมชน จำนวน 5,000 ตำบล และเกิดความเข้มแข็งใน 3,000 กว่าตำบลนั้น เพราะการปรึกษาหารือมากกว่าการลงคะแนน เวลานี้กำลังนำต้นแบบนี้ไปใช้กับระดับชาติเช่นกัน”
ประธานกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญระบุอีกว่า รัฐธรรมนูญใหม่นี้ ได้ฝากความหวังไว้กับสภาองค์กรชุมชน คือการพัฒนาประเทศ รวมถึงการปฏิรูปประเทศ เพราะมีหลายส่วนที่ต้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม เข้ามาเสนอแนะ เข้ามามีบทบาท และเป็นตัวกำกับการปฏิรูปประเทศให้ไปในทิศทางที่ถูกจริตของประชาชน โดยเฉพาะการพัฒนาประเทศไทย เวลาเขียนรัฐธรรมนูญ ในรัฐธรรมนูญดังกล่าวไม่ได้พูดถึงสภาองค์กรชุมชนเลยแม้แต่คำเดียว แต่ความหมายในรัฐธรรมนูญมุ่งสู่สภาองค์กรชุมชนโดยตรงคือ ไม่ใช่การมุ่งสู่การเลือกตั้ง เพราะสภาองค์กรชุมชนเป็นสภาที่องค์กรชุมชนตั้ง วิธีการที่ออกแบบไว้นั้น เป็นเรื่องของประชาชนในอันที่จะดำเนินการ จะเห็นว่าเราไม่มีสภาระดับจังหวัด และชาติ แต่เป็นสภาองค์กรชุมชนระดับตำบล ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เราอยู่และทำงานกันจริงๆ ฉะนั้นตรงนี้ต้องรักษาเอาไว้
“เมื่อเรารวมตัวกันได้เป็นกลุ่มก้อน เวลาราชการจะทำอะไรที่กระทบต่อประชาชน ต้องฟังประชาชนก่อน คนที่จะเป็นตัวแทนประชาชนได้อย่างแท้จริง และพูดได้เต็มปากเต็มคำ เป็นการทำโดยธรรมชาติ รวมตัวกันโดยธรรมชาติ มีการกลั่นกรองเกิดขึ้น และขึ้นอยู่กับภูมิภาคนั้นอย่างชัดเจน เกิดข้อสรุปที่รัฐจะนำไปเป็นแนวทางได้ มันต้องผนวกกัน และมองภาพรวมของประเทศ และสิ่งที่อยากฝากภาคประชาชนได้คิดต่อคือ ตอนนี้สิ่งที่จำเป็นที่สุดที่รัฐบาลกำลังทำ 2 เรื่องคือ 1) ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ใครจะเป็นคนบอกได้ว่าอีก 20 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะเป็นอย่างไร สิ่งที่รัฐบาลคิด เช่น ไทยแลนด์ 4.0 สมมุติว่าประชาชนบอกว่าดี จะได้เจริญเท่าประเทศอื่น แต่สิ่งที่สำคัญคือ ประชาชนเตรียมอะไรบ้าง ประชาชนต้องบอกว่านโยบายหรือสิ่งที่มานั้นหากไม่ทันก็ต้องบอกให้รอ ต้องทำไปคู่กันไปทั้งยุทธศาสตร์ของประชาชนเอง และยุทธศาสตร์ชาติ 2) การปฏิรูปประเทศไทยในด้านต่างๆ สิ่งที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ นั่นคือปัญหาที่หมักหมมอยู่ในประเทศ แล้วสกัดออกมา ซึ่งกลไกในการปฏิรูปไม่ใช่แค่ออก กม. แล้วการปฏิรูปนั้นจะเกิดขึ้นทันทีทันใดที่จะเกิดขึ้นได้ เราต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไหร่ไม่รู้ มันต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนควบคู่กันไป เป็นการสร้างความเป็นปึกแผ่น ที่รัฐบาลจะสามารถเอาไปใช้ได้นั่นคือ กระบวนการสภาองค์กรชุมชน ที่ผ่านมาจากความแตกต่าง ความหลากหลายของความต้องการ ภูมิภาค วิถีชีวิตของคนที่แตกต่างกัน สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะหลอมรวมกันแล้วบอกถึงความต้องการต่อรัฐบาล"
