โรงแรมเอบิน่าเฮ้าส์-กรุงเทพฯ / พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.พม.เป็นประธานเปิดประชุมระดับชาติสภาองค์กรชุมชนตำบลครั้งที่1/2559 โดยมีตัวแทนสภาองค์กรชุมชนและภาคีเครือข่ายเข้าร่วมประชุมอย่างคับคั่ง ชูประเด็นการขับเคลื่อนงาน “เปิดพื้นที่กลาง สร้างนโยบายสาธารณะ” ขณะที่ประชุมมีข้อเสนอหลายด้าน เช่น แก้ไข พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนให้สภาฯ มีฐานะเป็นนิติบุคคล, ยื่นข้อเสนอต่อ พอช.เพื่อสนับสนุนให้สภาองค์กรเกิดความเข้มแข็ง ฯลฯ รวมทั้งใช้เวทีสภาฯเชื่อมโยงเรื่องข้าวระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภคโดยตรง
วันนี้ (1 ธันวาคม 2559) มีการประชุมระดับชาติสภาองค์กรชุมชนตำบล ครั้งที่ 1/2559 ที่โรงแรมเอบิน่าเฮ้าส์ ซอยวิภาวดีรังสิต 64 เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ โดยมี พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เดินทางมาเป็นประธานเปิดการประชุม มีผู้แทนสภาองค์กรชุมชนตำบลทั่วประเทศ หน่วยงานภาคีเครือข่าย เจ้าหน้าที่และผู้บริหารสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนเข้าร่วมงานประมาณ 300 คน
นายจินดา บุญจันทร์ ประธานในการประชุมกล่าวว่า นับจากพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชนตำบลมีผลบังคับใช้ในปี 2551 จนถึงปัจจุบันย่างเข้าสู่ปีที่ 9 มีการจัดตั้งสภาชุมชนตำบลทั่วประเทศ จำนวน 5,651 แห่ง มีองค์กรสมาชิก 127,380 องค์กร จำนวนสมาชิก 190,341 คน ซึ่งหลักการสำคัญของสภาองค์กรชุมชนฯ คือ ให้คนในชุมชนรวมตัวกันเป็นองค์กรชุมชน เพื่อปรึกษาหารือ นำเสนอปัญหา หาทางแก้ไข และร่วมกันพัฒนาชุมชน โดยมีการประสานความร่วมมือกับภาคีท้องถิ่นหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกับขับเคลื่อนงานพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่างๆ เช่น ที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย การจัดการภัยพิบัติ การจัดสวัสดิการชุมชน การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฯลฯ
นอกจากการจัดประชุมระดับชาติในครั้งนี้แล้ว เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนได้จัดเวทีสมัชชาองค์กรชุมชน “9 ปีสภาองค์กรชุมชน : เปิดพื้นที่กลาง สร้างนโยบายสาธารณะ” ในงานเดียวกันนี้ด้วย โดยมีวัตถุประสงค์ คือ 1.เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สถานการณ์ปฏิรูปภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ การทบทวนการขับเคลื่อนสภาองค์กรชุมชนในระยะที่ผ่านมา 2.เพื่อจัดทำแผนการขับเคลื่อนงาน “สภาองค์กรชุมชน : เปิดพื้นที่กลางสร้างนโยบายสาธารณะ” และ 3.เพื่อผนึกกำลังระหว่างสภาองค์กรชุมชน ขบวนองค์กรชุมชน และภาคีที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันออกแบบและจัดทำแผนงานขับเคลื่อนงานต่อไป
“ที่ผ่านมาการดำเนินงานของสภาองค์กรชุมชนตำบลพบปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญๆ หลายด้าน เช่น ปัญหาการรายงานผลการดำเนินงานของพื้นที่ขาดความสมบูรณ์ของเนื้อหา ทำให้ข้อมูลผลการดำเนินงานของสภาฯ ไม่ต่อเนื่องเป็นปัจจุบัน ผู้นำสภาฯ ขาดความเข้าใจเจตนารมณ์ของสภาองค์กรชุมชน แกนนำสภาฯ ขาดความมั่นใจในศักยภาพของตัวเอง พื้นที่จดแจ้งจัดตั้งสภาฯ มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น แต่งบประมาณสนับสนุนไม่เพียงพอ ฯลฯ ดังนั้นผลจากการประชุมในครั้งนี้จะนำไปสู่การขับเคลื่อนงานสภาองค์กรชุมชนฯ ให้มีประสิทธิภาพต่อไป” นายจินดากล่าว

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.พม. กล่าวเปิดการประชุมและมอบนโยบายว่า สภาองค์กรชุมชนมีบทบาทการทำงานที่หนุนเสริมการทำงานของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ทุนชุมชน พลังในชุมชน ทั้งกลุ่มสตรี เยาวชน ผู้สูงอายุ ฯลฯ มาร่วมกันขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชน โดยน้อมนำเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวทางในการพัฒนา รวมทั้งเชื่อมโยงการทำงานกับภาคีเครือข่ายต่างๆ สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนฐานรากทั่วประเทศ
“ขณะเดียวกันพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ได้ให้ความสำคัญกับการดูแลพี่น้องประชาชนฐานราก โดยได้วางยุทธศาสตร์ชาติ20 ปี เพื่อพัฒนาประเทศชาติไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ดังนั้นกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ จึงยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะให้การสนับสนุนการทำงานของสภาองค์กรชุมชน โดยใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นพื้นที่กลาง นำปัญหาของพี่น้องชุมชนมาแก้ไข และเชื่อมโยงไปสู่การพัฒนาชุมชนร่วมกัน เพื่อให้เกิดการจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืนต่อไป” พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าว
สำหรับผลการประชุมกลุ่มย่อยทั้ง 5 ภาคเพื่อนำไปสู่แผนการขับเคลื่อนงานในปี 2560 ได้ข้อสรุป เช่น 1.จัดตั้งสภาองค์กรชุมชนแบบปูพรม เน้นเชิงปริมาณและพัฒนาคุณภาพควบคู่กัน โดยใช้สภาฯ เชื่อมโยงงานประเด็นและหน่วยงานภาคีพัฒนาในระดับตำบล/จังหวัด 2.ตั้งเป้าหมาย เปิดพื้นที่กลาง สู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง โดยใช้ประเด็นงานพัฒนาในพื้นที่เป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนงาน เพื่อผลักดันแผนระดับตำบลสู่ระดับจังหวัด และผลักดันให้เป็นประเด็นสาธารณะ (การจัดการทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า ชายฝั่ง ความมั่นคงด้านอาหาร ที่อยู่อาศัย ที่ดินทำกิน เศรษฐกิจและทุนชุมชน ฯลฯ)

3.พัฒนานโยบายสาธารณะที่เป็นประเด็นร่วม และติดตามนโยบายภาครัฐทีส่งผลกระทบต่อชุมชน 4.พัฒนาประเด็นยุทธศาสตร์ร่วมในระดับภาค เช่น การเชื่อมโยงเครือข่ายสินค้า-ตลาดกลางข้าว 5.พัฒนาแกนนำสภาองค์กรชุมชนให้เป็นนักยุทธศาสตร์ นักจัดทำแผนยุทธศาสตร์ มีความรู้เนื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับชุมชน 6.เชื่อมโยงการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาคีอย่างต่อเนื่อง เช่น กระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด 7.พัฒนาระบบข้อมูลด้านทุนในชุมชนและด้านต่างๆ ให้เป็นปัจจุบัน 8.ผลักดันการกระจายอำนาจ จัดทำแผนยุทธศาสตร์ภาคประชาชนร่วม และบูรณาการคน งาน เงิน ไปสู่จังหวัดจัดการตนเอง
ส่วนการประชุมตามระเบียบวาระ มีประเด็นที่สำคัญ เช่น การแก้ไขพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 เนื่องจากที่ผ่านมา พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่มีหมวดว่าด้วยงบประมาณ ทำให้ไม่สามารถเสนอแผนงานและงบประมาณสนับสนุนสภาองค์กรชุมชนตามยุทธศาสตร์ต่อรัฐบาลได้ รวมทั้งการขับเคลื่อนงานสภาองค์กรชุมชนต้องพึ่งพา พอช. ในการจัดทำแผนงาน งบประมาณ และจัดหาบุคลากร ต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ นโยบายของสถาบันฯด้วย แทนที่การจะเป็นไปตามยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนสภาองค์กรชุมชน
ดังนั้นที่ประชุมสภาฯ จึงมีข้อเสนอแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนในสาระสำคัญ เช่น กำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการตามกฎหมายฉบับนี้ (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 4) กำหนดสภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นนิติบุคคล และมีหน้าที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการจัดทำแผนแม่บทชุมชนในเขตพื้นที่ตำบลในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น กำหนดให้มีสำนักงานสนับสนุนสภาองค์กรชุมชนแห่งชาติเพื่อสนับสนุนการดำเนินภารกิจตามหน้าที่ของสภาองค์กรชุมชนตำบล สภาองค์กรชุมชนจังหวัด และสภาองค์กรชุมชนแห่งชาติ (แก้ไขเพิ่มเติมหมวด 4)