และเน้นย้ำว่านโยบายที่มาเกี่ยวข้องกับภาคประชาชน สภาองค์กรชุมชนจะต้องเป็นหน่วยที่ผนวก กลั่นกรอง และเสนอเพื่อให้เกิดการปรึกษาหารือร่วมกัน ภาครัฐเองจะต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนควบคู่กันไป เป็นการสร้างความเป็นปึกแผ่น และสิ่งที่รัฐบาลสามารถเอาไปใช้ได้นั่นคือ กระบวนการสภาองค์กรชุมชน ที่ผ่านมาจากความแตกต่าง ความหลากหลายของความต้องการ ภูมิภาค วิถีชีวิตของคนที่แตกต่างกัน สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะหลอมรวมกันแล้วบอกถึงความต้องการต่อรัฐบาล ด้านนายไพโรจน์ พลเพชร อดีตประธานอนุกรรมการสนับสนุนสภาฯ กล่าวว่า แท้จริงแล้วมีอุดมการณ์สภาองค์กรชุมชนอยู่คือ 1) สิทธิชุมชน ทำอย่างไรให้ชุมชนพึ่งพาตนเอง จัดการตนเอง ดูแลตัวเองได้ 2) คือ อุดมการณ์สร้างประชาธิปไตย และ 3) คือ เสนอแนวทางการพัฒนาต่อด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ถือว่าสภาองค์กรชุมชนเป็นสถาบันที่แสดงออกถึงสิทธิชุมชนที่แสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด ที่ผ่านมาไม่ว่ารัฐบาง ระบบทุน หรือฝ่ายการเมือง ทรงอิทธิพลในการกำหนดแนวทางด้านประชาธิปไตย รวมถึงทิศทางการพัฒนาประเทศทุกมิติ ทุกชีวิตของเรา เมื่อเป็นเช่นนี้จึงกำหนดภารกิจไว้ไว้ 3 ระดับ คือ ระดับตำบล จังหวัด และประเทศ ในทุกระดับต้องการให้สภาองค์กรชุมชนนั้นทำหน้าที่อย่างน้อย 3 เรื่องคือ หนึ่ง. การปกป้อง ดูแล เสนอทางเลือกในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่า สอง. สืบทอดประเพณีวัฒนธรรมของชุมชน 3) ทำหน้าที่เสนอแนะแผนและนโยบายของรัฐบาล ทั้งส่วนกลางและท้องถิ่น รวมถึงการปรึกษาและฟังประชาชนในทุกเรื่อง ฉะนั้นการเสนอทั้งตำบล จังหวัด รวมทั้งประเทศต้องอยู่บนฐานนี้ ที่ผ่านมานั้นได้ทำ แต่สำเร็จไหมไม่ทราบ แต่อย่างน้อยประเด็นที่เราเสนอแผนต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีอะไรบ้างที่เสนอ แล้วแผนสำเร็จ เรายังไม่มีข้อมูลตรงนี้ที่ชัดเจน และในระดับชาติทได้เสนออะไรบ้าง แล้วรัฐบาลนำไปบรรจุเป็นแผนนโยบายบ้าง จริงๆ แล้วข้อเสนอของเราส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับทุกกระทรวง ทุกเรื่องจึงต้องตัดสินใน ครม. และในระดับพื้นที่ยังไม่เห็นผลที่ชัดเจน เพียงพอ และเกิดการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนในเวลา 9 ปีที่ผ่านมา และเหล่านี้ที่ไม่สำเร็จมีผลพวงมาจากการเมืองไทย เป็นโครงสร้างที่ไม่เคยตอบโจทย์ให้กับประชาชน เพราะเรื่องที่เราทำกว่าจะสำเร็จนั้นต้องใช้เวลา เรายังทำได้ไม่ได้ดีพอ และยิ่งในสถานการณ์พิเศษเช่นนี้ คือ เราจะสร้างสรรค์พัฒนาประชาธิปไตย เราจะสร้างอย่างไรภายใต้ระบบการเมืองเช่นนี้ และ ม.๔๔ ยังอยู่ต่อ และอยู่ในรัฐธรรมนูญเช่นกัน