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมมีความเห็นว่า ให้ขบวนองค์กรชุมชนแต่ละภาคนำประเด็นการแก้ไข พ.ร.บ.กลับไปทบทวน
รวมทั้งให้ศึกษารัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และนำข้อมูลกลับมาให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ เพื่อจะได้นำไปจัดทำรายละเอียดการแก้ไขต่อไป
ประเด็นข้อเสนอต่อสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน เพื่อให้ พอช. นำไปใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในการสนับสนุนและส่งเสริมสภาองค์กรชุมชน เช่น การจดแจ้งจัดตั้งสภาองค์กรชุมชน ต้องเน้นเชิงคุณภาพ ไม่ใช่เน้นปริมาณ พอช.ต้องพัฒนากลุ่มองค์กรชุมชน ชุมชน ที่จดแจ้งจัดตั้งสภาองค์กรชุมชน เชื่อมโยงการพัฒนาระหว่างกลุ่มองค์กรที่จดแจ้งด้วย เช่น กลุ่มประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม, เครือข่ายเยาวชน ฯลฯ และสนับสนุนการพัฒนาสภาองค์กรชุมชนให้เข้มแข็งปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจได้
พอช.ต้องส่งเสริมและสนับสนุน เป็นพี่เลี้ยงสภาองค์กรชุมชนที่ยังไม่เข้มแข็ง ให้เกิดความเข้มแข็งมีศักยภาพ ปฏิบัติตามภารกิจได้ และจำแนกประเภทของสภาองค์กรชุมชน เช่น สภาฯ ที่เข้มแข็ง สภาฯที่พึ่งตนเองได้ สภาฯที่ต้องการพี่เลี้ยง สภาฯที่จดแจ้งจัดตั้งใหม่เพื่อออกแบบการสนับสนุนให้มีความแตกต่างกัน
ให้ พอช.มีแผนงานงบประมาณสนับสนุนสภาองค์กรชุมชน แยกหมวดกับงานประเด็นอื่นของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน โดยยึดหลักการกระจายอำนาจของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน มีการบริหารงบประมาณสอดคล้องกับหลักการชุมชนท้องถิ่นจังหวัดจัดการตนเอง ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ ตำบลพื้นที่เป็นตัวตั้ง ประชาชนเป็นเป้าหมาย และสนับสนุนไปที่สภาองค์กรชุมชนตำบลโดยตรงเนื่องจากสภาฯ มีภารกิจที่ต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติ

ให้ พอช.ประสานความร่วมมือกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งและพัฒนาสภาองค์กรชุมชน เช่น ประสานงานกับกรมการปกครองเพื่อส่งเสริมการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนให้เต็มพื้นที่ ประสานงานกับกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นเรื่องการกำหนดแนวทางให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสนับสนุนค่าใชจ่ายในการดำเนินการของสภาองค์กรชุมชนตำบล การประสานแผนชุมชนกับแผนพัฒนาท้องถิ่น ฯลฯ
ในตอนท้ายของการประชุม นายจินดา บุญจันทร์ ประธานในที่ประชุมกล่าวว่า ที่ประชุมมีมติให้สมาชิกสภาฯในแต่ละภาค โดยเฉพาะภาคใต้ ภาคตะวันออก และกรุงเทพฯ กลับไปสำรวจข้อมูลปริมาณความต้องการการบริโภคข้าวสารในแต่ละเดือนเพื่อนำข้อมูลมารวบรวม นำไปสู่การวางแผนเชื่อมโยงผู้ผลิตข้าว คือชาวนากับผู้บริโภค เพื่อเป็นการวางแผนในระยะยาวและเป็นระบบ ทั้งเรื่องราคาข้าวเปลือกและราคาข้าวสาร โดยในเบื้องต้นจะนำข้าวสารจากจังหวัดยโสธรเข้ามาจำหน่ายที่ พอช.จำนวน 70 กระสอบ เน้นข้าวอินทรีย์ เพื่อให้ผู้บริโภคได้กินข้าวที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัย
“สำหรับประเด็นปัญหาต่างๆ ที่สภาชิกสภาฯ แต่ละภาคนำเสนอนั้น ที่ผ่านมาเป็นเวลากว่า 2 ปีแล้ว ที่สภาองค์กรชุมชนระดับชาติได้นำเสนอปัญหาไปตามลำดับชั้นแต่ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข เช่น ปัญหาเรื่องที่ดิน เรื่องประมงพื้นบ้าน ดังนั้นในการประชุมคราวนี้ เราจะรวบรวมประเด็นปัญหาต่างๆ นำเสนอไปยังกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหา และเราจะต้องติดตามความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาต่อไปด้วย” นายจินดากล่าวในตอนท้าย
สุวัฒน์ กิขุนทด : รายงาน