“ข้อเสนอของตนนั้นมีอยู่ 3 ประเด็นคือ ประเด็นที่หนึ่ง การผลิตซ้ำทางอุดมการณ์ความเชื่อต้องทำอย่างต่อเนื่อง คือ อุดมการณ์สภาพูดชัดเจตนาต้องพัฒนา และสิ่งที่เราทำนั้นเราต้องทบทวนตนเอง เราเป็นตัวแทนสิทธิชุมชนใช่หรือไม่ หรือเราเป็นตัวแทนของใคร แท้จริงแล้วเรามีพลังกันเป็นแสน แต่ทำไมเรายังมีพลังไม่พอ นั่นคืออุดมการณ์ทางความเชื่อมของเราอาจจะยังไม่พอ ประเด็นที่สอง ควรมี “ประเด็นยุทธศาสตร์” และ “กัดไม่ปล่อย” เช่น ในปัจจุบันประเด็นปัญหาชาวนาหรือราคาพืชผลทางการเกษตรขึ้นลงอยู่นี้ สภาองค์กรชุมชนเราจะแก้ปัญหาชาวนา เราจะเกาะติดสถานการณ์ดังกล่าวอย่างไร ไม่ใช่เอาทุกเรื่องมาทำ เพราะจะไม่เห็นผลถึงความเปลี่ยนแปลงเลย ประเด็นที่สาม ต้องมี “มิตรที่สร้างพลังให้เกิดขึ้น” องค์กรส่วนท้องถิ่นคือพลังของชุมชน รวมถึงองค์กรอิสระก็เช่นกัน ต้องรวมพลังสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น สภาองค์กรชุมชนจะต้องมีวิเคราะห์ใหม่ว่าพลังที่เปลี่ยนแปลงทางสังคมและตัวแทนในท้องถิ่นนั้นคือใคร เพราะเราใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง หากเราจะแก้ กม. ในปี 2560 การพัฒนาที่สำคัญที่สุด คือ การปกครอง หรือการจัดการตนเองในระดับจังหวัด จะเป็นสิ่งที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดผลมากที่สุด”
การสร้างความเข้มแข็งนั้นเป็นบททดสอบจากการปฏิบัติการ การพัฒนาตนเองไม่ใช่การมานั่งอบรม แต่ต้องมองกิจกรรมความเคลื่อนไหว ไปพร้อมกับงานพัฒนาที่จะต้องทำ สภาฯ มีหน้าที่รู้ปัญหาของประชาชน


ในงานสมัชชาดังกล่าวมีวงเสวนา “เหลียวหลัง แลหน้า 9 ปี สภาองค์กรชุมชน” มีผู้ร่วมวงดังกล่าว ประกอบด้วย รศ.ปาริชาติ วลัยเสถียร ที่ปรึกษากรรมการสถาบันฯ ดร.ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย นายเสน่ห์ วิชัยวงษ์ รองเลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ นายไพโรจน์ พลเพชร อดีตประธานอนุกรรมการสนับสนุนสภาฯ นายธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ เลขาธิการสมาคม อบต.แห่งประเทศไทย ดำเนินรายการโดย นายประพจน์ ภู่ทองคำ ทั้งนี้ในวันที่ 1 ธ.ค. จะมีเวทีการประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล ครั้งที่ 1/2559 โดยได้รับเกียรติจาก พลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมเปิดการประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล ครั้งที่ 1/2559 และมอบนโยบาย
สุธิดา บัวสุขเกษม : รายงาน





